เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา วันการี มาไท จากโลกไปด้วยอายุ 71 ปี ในฐานะที่ได้ติดตามความเป็นไปในชีวิตของเธอมานาน ขอนำบางอย่างมาเล่า แต่เนื่องจากเรื่องราวของเธอมีมากจนยากที่จะเล่าได้อย่างครบถ้วน จึงเสนอให้ผู้ที่มีเวลาและความแตกฉานในการอ่านภาษาอังกฤษไปอ่านรายละเอียดในหนังสือของเธอชื่อ Unbowed ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2549 ผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลา หรือไม่แตกฉานในการอ่านภาษาอังกฤษ อาจรออ่านบทคัดย่อภาษาไทยซึ่งจะขึ้นเว็บไซต์ www.sawaiboonma.com ในเร็ววันนี้
อันที่จริง วันการี มาไท มิใช่วณิพกตามคำจำกัดความ เนื่องจากคำนั้นหมายถึงขอทานที่ใช้การร้องเพลงหรือดีดสีตีเป่า แต่เธอเติบโตขึ้นในครอบครัวที่ยากจนของเคนยาหลังถือกำเนิดขึ้นมาด้วยการทำคลอดของหมอตำแยเมื่อปี 2483 จึงขออนุโลมเรียกเธอว่าวณิพก เธอเกิดในกระท่อมดินในหมู่บ้านห่างไกลซึ่งขาดปัจจัยร่วมสมัยทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา หรือถนนเข้าหมู่บ้าน ครอบครัวของเธอทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานเสริมด้วยการหาของป่ามาเลี้ยงชีพ แม่ของเธออ่านหนังสือไม่ออก พ่อเรียนจากหมอสอนศาสนาจนพออ่านออกเขียนได้ การพออ่านออกเขียนได้นั้นมีส่วนดีที่ช่วยให้เขาได้ทำงานในไร่ของชาวอังกฤษ แต่ก็มีข้อเสียที่ไร่นั้นอยู่ไกลถึง 240 กม. การไปทำงานในที่ห่างไกลส่งผลให้เขามีเมียอีก 3 คนและลูกเพิ่มเป็นเกือบโหล ผลสุดท้ายวันการีจึงเติบโตขึ้นในกระท่อมดินโดยปราศจากพ่อ
แม้จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่แม่ของเธอมองเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงส่งเธอเข้าโรงเรียนชั้นประถมซึ่งอยู่ไกลออกไป 5 กม. เธอเดินไปโรงเรียนทุกวันและเมื่อกลับบ้านก็ช่วยแม่ทำงานทุกอย่าง เนื่องจากผลการเรียนของเธอดีมาก เมื่อเรียนจบประถม 4 อันเป็นปีสุดท้ายของโรงเรียนใกล้หมู่บ้าน แม่จึงส่งเธอไปโรงเรียนกินนอนของหมอสอนศาสนา มันเป็นจุดพลิกผันสำคัญยิ่งเพราะเธอได้รับการสนับสนุนทุกอย่างจากทางศาสนาเมื่อผลการเรียนของเธอออกมาเป็นอันดับ 1 กระทั่งจบชั้นมัธยมและได้ทุนจากสหรัฐอเมริกาไปเรียนจนจบปริญญาโท
นั่นเป็นการแสดงความมั่งมีเบื้องต้นของวันการี นั่นคือ มีสมองปราดเปรื่อง แต่การมีมันสมองดีนั้นไม่ช่วยให้เธอได้งานอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เธอต้องการเพราะปัจจัยสองด้านคือ เธอเป็นสตรีและมาจากต่างเผ่ากับผู้มีอำนาจ เธอต้องรับงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ฝรั่งซึ่งหลังทำอยู่ไม่นานอาจารย์ก็สนับสนุนให้เธอไปเรียนต่อปริญญาเอกในเยอรมนี
การเผชิญกับความไม่เท่าเทียมกันจุดประกายให้เกิดความมั่งมีขึ้นในตัว ดร.วันการี อีกอย่างหนึ่งซึ่งได้แก่อุดมการณ์ที่จะต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของชาวเคนยา เธอเริ่มเคลื่อนไหวด้วยการเข้าเป็นสมาชิกในองค์กรสตรี กิจกรรมสำคัญยิ่งที่เธอเป็นหัวจักรขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้แก่การรวมตัวกันของสตรีเพื่อปลูกต้นไม้ลงในที่ดินว่างเปล่า การขับเคลื่อนให้ปลูกต้นไม้นั้นมีชื่อเรียกว่า The Green Belt Movement (คงแปลว่า “การเคลื่อนไหวทิวสีเขียว”) การปลูกต้นไม้ให้ผลดีหลายอย่าง รวมทั้งการมีงานทำของชาวชนบท การประหยัดเวลาในการแสวงหาฟืนซึ่งชาวเคนยาส่วนใหญ่ยังต้องใช้ การรักษาหน้าดินมิให้เป็นฝุ่นจนถูกลมพัดไป การป้องกันดินพังทลายเมื่อฝนตกมาก การเพิ่มความหลากหลายในธรรมชาติและการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน
