xs
xsm
sm
md
lg

"ฮุนเซน" หลอกใช้ 2 อดีตนายกฯไทย "เสียมราบคาบ แขมร์ชนะตลอดกาล"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


นายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วง 2-3 สัปดาห์มานี้ ในความพยายามมทำให้ภาพของตัวเองโดดเด่น พลิกขึ้นเป็นฝ่ายชนะเหนือประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอดีตนายกรัฐมนตรีถึงสองคน ยินยอมพร้อมใจสนองและรับใช้ยุทธศาสตร์กับนโยบาย ทำให้ "เสียมราบคาบ ขะแมร์ชนะตลอดกาล" ของเขา ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

หลังเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนด้านภูมะเขือ วันที่ 3 เม.ย.2552 ซึ่งทหารไทยเสียชีวิตทันทีจำนวน 3 นายกับอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ หนังสือพิมพ์ภาษาเขมรในกรุงพนมเปญหลายฉบับพากันพาดหัวข่าวใหญ่ "ทหารสยามพ่ายยับ" หรือไม่ก็ "ทหารกัมพูชาตีพวกสยามแตกพ่าย"

ก่อนหน้านั้น หลังการปะทะครั้งแรกในวันที่ 15 ต.ค.2551 ที่มีทหารกัมพูชาเสียชีวิตทันที 3 นาย ฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บ 7 คน หนังสือพิมพ์หลายฉบับในพนมเปญก็ยังพาดหัวข่าว ในทำนอง "สนามแตกบ่ายตายเจ็บกว่า 30"

ในเหตุการณ์วันที่ 10 พ.ย.2552 เมื่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชาฮุนเซน นำนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร เดินทางเข้าประเทศไม่มีการพาดหัวข่าวตัวไม้ด้วยข้อความโลดโผนเหมือนเมื่อก่อน

แต่มีการแพร่ภาพการจัดพิธีต้อนรับอันใหญ่โต และ ภาพกิจกรรมต่างๆ ออกทางโทรทัศน์อย่างแพร่หลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ประกาศจะรักษาจรรยาบรรณอย่างรัดกุม รายงานเหตุการณ์อย่างรอบด้านและราบเรียบ ไม่สุมไฟสถานการณ์นี้

แต่ภาพของ นช.ทักษิณ ที่สงบเสงี่ยมอยู่บนจอโทรทัศน์ ในบ้านพักเมืองตาขะเมา จ.กันดาล ไม่ต่างกับภาพของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มีท่าทางพินอบพิเทา ซึ่งปรากฏบนจอโทรทัศน์ในวันที่พบกับฮุนเซน สัปดาห์ปลายเดือน ก่อนหน้านั้น

นักโทษชายที่หลบหนีโทษจำคุก 2 ปีจากประเทศไทย ถูกบังคับให้ต้องเลือก แม้ต้องจำยอม ขณะที่เกือบจะไม่มีแผ่นดินที่จะอยู่ได้อีกแล้ว และไม่มีที่ใดเป็นยุทธภูมิอันเหมาะเหม็งที่สุด สำหรับเดินทางเข้าออกอย่างเสรี เพื่อพบปะกับบรรดาลูกสมุนเป็นระยะๆ ในยุทธการโค่นศัตรูทางการเมืองในกรุงเทพฯ

การจำนนของทักษิณคือ การประกาศชัยชนะเงียบๆ ของฮุนเซน เหนือ "รัฐบาลสยาม" ในกรุงเทพฯ

และนี่คือภาพ ที่พวก "สยาม (แพ้) ราบคาบ ขะแมร์ชนะตลอดกาล" ที่ฮุนเซนพยายามจะให้ชาวกัมพูชาทั่วไปได้เห็น ได้แน่ใจ และ รู้สึกได้ตลอดหลายปีมานี้

เป้าประสงค์ที่ชัดเจนของยุทธศาสตร์นี้ก็คือ เมื่อฮุนเซน ทำให้ชาวเขมรเป็นผู้ชนะได้ เขากับหมู่คณะที่หลายปีมานี้ได้กลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน ก็จะสามารถอยู่ในอำนาจต่อไปได้จนถึงวันสิ้นลม ตามที่เคยประกาศเอาไว้

แต่สถานการณ์ของกลุ่มปกครองนี้จะย่ำแย่ลงไป ถ้าหากภาพพวกเขามีภาพที่อ่อนแอ ตกเป็นเบี้ยล่างของเพื่อนบ้านนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมามาในประวัติศาสตร์ และ จะเลวร้ายลงไปอีก ถ้าหากในสถานการณ์กลายเป็นว่า ในวันหนึ่งกัมพูชาต้องเสียดินแดนให้แก่ไทย ..

เช่นเดียวกับที่ดินแดนทางตะวันออกซึ่งถูกเพื่อนบ้านอีกประเทศหนึ่งฮุบเอาไป และ ผู้คนที่รู้เรื่องนี้ก็มีจำนวนมากขึ้นทุกทีๆ ..

