xs
xsm
sm
md
lg

สุริยุปราคา : เหตุแห่งความกลัว

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง

ถ้าเราย้อนไปในยุคที่สังคมมนุษย์ถูกครอบงำด้วยความกลัวต่อสิ่งลี้ลับ อันเนื่องมาจากไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ และขาดสติปัญญาในอันที่จะเข้าถึงเหตุอันเป็นบ่อเกิดของสิ่งลี้ลับนั้น ก็จะพบว่า ผู้คนในยุคนั้นจะยอมจำนนต่อเหตุแห่งความลี้ลับ และสถาปนาเหตุที่ว่านี้ให้อยู่ในภาวะของเทพเจ้า และทำการเซ่นไหว้เป็นการเอาอกเอาใจเพื่อมิให้ทำอันตรายตน และคนที่ตนรัก จึงทำให้เกิดเทพเจ้าประจำสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย เช่น เทพเจ้าประจำไฟ เรียกว่า พระอัคนี และเทพเจ้าประจำฝน เรียกว่า พระพิรุณ เป็นต้น รวมไปถึงเทพเจ้าประจำดาวเคราะห์ต่างๆ เป็นต้นว่า พระอาทิตย์ และพระจันทร์

ต่อมาเมื่อมนุษย์มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องความลี้ลับ โดยเฉพาะความลี้ลับของจักรวาฬ และสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีเหตุมีผล ความกลัวที่เคยเป็นต้นเหตุให้มีการเซ่นไหว้เพื่อเอาใจก็ได้เปลี่ยนมาเป็นการบูชาเทพเจ้า อันเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองธรรมชาติในลักษณะของการสำนึกคุณ เช่น การบูชาแม่น้ำคงคา ด้วยเหตุว่าเป็นแหล่งน้ำในการทำการเกษตร เป็นต้น

การศึกษาและค้นคว้าของมนุษย์มิได้หยุดอยู่แค่ว่าเข้าถึงและอธิบายเหตุแห่งการเกิดปรากฏการณ์เท่านั้น แต่ยังก้าวล่วงไปถึงการคาดการณ์แห่งการเกิดของปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้าด้วย และการเข้าถึงเหตุแห่งการเกิดของปรากฏการณ์ได้ล่วงหน้า แต่ของพุทธได้ปฏิวัติตัดแต่งคำสอนให้เข้าใจง่าย และเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นด้วยคำว่า สมมติเทพ เช่น มารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร โดยมีหน้าที่หรือคุณธรรมประจำ 4 ข้อ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นต้น

ความเชื่อในเรื่องสุริยุปราคาหรือราหูอมพระอาทิตย์ ถ้าดูจากนัยแห่งการเกิดศาสนาตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ก็น่าจะเกิดจากความสำนึกคุณในพระอาทิตย์ที่ให้แสงสว่างในทำนองเดียวกับจันทรุปราคา

ดังนั้น การที่ผู้คนออกมาแสดงพฤติกรรมต่างๆ ในวันที่เกิดเหตุการณ์ทั้งจันทรุปราคา และสุริยุปราคา ด้วยการตีเกราะเคาะไม้ แม้กระทั่งยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อไล่ราหูให้ออกไป ก็น่าจะเกิดด้วยต้องการช่วยพระจันทร์และพระอาทิตย์ ซึ่งผู้คนในยุคนั้นถือว่าเป็นเทพและมีคุณแก่โลกด้วยการให้แสงสว่างให้พ้นจากการถูกราหูอมนั่นเอง

ทำไมคนในยุคนี้ยังมีความเชื่อในเรื่องราหู ทั้งๆ ที่ได้มีการค้นพบว่าแท้จริงแล้วราหูก็คือเงาของโลกที่ปรากฏบนดวงจันทร์ และเงาของดวงจันทร์ที่ปรากฏบนดวงอาทิตย์ และความเชื่อเช่นนี้ช่วยให้ผู้ที่เชื่อได้เนื้อหาสาระอะไรบ้าง?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าท่านผู้อ่านพอจะมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์อยู่บ้าง ก็พอจะรู้ว่าในศาสตร์นี้ถือว่าราหูเป็นบาปพระเคราะห์ คือดาวฝ่ายอกุศลมีอิทธิพลในด้านไม่ดีต่อบุคคลในดวงชะตาที่ราหูอยู่ในเรือนให้โทษ กล่าวคือจะทำให้คนคนนั้นเป็นคนมีนิสัยดื้อรั้น โลภ และงมงายไร้เหตุผลเกินกว่าคนปกติ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่มีดาวพฤหัสบดีเข้ามาถ่วงดุลดาวราหูไว้ ถ้าดาวราหูและดาวพฤหัสบดีอยู่ในตำแหน่งถ่วงดุลกัน จะทำให้คนคนนั้นรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในโลกแห่งโลกียะ

