ถ้าเราตั้งสมมติฐานพื้นฐานการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไว้ว่าขณะนี้รัฐบาลยอมถอยในเรื่องที่สุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นแตกหัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องร่างพ.ร.บ.ปรอมดอง เพื่อคงสภาพความเป็นรัฐบาลต่อเนื่องให้นานที่สุด เพื่อให้ได้ลงทุนก้อนใหญ่ในรอบ 3 – 6 ปีนี้มากกว่า 2 ล้านล้านบาท ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และรัฐบาลจะยอมถอยไม่ได้
อาจจะไม่ใช่แค่ตั้งคนของรัฐบาลเข้าไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการฯ 2 ตำแหน่งที่จะว่างลง เพียงเพื่อยึดที่นั่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เท่านั้น
แต่อาจถึงขั้นปลดผู้การธนาคารแห่งประเทศไทย!
ผมเชื่อเช่นนี้เพราะคิดทวนไปทวนมาแล้วเชื่อว่าไม่ใช่แค่เป็นไปได้ แต่เป็นไปได้มากทีเดียว ต้องไม่ลืมนะครับว่าดร.วีรพงษ์ รามางกูร และคนฟากรัฐบาล ขายวาทกรรม 2 ชุดต่อสังคมไทยมาตลอดในในรอบ 1 ปีนี้
“ประเทศไทยโชคดีมีเงินออมเหลือมาก...”
“แบงก์ชาติขาดทุนต้องแก้ปัญหา...”
วาทกรรมชุดแรกแน่นอนว่ามีขึ้นเพื่อรับใช้การลงทุนเปลี่ยนโครงสร้างเศรฐกิจประเทศกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยการเอาทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้โดยรัฐบาลไม่ต้องออกพันธบัตรเงินบาทเพื่อหาเงินบาทไปซื้อมา โดยอยากจะออกพันธบัตรเป็นเงินดอลลาร์ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยถือไว้เฉยๆ ซึ่งไม่ต่างจากการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์เงินบาทเข้าสู่ระบบ และก็คือการซุกหนี้ซ่อนหนี้ในอีกรูปแบบหนึ่ง ผมเดาว่าน่าจะประมาณ 1 ล้านล้านบาท เรื่องนี้เราพูดกันไปบ้างแล้ว ส่วนวาทกรรมชุดหลังมีขึ้นก็เพื่อรับใช้วาทกรรมชุดแรก
คือเพื่อเป็นเหตุยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในธนาคารแห่งประเทศไทย
ซึ่งถ้าไม่ใช่แค่นำคนนอกมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ว่างลง 2 ตำแหน่งเพื่อยึดที่นั่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แล้ว ก็น่าจะถึงขั้นเปลี่ยนตัวผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยโดยอาศัยพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2484 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551 มาตรา 28/19 (5)
“คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกโดยคำแนะนำของรัฐมนตรี หรือการเสนอของรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการธปท. เพราะบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถ โดยมติดังกล่าวต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดแจ้ง”
อะไรจะคือ “เหตุผลในการให้ออก...” ล่ะถ้าไม่ใช่วาทกรรมชุดที่ 2 ที่ดร.วีรพงษ์ รามางกูรย้ำแล้วย้ำอีกหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย
“แบงก์ชาติขาดทุนต้องแก้ปัญหา”
ในเมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่โอนอ่อนผ่อนตาม ไม่ลดดอกเบี้ย ไม่สนับสนุนการนำทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนในทางที่ดร.วีรพงษ์ รามางกูรและคนฝากรัฐบาลรวมถึงคนปตท.อ้างว่าได้ประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่ากว่า ก็เห็นจะอยู่ร่วมกันไม่ได้
คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีดร.วีรพงษ์ รามางกูรเป็นประธานนั้นมีหน้าที่สำคัญหน้าที่หนึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 24 (1) พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2584 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551
“...ประเมินผลการปฏิบัติงานโดยทั่วไปของผู้ว่าการฯ”
ต้องเข้าใจว่ากรรมการส่วนใหญ่ก็คนที่มีความคิดไปทางฟากรัฐบาลทั้งนั้น เพราะเป็นคนทางฟากกระทรวงการคลังและรัฐบาล กล่าวคือ เลขาธิการสภาพัฒน์, ผอ.สศค. และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีก 5 คน คนทางฟากธนาคารแห่งประเทศไทยที่นั่งอยู่ในคณะกรรมการมี 4 ที่นั่ง คือ ผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการฯ 3 คน
หากได้รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาจากคนนอกอีก 2 คน ก็จะทำให้ที่นั่งในคณะกรรมการชุดนี้ไปทางฝากรัฐบาลเกือบเต็มร้อย
มติที่ออกมาคงเอกฉันท์!
พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการแก้ไขครั้งใหญ่ในปี 2550 – 2551 ในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาเดียวที่มีสมาชิกมาจากข้าราชการประจำเสียเกือบครึ่ง ร่างพ.ร.บ.ในชั้นแรกนั้นทำมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย เป้าหมายสูงสุดคือเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง ป้องกันฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่แม้จะเป็นยุคข้าราชการประจำเป็นใหญ่ในอำนาจนิติบัญญัติก็มีข้อขัดแย้งมากพอสมควรว่าธนาคารกลางควรเป็นอิสระแค่ไหน อย่างไร ข้าราชการประจำที่นั่งอยู่ทางฟากกระทรวงการคลังไม่เห็นด้วยนัก จึงมีการแก้ไขกฎหมายทั้งในชั้นกฤษฎีกา และชั้นกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติ
กฎหมายที่ออกมาจึงมิใช่ให้ธนาคารกลางเป็นอิสระโดยปราศจากการควบคุม
หรือหลุดลอยไปจากรัฐบาลทั้งหมด
คณะรัฐมนตรีจึงยังสามารถมีมติให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพ้นจากตำแหน่งได้อยู่ แต่ต้องมีเหตุผลชัดเจน และต้องมาจากคำแนะนำของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผู้ทรงคุณวุฒิและข้าราชการประจำในตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจประกอบส่วนอยู่
โดยตัวอักษรแล้วไม่น่าที่จะแนะนำให้ปลดกันได้ง่ายๆ ยกเว้นผิดพลาดบกพร่องร้ายแรงจริงๆ เท่านั้น
แต่คนเขียนกฎหมายลืมไปว่าในสังคมระบบอุปถัมภ์มันเป็นเรื่องของพวกใครพวกมันมากกว่าเหตุผล
และข้าราชการประจำสูญเสียจิตวิญญาณไปเกือบหมดแล้ว
และหากปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเช่นนั้นจริงก็ไม่น่ามีปัญหามวลชนมากนักหรอก เพราะนาทีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังค่อนข้างโดดเดี่ยวจากมวลชน ท่าทีแบบที่ผมอยากจะเรียกภาษาชาวงบ้านง่ายๆ ว่า “คุณหนูนักเรียนนอก” มันเป็นอุปสรรค ประกอบกับแผลเก่าคราววิกฤตสถาบันการเงินและสู้สงครามเงินบาทเมื่อปี 2540 ที่ทำให้เกิด perception (ไม่ว่าจะเป็น fact ทั้งหมดหรือไม่) ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยทำเศรษฐกิจเจ๊ง ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยพิสมควร
ผมเชื่อว่าความคิดเช่นนี้ก่อรูปมานาน และเป็นตัวเป็นตนขึ้น ย้อนดูข่าวเก่าจะพบว่าตั้งแต่มาเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าของสมญาดร.โกร่งแสดงท่าทีซีเรียสเรื่อง “แบงก์ชาติขาดทุนต้องแก้ปัญหา” มาก
แต่คงหวังว่าจะไม่ต้องใช้ยาแรงขนาดนี้
หากแต่จะกระชับพื้นที่ไปเรื่อยๆ ข่มขู่โดยนัยไปเรื่อยๆ แล้วหากผู้ว่าการฯ ถอดใจลาออกไปเองก็จะดียิ่ง
สถานการณ์ไม่น่าจะผิดไปจากนี้ มันขึ้นอยู่กับเวลาว่าเมื่อไร ตราบเท่าที่คนไทยไม่รู้เท่าทันในวาทกรรม 2 ชุดนี้ว่าเป็น “วาทกรรมลวง” ที่ “ไม่เนียน” สักเท่าไร
เมื่อคนไทยหลงในวาทกรรมลวงก็จะถูก “ล้วง(ทุนสำรอง)” ไปลงทุนแน่ๆ ในอนาคตตอันใกล้นี้
นี่คือ “การเมืองของจริง” ในมุมมองของผมครับพี่น้อง!