ไม่ต้องทำสงครามก็ชนะได้

มองจากทางฝั่งกัมพูชา การเอาชนะประเทศไทยเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของรัฐบาล เนื่องจากไม่สามารถที่จะเอาชนะเพื่อนบ้านอีกทางทิศหนึ่งได้ และ ไม่มีสาเหตุอันได้ที่จะไปชวนเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ สปป.ลาว ทะเลาะด้วย แม้ว่าสองประเทศจะมีชายแดนติดกันหลายร้อยกิโลเมตร

นับตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยถูกโค่นลงจากอำนาจ หัวหน้าพรรค อดีตนายกรัฐมนตรีกลายเป็นนักโทษหนีคดี ฮุนเซนเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่อบอุ่น ประชาชนไทยได้ลุกฮือขึ้นมาทวงสิทธิความเป็นเจ้าของดินแดนรอบๆ ในเขตสันปันน้ำรอบๆ ปราสาทพระวิหาร พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร

ทหารของฮุนเซนที่สวมรองเท้าแตะออกรบให้ชาวโลกได้เห็นในการปะทะเดือน ต.ค.2551 กำลังเผชิญหน้ากับกองทัพไทยที่มีพลังอำนาจอันเหนือกว่าอย่างไม่สามารถเทียบกันได้ และ ผู้นำเองเริ่มรู้ว่าไม่มีมิตรที่มีอำนาจ เหลืออยู่อีกแล้วในกรุงเทพฯ

เพาะฉะนั้น นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาฮุนเซนจึงต้องแสดงออกความเกรี้ยวกราด แสดงการข่มขู่คุกคามต่อประเทศไทยในทุกๆ เรื่อง สั่งยิงคนไทยทุกคนที่ข้ามแดนเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต และสั่งทหารให้ตอบโต้ฝ่ายไทยในทุกแนวหน้า ฮุนเซนแสดงการก้าวร้าวและข่มขู่ประเทศไทยแม้กระทั่งในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หลายเรื่อง

แต่ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของอารมณ์พาไป หรือ เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ หากเป็นการสนองนโยบายและยุทธศาสตร์อันสำคัญยิ่งยวดของเขา อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

จากหัวหน้าสู่ลูกน้อง นายทหารทุกคนของกองทัพได้รับคำสั่งเดียวกัน และมีพฤติกรรมไม่ต่างกัน พวกเขาพากันหยามกองทัพไทย กับบรรดาแม่ทัพนายกองของไทย ด้วยสงครามทางวาจา ซึ่งได้ทำให้อุณหภูมิตามแนวชายแดนสองประเทศคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่มีการยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียวในช่วงหลายเดือนมานี้

ถึงแม้ทางฝั่งไทยจะไม่มีผู้ใดหวาดกลัวกับการข่มขู่คุกคามด้วยวาจาของฮุนเซน กับขุนทหารลูกสมุน แต่ทางฝั่งกัมพูชานั้น การกระทำของฮุนเซนทำให้ชาวเขมร 14 ล้านคนเชื่อถือและศรัทธาในผู้นำ ที่มีความกล้าหาญ กล้าท้าทายไปเสียทุกเรื่อง

"จิ๋ว-แม้ว" เสริมบารมี "ฮุนเซน"

ไม่เพียงแต่คนไทยส่วนใหญ่จะมอง พล.อ.ชวลิต ประธานพรรคเพื่อไทยเป็นตัวตลกเท่านั้น สื่อในเขมรเองก็มองบุคคลผู้นี้ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าสื่อมวลชนที่ถูกครอบง้ำไม่สามารถจะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้ และ หนังสือพิมพ์หลายฉบับเลือกที่จะ "ไม่พูด" มากกว่าพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง

ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต อดีตนายกรัฐมนตรีคนไทย ได้กลายเป็น "มอเตอร์ไซค์รับจ้าง" ของฮุนเซนส่งให้นำส่งเอกสาร แถมยังไม่ได้รับค่าจ้างอีกด้วย

พล.อ.ชวลิต นำสาสน์ที่ฮุนเซนต้องการประกาศให้คนไทยได้รับรู้ นั่นก็คือ กัมพูชาจะเป็นบ้านอันอบอุ่นของนักโทษหนีคดี และ ฮุนเซนมาประกาศเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งในดินแดนระหว่างประชุมผู้นำอาเซียนที่หัวหิน

สำหรับนักโทษชายทักษิณ ดูเหมือนว่า ฮุนเซนให้ความสำคัญกว่า พล.อ.ชวลิต

นช.ทักษิณ นั่งอยู่เคียงข้างฮุนเซนในการแถลงข่าวในกรุงพนมเปญวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประกาศท้าทายครั้งสำคัญให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปิดพรมแดนได้ทันทีถ้าหากต้องการ