นอกจากนั้น การเคลื่อนไหวทิวสีเขียวมีผลดีในด้านการปลูกฝังความรับผิดชอบต่อหน้าที่และต่อส่วนรวมอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่แทนที่ ดร.วันการี จะได้รับการตอบแทนจากรัฐบาลเป็นอย่างดีที่ช่วยปลูกทั้งต้นไม้และการปกครองระบอบประชาธิปไตย เธอกลับได้รับการต่อต้านด้วยวิชามารสารพัดอย่างรวมทั้งการถูกจำคุกและการทุบตีโดยตำรวจจนสลบ ทั้งนี้เพราะผู้คุมอำนาจมักมีความฉ้อฉลอยู่ในกมลสันดานจึงนิยมใช้วิธีเผด็จการเพื่อโกงกินและสืบทอดอำนาจ มองจากแง่นี้ ดร.วันการี มั่งมีในด้านการมีความกล้าหาญในการทำความดีและความอดทนจนถึงที่สุด
แม้จะถูกรัฐบาลต่อต้านอย่างหนักอยู่เกือบตลอดเวลา แต่ ดร.วันการี ก็ยังเคลื่อนไหวจนปลูกต้นไม้ได้ทั่วเคนยาและในส่วนอื่นของทวีปเแอฟริกาด้วย ความสำเร็จนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2547 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวนั้นประสบความสำเร็จคือความสามารถในการบริหารจัดการของ ดร.วันการี
เคนยามีขนาดเท่าๆ กับไทยและประกาศว่าจะปกครองตามระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่วันได้เอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2506 แต่ประชาธิปไตยที่นั่นล้มลุกคลุกคลานคล้ายของไทยด้วยปัจจัยคล้ายกัน มองไปข้างหน้า เคนยาน่าจะก้าวหน้าในด้านการพัฒนาประชาธิปไตยเร็วกว่าไทยเนื่องจากมีสตรีเช่นวันการี มาไท ในขณะที่สตรีไทยในตำแหน่งผู้นำมีลักษณะตรงข้ามกับเธอ นั่นคือ เป็นเศรษฐีและไม่มีคุณสมบัติทุกอย่างที่อ้างถึง
อันที่จริง วันการี มาไท มิใช่วณิพกตามคำจำกัดความ เนื่องจากคำนั้นหมายถึงขอทานที่ใช้การร้องเพลงหรือดีดสีตีเป่า แต่เธอเติบโตขึ้นในครอบครัวที่ยากจนของเคนยาหลังถือกำเนิดขึ้นมาด้วยการทำคลอดของหมอตำแยเมื่อปี 2483 จึงขออนุโลมเรียกเธอว่าวณิพก เธอเกิดในกระท่อมดินในหมู่บ้านห่างไกลซึ่งขาดปัจจัยร่วมสมัยทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา หรือถนนเข้าหมู่บ้าน ครอบครัวของเธอทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานเสริมด้วยการหาของป่ามาเลี้ยงชีพ แม่ของเธออ่านหนังสือไม่ออก พ่อเรียนจากหมอสอนศาสนาจนพออ่านออกเขียนได้ การพออ่านออกเขียนได้นั้นมีส่วนดีที่ช่วยให้เขาได้ทำงานในไร่ของชาวอังกฤษ แต่ก็มีข้อเสียที่ไร่นั้นอยู่ไกลถึง 240 กม. การไปทำงานในที่ห่างไกลส่งผลให้เขามีเมียอีก 3 คนและลูกเพิ่มเป็นเกือบโหล ผลสุดท้ายวันการีจึงเติบโตขึ้นในกระท่อมดินโดยปราศจากพ่อ
แม้จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่แม่ของเธอมองเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงส่งเธอเข้าโรงเรียนชั้นประถมซึ่งอยู่ไกลออกไป 5 กม. เธอเดินไปโรงเรียนทุกวันและเมื่อกลับบ้านก็ช่วยแม่ทำงานทุกอย่าง เนื่องจากผลการเรียนของเธอดีมาก เมื่อเรียนจบประถม 4 อันเป็นปีสุดท้ายของโรงเรียนใกล้หมู่บ้าน แม่จึงส่งเธอไปโรงเรียนกินนอนของหมอสอนศาสนา มันเป็นจุดพลิกผันสำคัญยิ่งเพราะเธอได้รับการสนับสนุนทุกอย่างจากทางศาสนาเมื่อผลการเรียนของเธอออกมาเป็นอันดับ 1 กระทั่งจบชั้นมัธยมและได้ทุนจากสหรัฐอเมริกาไปเรียนจนจบปริญญาโท