อาจจะไม่ใช่แค่ตั้งคนของรัฐบาลเข้าไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการฯ 2 ตำแหน่งที่จะว่างลง เพียงเพื่อยึดที่นั่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เท่านั้น
แต่อาจถึงขั้นปลดผู้การธนาคารแห่งประเทศไทย!
ผมเชื่อเช่นนี้เพราะคิดทวนไปทวนมาแล้วเชื่อว่าไม่ใช่แค่เป็นไปได้ แต่เป็นไปได้มากทีเดียว ต้องไม่ลืมนะครับว่าดร.วีรพงษ์ รามางกูร และคนฟากรัฐบาล ขายวาทกรรม 2 ชุดต่อสังคมไทยมาตลอดในในรอบ 1 ปีนี้
“ประเทศไทยโชคดีมีเงินออมเหลือมาก...”
“แบงก์ชาติขาดทุนต้องแก้ปัญหา...”
วาทกรรมชุดแรกแน่นอนว่ามีขึ้นเพื่อรับใช้การลงทุนเปลี่ยนโครงสร้างเศรฐกิจประเทศกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยการเอาทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้โดยรัฐบาลไม่ต้องออกพันธบัตรเงินบาทเพื่อหาเงินบาทไปซื้อมา โดยอยากจะออกพันธบัตรเป็นเงินดอลลาร์ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยถือไว้เฉยๆ ซึ่งไม่ต่างจากการให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิมพ์เงินบาทเข้าสู่ระบบ และก็คือการซุกหนี้ซ่อนหนี้ในอีกรูปแบบหนึ่ง ผมเดาว่าน่าจะประมาณ 1 ล้านล้านบาท เรื่องนี้เราพูดกันไปบ้างแล้ว ส่วนวาทกรรมชุดหลังมีขึ้นก็เพื่อรับใช้วาทกรรมชุดแรก
คือเพื่อเป็นเหตุยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในธนาคารแห่งประเทศไทย
ซึ่งถ้าไม่ใช่แค่นำคนนอกมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ว่างลง 2 ตำแหน่งเพื่อยึดที่นั่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แล้ว ก็น่าจะถึงขั้นเปลี่ยนตัวผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยโดยอาศัยพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2484 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551 มาตรา 28/19 (5)
“คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออกโดยคำแนะนำของรัฐมนตรี หรือการเสนอของรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการธปท. เพราะบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความสามารถ โดยมติดังกล่าวต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดแจ้ง”
อะไรจะคือ “เหตุผลในการให้ออก...” ล่ะถ้าไม่ใช่วาทกรรมชุดที่ 2 ที่ดร.วีรพงษ์ รามางกูรย้ำแล้วย้ำอีกหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย
“แบงก์ชาติขาดทุนต้องแก้ปัญหา”
ในเมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยไม่โอนอ่อนผ่อนตาม ไม่ลดดอกเบี้ย ไม่สนับสนุนการนำทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนในทางที่ดร.วีรพงษ์ รามางกูรและคนฝากรัฐบาลรวมถึงคนปตท.อ้างว่าได้ประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่ากว่า ก็เห็นจะอยู่ร่วมกันไม่ได้
คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีดร.วีรพงษ์ รามางกูรเป็นประธานนั้นมีหน้าที่สำคัญหน้าที่หนึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 24 (1) พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2584 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551
“...ประเมินผลการปฏิบัติงานโดยทั่วไปของผู้ว่าการฯ”
ต้องเข้าใจว่ากรรมการส่วนใหญ่ก็คนที่มีความคิดไปทางฟากรัฐบาลทั้งนั้น เพราะเป็นคนทางฟากกระทรวงการคลังและรัฐบาล กล่าวคือ เลขาธิการสภาพัฒน์, ผอ.สศค. และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีก 5 คน คนทางฟากธนาคารแห่งประเทศไทยที่นั่งอยู่ในคณะกรรมการมี 4 ที่นั่ง คือ ผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการฯ 3 คน
หากได้รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาจากคนนอกอีก 2 คน ก็จะทำให้ที่นั่งในคณะกรรมการชุดนี้ไปทางฝากรัฐบาลเกือบเต็มร้อย
มติที่ออกมาคงเอกฉันท์!
พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการแก้ไขครั้งใหญ่ในปี 2550 – 2551 ในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาเดียวที่มีสมาชิกมาจากข้าราชการประจำเสียเกือบครึ่ง ร่างพ.ร.บ.ในชั้นแรกนั้นทำมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย เป้าหมายสูงสุดคือเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง ป้องกันฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่แม้จะเป็นยุคข้าราชการประจำเป็นใหญ่ในอำนาจนิติบัญญัติก็มีข้อขัดแย้งมากพอสมควรว่าธนาคารกลางควรเป็นอิสระแค่ไหน อย่างไร ข้าราชการประจำที่นั่งอยู่ทางฟากกระทรวงการคลังไม่เห็นด้วยนัก จึงมีการแก้ไขกฎหมายทั้งในชั้นกฤษฎีกา และชั้นกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติ
กฎหมายที่ออกมาจึงมิใช่ให้ธนาคารกลางเป็นอิสระโดยปราศจากการควบคุม
หรือหลุดลอยไปจากรัฐบาลทั้งหมด
คณะรัฐมนตรีจึงยังสามารถมีมติให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพ้นจากตำแหน่งได้อยู่ แต่ต้องมีเหตุผลชัดเจน และต้องมาจากคำแนะนำของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผู้ทรงคุณวุฒิและข้าราชการประจำในตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจประกอบส่วนอยู่
โดยตัวอักษรแล้วไม่น่าที่จะแนะนำให้ปลดกันได้ง่ายๆ ยกเว้นผิดพลาดบกพร่องร้ายแรงจริงๆ เท่านั้น
แต่คนเขียนกฎหมายลืมไปว่าในสังคมระบบอุปถัมภ์มันเป็นเรื่องของพวกใครพวกมันมากกว่าเหตุผล
และข้าราชการประจำสูญเสียจิตวิญญาณไปเกือบหมดแล้ว
และหากปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเช่นนั้นจริงก็ไม่น่ามีปัญหามวลชนมากนักหรอก เพราะนาทีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังค่อนข้างโดดเดี่ยวจากมวลชน ท่าทีแบบที่ผมอยากจะเรียกภาษาชาวงบ้านง่ายๆ ว่า “คุณหนูนักเรียนนอก” มันเป็นอุปสรรค ประกอบกับแผลเก่าคราววิกฤตสถาบันการเงินและสู้สงครามเงินบาทเมื่อปี 2540 ที่ทำให้เกิด perception (ไม่ว่าจะเป็น fact ทั้งหมดหรือไม่) ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยทำเศรษฐกิจเจ๊ง ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยพิสมควร
ผมเชื่อว่าความคิดเช่นนี้ก่อรูปมานาน และเป็นตัวเป็นตนขึ้น ย้อนดูข่าวเก่าจะพบว่าตั้งแต่มาเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าของสมญาดร.โกร่งแสดงท่าทีซีเรียสเรื่อง “แบงก์ชาติขาดทุนต้องแก้ปัญหา” มาก
แต่คงหวังว่าจะไม่ต้องใช้ยาแรงขนาดนี้
หากแต่จะกระชับพื้นที่ไปเรื่อยๆ ข่มขู่โดยนัยไปเรื่อยๆ แล้วหากผู้ว่าการฯ ถอดใจลาออกไปเองก็จะดียิ่ง
สถานการณ์ไม่น่าจะผิดไปจากนี้ มันขึ้นอยู่กับเวลาว่าเมื่อไร ตราบเท่าที่คนไทยไม่รู้เท่าทันในวาทกรรม 2 ชุดนี้ว่าเป็น “วาทกรรมลวง” ที่ “ไม่เนียน” สักเท่าไร
เมื่อคนไทยหลงในวาทกรรมลวงก็จะถูก “ล้วง(ทุนสำรอง)” ไปลงทุนแน่ๆ ในอนาคตตอันใกล้นี้
นี่คือ “การเมืองของจริง” ในมุมมองของผมครับพี่น้อง!