xs
xsm
sm
md
lg

ต้นไม้แสนขม ผลแสนหวาน

เผยแพร่:   โดย: อัญชะลี ไพรีรัก

สโรชา พรอุดมศักดิ์
“น้อยเนื้อต่ำใจ” ตีตื้นขึ้นมาจุกถึงคอหอยทีเดียว เมื่อเห็น “หมายเรียกผู้ต้องหา” 2 ชุด มาผูกไว้ที่รั้วบ้าน

หมายเรียกผู้ต้องหาชุดที่หนึ่ง มีรอยปากกาสีน้ำเงินเขียนหวัดๆ ที่มุมด้านขวาของเอกสารว่า “60”

หมายเรียกฉบับนี้ ออกที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 เป็นความอาญา

โดยคดีระหว่าง สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดย นายพงษ์ศักดิ์ ศิริวงษ์ ผู้รับมอบอำนาจกับพวก เป็นผู้กล่าวหา และผู้ต้องหา คือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง กับพวก

อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พุทธศักราช 2477 มาตรา 52 จึงออกหมายมายัง นางสาวอัญชะลี หรือ ปอง ไพรีรัก ระบุว่า เหตุเกิดที่ “ดอนเมือง”

“ตลก” หมายเรียกฉบับนี้เสียจริงเทียว มีด้วยหรือ หมายเรียกผู้ต้องหาสามารถใส่ชื่อเล่นไปได้ด้วย ฮาจัง

สอบถามไปยังน้องปุ้ย วรรษมน, น้องแอ้ม สโรชา และน้องแอน จินดารัตน์ ความว่า ได้หมายเรียกมีชื่อเล่นแทรกอยู่เหมือนกัน

ในหมายเรียกผู้ต้องหาชุดที่หนึ่ง มีท่านผู้โชคดีรับหมายนี้ 27 คน ประกอบด้วยแกนนำรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 พิธีกรเอเอสทีวี และผู้ปราศรัย

หมายเรียกฉบับนี้ออกที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/หัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ผู้ออกหมาย

ระบุรายละเอียด “เหตุที่ท่านต้องหา” ว่า ผู้ต้องหา 27 คน ได้กระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ และเป็นผู้ใช้ยุงยงส่งเสริม โฆษณา หรือประกาศ, ร่วมกันบุกรุกสำนักงาน หรืออสังหาริมทรัพย์ ในความครอบครองของผู้อื่นโดยเป็นผู้ใช้ยุยงส่งเสริม โฆษณาหรือประกาศ, ร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือคำสั่งที่ออกตามมาตรา 9, 10 ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยเป็นผู้ใช้ยุยง ส่งเสริม โฆษณา หรือประกาศ

สำหรับเหตุนี้หมายเรียกผู้ต้องหาระบุเหตุเกิดที่ท่าอากาศยานดอนเมืองระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม 2551

แล้วหมายเรียกผู้ต้องหานี้ เรียกให้ 27 พันธมิตรฯ ไปพบพนักงานสอบสวน วันที่ 16 ก.ค. คือวันนี้ ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีฯ เวลา 09.30 น.

ทางด้านน้องปุ้ย วรรษมน ช่างปรีชา ผู้ต้องหาหมายเลข 25 ดอนเมือง ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในจำนวนทั้งหมด 27 คน น้องปุ้ยบอกว่า เธอรับหมายเรียกด้วยใจนิ่งเรียบสงบ ไม่กลัว แต่ห่วงแม่ที่ชราภาพ และไม่แข็งแรงนัก

“ไม่เหนือความคาดหมาย” น้องปุ้ย วัย 30 ปี ว่าที่บัณฑิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดใจหลังรับหมาย และว่า “ตอนแรกที่รับหมายเรียกก็รู้สึกตลกๆ ขำๆ แต่ต่อมารู้สึกเป็นห่วงแม่มาก เพราะแม่กลัวและเครียด เนื่องจากที่บ้านมีแต่ลูกสาว พออธิบายให้แม่ฟังว่าคดีนี้น่าจะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และขอให้เชื่อใจในทีมนักกฎหมายของเราที่เก่งมาก แม่ก็รู้สึกเบาใจขึ้น”

“สำหรับตัวหนูเองรู้สึกเป็นเกียรติมากกว่าที่ได้รับหมายเรียก หนูเองก็อยากรู้ว่าแล้วคดีนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร หนูอยากรู้ว่าบทสุดท้ายของคดีนี้และคดีที่สุวรรณภูมิ รวมถึงคดีรัฐสภา ทำเนียบฯ และวันที่ 7 ตุลาคมด้วย”

