xs
xsm
sm
md
lg

แผนยึดกองทัพของทักษิณและคนเสื้อแดง

เผยแพร่:   โดย: ว.ร.ฤทธาคนี

ในห้วงเวลา 10 วันที่ผ่านมา ทุกสื่อประโคมข่าวเรื่องการสั่งย้าย 3 นายพลเอกโดยรมว.กห ที่ประกอบด้วย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นประเด็นร้อนไปทั่วประเทศ

บริบทของเหตุการณ์ได้แก่การเสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผช.ผบ.ทบ. เข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม คือ พล.อ.เสถียร ซึ่งครบอายุเกษียณราชการใน 30 กันยายนนี้ ด้วยวาจาอย่างไม่เป็นทางการของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ขณะที่ พล.อ.เสถียร ได้เสนอชื่อ พล.อ.ชาตรี ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม แทนตน และ พล.อ.พิณภาษณ์ รับทราบ และเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ในฐานะเจ้ากรมเสมียนตราซึ่งคงชี้แจงเหตุต่างๆ ว่าอาจจะไม่เหมาะสม จนอาจจะเป็นที่ขัดใจ พล.อ.อ.สุกำพล จึงต้องไปขอขมาลาโทษ ซึ่งผู้ใหญ่ในกองทัพต่างออกมาตำหนิพฤติกรรมสอพลอของ พล.อ.พิณภาษณ์ ซึ่งกลัวว่าอนาคตตนจะดับสูญ เพราะเหลือเวลารับราชการอีกหลายปี ผู้ใหญ่ของกองทัพซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้ว มองว่า พล.อ.พิณภาษณ์ ไม่ได้กระทำอะไรผิด ไม่ได้กระด้างกระเดื่องขัดคำสั่งอันเป็นผลเสียต่อกองทัพและวินัย หากแต่ชี้แจงเรื่องความเหมาะสมในความอาวุโสและความเหมาะสมตามแบบธรรมเนียมทหารนั้นก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว แต่ไม่ถูกใจพล.อ.อ.สุกำพล รมว.กห.

ส่วน พล.อ.ชาตรี นั้น เป็นบุคคลที่อยู่นอกความขัดแย้ง แต่เป็นนายพลที่โชคร้ายมากที่สุดเพราะเพิ่งสูญเสียบุตรชายไป แต่ต้องติดร่างแหความขัดแย้งอย่างเต็มตัว เพราะเป็นบุคคลที่ พล.อ.เสถียร เสนอให้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมแทน

พล.อ.อ.สุกำพล แถลงว่าเมื่อเขาได้ให้นโยบายว่าจะให้ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผช.ผบ.ทบ. ข้ามสังกัดจากกองทัพบก มาลงในตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ทั้งๆ ที่ต้นสังกัดกระทรวงกลาโหม ยังมีผู้อาวุโสกว่า และรู้งานของกระทรวงดีกว่า จึงขัดต่อหลักความถูกต้องโดยเฉพาะเรื่องอาวุโสอันเป็นหลักสำคัญในการดำรงตำแหน่งในกองทัพ

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ พล.อ.เสถียร จึงทำรายงานถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารตามหลักอำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตย เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่ง พล.อ.อ.สุกำพล ถือว่าเป็นการเปิดเผยความลับของทางราชการ แต่หากเมื่อวิเคราะห์เชิงนิตินัยแล้ว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ย่อมมีสิทธิอำนาจและหน้าที่สามารถเรียกมาดูได้ หรือควรรับรู้ด้วยการนำเสนอได้ ตามอำนาจทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี ในการบังคับบัญชารัฐมนตรีทุกคน ฝ่ายบริหารทุกตำแหน่ง ทุกกระทรวง ทบวง กรม

ดังนั้น การที่ พล.อ.เสถียร นำเรียนข้อมูลการเตรียมการโยกย้ายผู้บริหารในกระทรวงกลาโหมต่อนางสาวยิ่งลัษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงไม่เป็นการเผยแพร่ความลับของทางราชการอย่างสิ้นเชิง

พล.อ.อ.สุกำพล อยู่ในกระแสการเมืองอย่างแน่ชัดและเข้มข้นมาตั้งแต่ พ.ศ.2548 ในยุคทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผลักดันเพื่อนรุ่นนักเรียนเตรียมทหาร 10 ทุกเหล่าทัพ ให้เข้าดำรงตำแหน่งบังคับบัญชาหน่วยทหารขนาดใหญ่ระดับกองพล และตำแหน่งสำคัญๆ ทุกกองทัพ