"การปิดพรมแดนจะทำให้สูญเสียกันทั้งสองฝ่าย แต่ไทยเป็นฝ่ายสูญเสียมากกว่า ด้วยผลประโยชน์ทางการค้า" ฮุนเซนกล่าวย้ำประโยคเดิมที่เคยให้สัมภาษณ์ท้าทายเอาไว้ก่อน ในวันที่เดินทางกลับจากการประชุมผู้นำกลุ่มอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงในญี่ปุ่นร่วมกับนายกรัฐมนตรีของไทย

ฮุนเซนประกาศประโยคนี้ต่อหน้านักโทษชายที่ไร้แผ่นดินซุกหัวนอน จึงทำให้ดูเหมือนว่า ผู้ที่ท้าทายประเทศไทยและ รัฐบาลไทยไม่ใช่ฮุนเซน หากเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มันเป็นความตกต่ำที่ทักษิณเองต้องยอมรับ เพื่อแลกกับฐานที่มั่นอันอบอุ่นในการบัญชาพรรคเพื่อไทยกับพลพรรคเสื้อแดงต่อสู้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้ว่าฝ่ายหลังจะมีอำนาจรัฐอยู่เต็มสองมือก็ตาม

กลุ่มทุนสยาม- อาวุธลับ "ฮุนเซน"

การปิดพรมแดนเพื่อตอบโต้กัมพูชานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดมาแล้วหลายครั้ง ชายแดนเคยถูกปิดยาวในช่วงสงครามกลางเมือง และ ครั้งล่าสุดในปี 2546 หลังเหตุการณ์เผาสถานทูตไทย และ เกิดในสมัยรัฐบาลทักษิณ

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในวันนี้แตกต่างออกไป เพราะมีผู้เสียหายมากกว่า 6 ปีก่อน และ ทั้งหมดอยู่ใกล้ตัวรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์

และทันทีที่กระแสข่าวการปิดชายแดนแพร่ออกไป เสียงเอะอะโวยวายก็ดังออกไปจากกลุ่มค้าเสื้อผ้าตลาดโบ๊เบ๊ก่อนผู้อื่น ผู้ค้ากล่าวว่านับแต่เริ่มมีความตึงเครียดสองฝ่าย การสั่งซื้อจากฝั่งกัมพูชาลดวูบลงวันละ 100 ล้านบาท

คนกลุ่มนี้กล่าวโทษสถานการณ์และพยายามขวางกั้นการใช้มาตรการปิดพรมแดนของรัฐบาล โดยไม่ได้ใส่ใจกับสถานการณ์ตลาดที่ในปัจจุบัน พวกเขาเจอคู่แข่งอันแท้จริง นั่นก็คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากเวียดนามที่มีคุณภาพดีและราคาถูกกว่า ได้เข้าสู่ตลาดกัมพูชาแทนที่

ยังมีกลุ่มคนที่ค้าขายข้ามพรมแดนอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเอะอะโวยวายกดดันรัฐบาล หากมีการปิดพรมแดน ฮุนเซนรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี และอยู่ในการคาดการของเขา

ฮุนเซนรู้ดีอีกว่า ทันทีที่มีการปิดพรมแดน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะต้องตกอยู่ใต้การกดดันอย่างหนักจากกลุ่มเบียร์ช้างที่หลายปีมานี้เข้าไปลงทุนปลูกอ้อยผลิตน้ำตาลในกัมพูชา เครือซีเมนต์ไทยเองก็จะออก โวยวาย หลังจากลงไปนับร้อยล้านดอลลาร์กับโรงงานซีเมนต์ใน จ.กัมโป๊ต (Kampot) และ กำลังมีคู่แข่งที่น่ากลัวเข้าสู่ตลาดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปูนซีเมนต์จากจีนหรือเวียดนาม

ไม่ต่างกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เข้าไปมีผลประโยชน์ก่อนใครๆ ในประเทศนี้ อีกไม่ช้าไม่นานหลังการปิดพรมแดนกลุ่มทุนใหญ่นี้จะต้องออกมากดดันรัฐบาลอย่างไม่มีทางเลี่ยง

ในทางการเมือง ฮุนเซนมีอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยถึงสองคนให้การสนับสนุน และในทางเศรษฐกิจฮุนเซนก็มีกลุ่มทุนใหญ่ในระดับชาติจากกรุงเทพฯ ที่เป็นมิตร

การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นอีกครั้งหนึ่งก็อีก 4 ปีข้างหน้า แต่ในวันนี้รัฐบาลฮุนซนก็เป็นผู้ชนะแล้ว เพราะว่า “เสียมแพ้ราบคาบ แขมร์ชนะตลอดกาล”
กำลังโหลดความคิดเห็น...