โดยสรุป ราหูไม่ใช่ดาว แต่เป็นเงาของโลกในกรณีของการเกิดจันทรุปราคา และเป็นเงาของดวงจันทร์ในกรณีของการเกิดสุริยุปราคา ไม่มีอิทธิพลใดๆ แก่มวลมนุษย์ในทางตรง แต่ในแง่ของความเชื่อในด้านโหราศาสตร์ในภาคพยากรณ์ที่อาศัยวิชาสถิติเป็นเครื่องมือในการพยากรณ์ ก็คงจะนำมาบอกกล่าวอันอาจเกิดขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ใช่การเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากอิทธิพลของดาวราหูที่เข้ามาบดบังดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ในทำนองว่าเป็นผู้ดลบันดาลให้เกิด

ด้วยเหตุนี้ การที่เกจิอาจารย์ต่างๆ ออกมาทำนายทายทัก ถ้ามองในแง่สถิติก็อนุมานได้ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้บ้าง แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างมากก็แค่ 80%

ดังนั้น การที่ใครสักคนบอกว่าราหูให้โทษแก่โลก และมนุษย์ทั้งโลกในวันที่เกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคาแล้วทำพิธีบูชาราหูนั้น จึงไม่น่าเชื่อถือในแง่ของตรรกะ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ตามคติความเชื่อของพราหมณ์ที่ว่าราหูเป็นเทวดาองค์หนึ่ง และเป็นเทวดาประเภทเกเรคอยทำร้ายพระจันทร์และพระอาทิตย์ แต่ในความเป็นจริงที่ค้นพบในทางดาราศาสตร์ เงาที่ปรากฏบนดวงจันทร์เป็นเงาของโลก และที่ปรากฏบนดวงอาทิตย์เป็นเงาของดวงจันทร์

ดังนั้น ความเชื่อเรื่องราหูตนเดียวคอยทำร้ายทั้งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ในลักษณะเดียวกันคือ บดบังแสงมิให้สว่าง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า อม นั้น ก็ขัดแย้งกัน ในกรณีของความเป็นราหูที่มีเพียงหนึ่ง แต่โดยความเป็นจริงคือเงาของดาว 2 ดวงที่เทพเจ้า 2 องค์ในลักษณะเดียวกัน

2. ราหูในความหมายทางโหราศาสตร์ ถ้าดูให้ละเอียดแล้วมิได้ให้โทษถ่ายเดียว แต่ยังให้คุณในลักษณะช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากเพื่อทำโน่นทำนี่ เพียงจะต้องมีดาวพฤหัสบดีคอยควบคุมให้อยู่ในกรอบแห่งคุณธรรมเท่านั้น

ดังนั้น ราหูในความหมายนี้ไม่ควรจะถูกขับไล่ แต่ควรจะถูกควบคุมให้อยู่ในกรอบ และไม่ควรที่จะต้องทำพิธีเพื่อเอาใจในลักษณะแห่งความกลัวด้วย เพราะเพียงกำหนดทิศทางพฤติกรรมของราหูให้แสดงบทบาทในทิศทางที่ควรจะเป็นก็จะได้ประโยชน์จากราหู ในทำนองเดียวกับการคบคนเลว ด้วยการป้องกันไม่ให้คนเลวทำร้ายคนดี และจะได้ประโยชน์จากคนเลวมากขึ้นถ้าสามารถใช้คนเลวขจัดคนเลวด้วยกันให้พ้นไปจากสังคมคนดี

จากนัยแห่งเหตุผลในเชิงตรรกะทั้ง 2 ประเภทนี้ ถ้านำเอามาคิดและประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ ก็พอจะได้ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางการเมืองที่มีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกัน เหมือนกับเทพเจ้าในสรวงสวรรค์ที่มีทั้งฝ่ายเทพและฝ่ายมารอยู่ร่วมกัน พระอินทร์ซึ่งปกครองสวรรค์จะต้องกำหนดบทบาทสองฝ่ายให้อยู่ร่วมกัน และเกื้อกูลต่อหมู่มนุษย์เท่าที่ควรจะเป็น เริ่มด้วยการให้เทพฝ่ายดีมีโอกาสปกครองเทพฝ่ายมาร และใช้เทวดาฝ่ายมารเป็นเครื่องมือในการกำจัดความชั่วร้าย ทั้งบนสวรรค์และโลกมนุษย์ไปพร้อมกัน

หรือถ้าจะพูดให้ชัดก็คือ เทวดาฝ่ายเทพจะอยู่ได้ยากหากควบคุมเทพเจ้าฝ่ายมารไม่ได้ และปล่อยให้มารมีอิทธิพลครอบงำสวรรค์ และลุกลามมาถึงโลกมนุษย์ด้วยอำเภอใจ ชนิดไม่กลัวแม้กระทั่งพระอินทร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์
กำลังโหลดความคิดเห็น...