พล.อ.อ.สุกำพล ได้รับการผลักดันโดยตรงจาก พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีต ผบ.ทอ. เข้าสู่กระแสการเมืองจากการแต่งงานกับนางสลิลลาวัลย์ ศิริวงศ์ ณ อยุธยา เพื่อนรักของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยาทักษิณ ทำให้พล.อ.อ.สุกำพลได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารอากาศซึ่งสำคัญมากในอัตรานายพล และเป็น พล.อ.ต.เพียงปีเดียว เป็น พล.อ.ท.เพียง 2 ปี ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งเสนาธิการทหารอากาศ อัตรา พล.อ.อ. เพื่อเป็น ผบ.ทอ. แต่ไม่ได้ตำแหน่งนั้น จึงอกหัก และต้องทุ่มสุดตัวให้กับทักษิณจนได้เป็นรัฐมนตรี และเขาข้ามหัวรุ่นพี่เตรียมทหาร 3 รุ่น คือ รุ่น 9, 8 และ 7 ทั้งๆ ที่ทั้ง 3 รุ่นนี้มีคนที่เหมาะสมกว่า มีความรู้ความสามารถมากกว่า เป็นนักบินขับไล่ไอพ่น ผ่านศึกหนักๆ มาแล้ว ผ่านต่างประเทศมาแล้ว และมีผลงานดีเลิศหลายคน

กองทัพเป็นขวากหนามสำคัญในการที่ใครจะกดดันสถาบันชาติและประชาชนไม่ได้ รวมทั้งป้องกันไม่ให้กองทัพถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาฐานเสียงทั่วราชอาณาจักร ถ้าทักษิณจัดกองทัพให้เป็นกองทัพแตงโมอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว กองทัพจะเป็นกองทัพของทักษิณและคนเสื้อแดงอย่างสิ้นเชิง นี่คือหายนะของชาติและความล่มสลายของสันติสุขในประเทศ

แผนการชั่วร้ายคือการขจัดขวากหนาม และจัดระบบให้กองทัพอยู่ในอุ้งมือของทักษิณเพื่อเขาจะได้กลับมาอย่างผู้มีชัยจึงเป็นอีกแผนการชั่วในพหุยุทธศาสตร์ของทักษิณและอาจจะก่อการให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศได้ในอนาคต

ความล้มเหลวของ พล.อ.อ.สุกำพล ที่สำคัญยิ่ง คือ การขาดเอกภาพและความเด็ดขาดในการจัดการอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอะไรก็ตามที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งทักษิณจำเป็นต้องบินไปสหรัฐฯ เพื่อเจรจาแบบซึ่งๆ หน้า เพื่อแก้ตัวและต่อรองใหม่ เพราะสภากลาโหม และประธานกรรมการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการระดับนายพลของกองทัพไทย เป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างอิทธิพลให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพได้แต่กลับไม่ทำ หากสามารถกุมอำนาจในการจัดกองทัพจะทำให้การตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในไทยก็ง่ายขึ้น เหตุผลนี้สหรัฐฯ ยอมรับข้อเรียกร้อง และข้อเสนอของทักษิณซึ่งเราจะต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีแผนอะไรตามมาก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ข้อเรียกร้องของทักษิณ คือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องกดดันให้สาธารณชนสหรัฐฯ ยอมรับความบริสุทธิ์ของเขาผ่านสื่อ ซึ่งกลไกทุนสามานย์ในรัฐบาลสหรัฐฯ ควบคุมอยู่ ทักษิณต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ล้างมลทินการเป็นจำเลยสังคมโลกของเขา และกดดันให้หลายชาติต้อนรับทักษิณอย่างบุคคลสำคัญ ด้วยข้อแลกเปลี่ยนอู่ตะเภาเพื่อเป็นฐานทัพปิดล้อมจีนและกดดันจีน

พล.อ.อ.สุกำพล เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แทน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ก็เพื่องานสำคัญ คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำลาย พ.ร.บ.การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2551 เพื่อป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองตรงต่อกองทัพ ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับหน่วยราชการ ดังนี้ สำนักรัฐมนตรี, สำนักงานปลัดกระทรวง, กรมราชองครักษ์ และกองทัพไทย โดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องเน้นการวิเคราะห์บทบาทหน้าที่มากเป็นพิเศษ คือ กรมราชองครักษ์ และกองทัพ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติในการถวายอารักขาราชวงศ์โดยตรง และการป้องกันประเทศ อำนาจอธิปไตยและการพัฒนาทำนุบำรุงสุขประชาชนทั้งยามสงครามและยามปกติ