นั่นเป็นการแสดงความมั่งมีเบื้องต้นของวันการี นั่นคือ มีสมองปราดเปรื่อง แต่การมีมันสมองดีนั้นไม่ช่วยให้เธอได้งานอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เธอต้องการเพราะปัจจัยสองด้านคือ เธอเป็นสตรีและมาจากต่างเผ่ากับผู้มีอำนาจ เธอต้องรับงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ฝรั่งซึ่งหลังทำอยู่ไม่นานอาจารย์ก็สนับสนุนให้เธอไปเรียนต่อปริญญาเอกในเยอรมนี
การเผชิญกับความไม่เท่าเทียมกันจุดประกายให้เกิดความมั่งมีขึ้นในตัว ดร.วันการี อีกอย่างหนึ่งซึ่งได้แก่อุดมการณ์ที่จะต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของชาวเคนยา เธอเริ่มเคลื่อนไหวด้วยการเข้าเป็นสมาชิกในองค์กรสตรี กิจกรรมสำคัญยิ่งที่เธอเป็นหัวจักรขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้แก่การรวมตัวกันของสตรีเพื่อปลูกต้นไม้ลงในที่ดินว่างเปล่า การขับเคลื่อนให้ปลูกต้นไม้นั้นมีชื่อเรียกว่า The Green Belt Movement (คงแปลว่า “การเคลื่อนไหวทิวสีเขียว”) การปลูกต้นไม้ให้ผลดีหลายอย่าง รวมทั้งการมีงานทำของชาวชนบท การประหยัดเวลาในการแสวงหาฟืนซึ่งชาวเคนยาส่วนใหญ่ยังต้องใช้ การรักษาหน้าดินมิให้เป็นฝุ่นจนถูกลมพัดไป การป้องกันดินพังทลายเมื่อฝนตกมาก การเพิ่มความหลากหลายในธรรมชาติและการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน
นอกจากนั้น การเคลื่อนไหวทิวสีเขียวมีผลดีในด้านการปลูกฝังความรับผิดชอบต่อหน้าที่และต่อส่วนรวมอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่แทนที่ ดร.วันการี จะได้รับการตอบแทนจากรัฐบาลเป็นอย่างดีที่ช่วยปลูกทั้งต้นไม้และการปกครองระบอบประชาธิปไตย เธอกลับได้รับการต่อต้านด้วยวิชามารสารพัดอย่างรวมทั้งการถูกจำคุกและการทุบตีโดยตำรวจจนสลบ ทั้งนี้เพราะผู้คุมอำนาจมักมีความฉ้อฉลอยู่ในกมลสันดานจึงนิยมใช้วิธีเผด็จการเพื่อโกงกินและสืบทอดอำนาจ มองจากแง่นี้ ดร.วันการี มั่งมีในด้านการมีความกล้าหาญในการทำความดีและความอดทนจนถึงที่สุด
แม้จะถูกรัฐบาลต่อต้านอย่างหนักอยู่เกือบตลอดเวลา แต่ ดร.วันการี ก็ยังเคลื่อนไหวจนปลูกต้นไม้ได้ทั่วเคนยาและในส่วนอื่นของทวีปเแอฟริกาด้วย ความสำเร็จนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2547 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเคลื่อนไหวนั้นประสบความสำเร็จคือความสามารถในการบริหารจัดการของ ดร.วันการี
เคนยามีขนาดเท่าๆ กับไทยและประกาศว่าจะปกครองตามระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่วันได้เอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2506 แต่ประชาธิปไตยที่นั่นล้มลุกคลุกคลานคล้ายของไทยด้วยปัจจัยคล้ายกัน มองไปข้างหน้า เคนยาน่าจะก้าวหน้าในด้านการพัฒนาประชาธิปไตยเร็วกว่าไทยเนื่องจากมีสตรีเช่นวันการี มาไท ในขณะที่สตรีไทยในตำแหน่งผู้นำมีลักษณะตรงข้ามกับเธอ นั่นคือ เป็นเศรษฐีและไม่มีคุณสมบัติทุกอย่างที่อ้างถึง