มาตรา 25 ตาม พ.ร.บ.นี้ กำหนดให้มีการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของส่วนราชการต่างๆ ในกระทรวงกลาโหม ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการที่ส่วนราชการนั้นแต่งตั้ง และเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งของกระทรวง ซึ่งประกอบด้วยกรรมการ 7 คน คือ รมว.กห., รมช.กห., ผบ.ทหารสูงสุด, ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ., ปลัดกระทรวง กห. เป็นกรรมการและเลขานุการ เจ้ากรมเสมียนตรา กห. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ผลที่หวังคือการป้องกันการแทรกแซง การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพลของเหล่าทัพโดยฝ่ายการเมือง เพื่อหวังใช้กองทัพเป็นฐานการเมือง ข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และการแสวงหาประโยชน์จากอำนาจแสนยานุภาพของกองทัพในงานอาชญากรรม เช่น ค้าคน ค้าของเถื่อน ค้ายาเสพติด บ่อนการพนัน ค้าอาวุธ และค้ารถขโมยและการนี้พล.อ.อ.สุกำพลเป็นนักการเมืองมิใช่ทหารอีกต่อไปแล้วจึงเป็นการแทรกแซงโดยตรงอย่างชัดเจน

ลองนึกภาพชายแดนที่มีกองทัพของนักการเมืองชั่วท้องถิ่น เพราะหากลองคิดดูว่าถ้ากองทัพตกอยู่ในอุ้งมือของระบบการเมืองสามานย์แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง เพราะระบบการจัดของกองทัพเป็นแบบ Line of Command หรือสายการบังคับบัญชาตรง ซึ่งสั้น ง่าย และตรง เช่น ผู้บัญชาการทหารบก เสนอแต่งตั้งแม่ทัพภาค แม่ทัพภาคเสนอแต่งตั้งผู้บัญชาการกองพล ผู้บัญชาการกองพลเสนอแต่งตั้งผู้บังคับการกรม ผู้บังคับการกรมเสนอแต่งตังผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับกองพันเสนอแต่งตั้งผู้บังคับกองร้อยและผู้บังคับหมวด

ถ้ากองทัพไทยทั้งหมดเป็นกองทัพแตงโม อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ประชาชน และความสุขสงบในบ้านเมือง

แม้ว่าสื่อจะตีข่าวไปแล้วว่า พล.อ.เสถียร พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นทหารแตงโม เพราะว่ามีภรรยาหรือญาติอยู่ในสังกัดการเมืองพรรคเพื่อไทย และเป็นแกนนำสนับสนุนเสื้อแดง ซึ่งทำให้สังคมไทยส่วนหนึ่งกำลังจับตาดูว่ากองทัพจะยอมได้อย่างไร

ทางด้านนิตินัยนั้น รมว.กห.ซึ่งมีอำนาจจริงในการย้ายนายพลเอกทั้ง 3 คน แต่การกล่าวโทษว่าเอาความลับของทางราชการไปเปิดเผยกับนายกรัฐมนตรี เป็นการผิดวินัยจริงหรือ เพราะยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการสอบสวน และลงโทษอย่างเป็นทางการ และการย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายด้วยอารมณ์ ขาดหลักนิติธรรม และเหตุผล แต่การย้ายครั้งนี้มีลักษณะเป็นการลงโทษ เพราะได้ลดอำนาจหน้าที่ของปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่และสิทธิตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

การให้ พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม อีกคนหนึ่งทำหน้าที่แทนนั้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะว่าไม่มีตำแหน่งอยู่ในมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมจะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีผู้เกี่ยวข้องอาจจะเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

แต่งานนี้เป็นงานที่ พล.อ.อ.สุกำพล ยอมเสี่ยงเพื่อให้แผนยึดกองทัพของทักษิณและคนเสื้อแดงสำเร็จ หากไม่สำเร็จชื่อของ พล.อ.อ.สุกำพล ย่อมหายไปจากทักษิณ ตลอดไป เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ทำให้ทักษิณผิดหวังมาแล้ว

แต่งานขจัดขวากหนาม ขจัดกองทัพทหารอาชีพให้เป็นทหารแตงโมนั้น มิใช่เรื่องเล็ก แม้ว่า พล.อ.เสถียร และ พล.อ.ชาตรี ซึ่งอยู่ในสาย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะไม่ฟ้องร้องเรียกร้อง และขอความเห็นใจ เช่นเดียวกับ พล.อ.พิณภาษณ์ก็ตาม แต่คนไทยยังคงจับตาดูกองทัพอย่างเขม็งเล็งผล ทั้งยังมีกฎหมายหลายฉบับที่เป็นกลไกป้องกันการครอบงำกองทัพของทักษิณ
กำลังโหลดความคิดเห็น...