“อยากรู้ และจะคอยจับตาดูว่า สุดท้ายแล้วคดีทุกๆ คดีจะออกมามาตรฐานเดียวกันไหม รวมถึงคดีของคนเสื้อแดงที่เผาบ้านเผาเมือง ไล่ฆ่านายกรัฐมนตรี ไล่ล่าทำร้ายคนในคณะรัฐบาล ก่อกวนข่มเหง และพังงานประชุมอาเซียนซัมมิต พัทยา รวมถึงคดีทักษิณ และคดีจักรภพ”


“หนูเป็นนักข่าว หนูเป็นพันธมิตรฯ หนูเป็นผู้ต้องหา และหนูเป็นประชาชนคนไทยผู้เสียภาษีด้วย หนูเลยอยากรู้ว่า แล้วคดีต่างๆ เหล่านี้สุดท้ายแล้วจะออกมาในรูปแบบไหน หนูไม่กลัว จะเป็นอย่างไรต่อไปก็ยอม แต่ขอให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน คือ ยุติธรรม” ปุ้ย วรรษมน น้องน้อยของเราบอกด้วยเสียงหนักแน่น

หมายเรียกชุดที่สอง บนมุมด้านขวาเขียนด้วยรอยปากกหวัดๆ อีกเช่นกันว่า “61”

ที่มุมด้านซ้ายหมายเรียกผู้ต้องหาฉบับนี้ระบุ คดีอาญาที่ 1788/2551 สภ.ราชาเทวะ

สถานที่ออกหมายเรียกนี้ คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกเมื่อ 1 กรกฎาคม 2552 โดยความอาญานี้เป็นคดีระหว่างผู้กล่าวหาคือ บริษัท การท่าอาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก และผู้ต้องหา คือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง กับพวก รวมแล้ว 25 คน งานนี้รวบหมดทั้งแกนนำรุ่น 1 รุ่น 2 พิธีกรเอ เอส ที วี และผู้ปราศรัย

หมายเรียกฉบับนี้ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พุทธศักราช 2477 มาตรา 52 จึงออกหมายมายังนางสาวอัญชะลี ไพรีรัก ด้วยเหตุที่ท่านต้องหาว่า

“ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาฯ (ข้อความเพิ่มเติมปรากฏหลังหมายฉบับนี้) ฉะนั้นจึงให้นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก ไปที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีฯ วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 เวลา 13.00น. ผู้ออกหมายคือ พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/หัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน และหากขัดข้องหมายนี้ระบุให้แจ้งไปที่ พ.ต.อ.ภวัต พรหมมะกฤต รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ทราบ

เอาละทีนี้เมื่อพลิกดูที่ (ข้อความเพิ่มเติมปรากฏหลังหมายฉบับนี้) พบรายละเอียดของ “เหตุที่ท่านต้องหา” ว่า

ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญฯ มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่า จะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก, ก่อการร้าย, บุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ ฯลฯ

ทำให้การบริการของท่าอากาศยานฯ หยุดชะงักลง

ฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2551

เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

หมายเรียกฉบับนี้ไม่มีชื่อเล่น และไม่ใช่เล่นๆ เพราะทนายคนกล้า สุวัตร อภัยภักดิ์ บอกว่า หมายเรียกฉบับนี้ กล่าวหาว่า ผู้ต้องหาเป็น “ผู้ก่อการร้าย”

น้องแอ้ม สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้อำนวยการช่องข่าวภาษาอังกฤษ TAN ของเอเอสทีวี และพิธีกรกู้ชาติระดับแถวหน้า อยู่ในบัญชีผู้ต้องหาของสนามบินสุวรรณภูมิ เปิดเผยความรู้สึกหลังรับหมายเรียกว่า ตกใจตอนแรกแต่ต่อมารู้สึกโกรธรัฐบาลที่ทำกันได้ถึงเพียงนี้

“แอ้มรู้สึกว่าเขาเล่นเราแรงมากเกินไป คนอย่างแอ้มไม่เคยกลัวกับการต่อสู้ ไม่เคยท้อถอยแม้แต่วินาทีเดียว แต่เมื่อรับหมายเรียกแล้ว แอ้มรู้สึกได้อย่างเดียวเลยว่า เล่นแรงมากไปแล้วนะ กล่าวหาเราเกินจริงไปมากเลย”

“เดิมทีแอ้มกลัวไปว่า คุณพ่อคุณแม่จะกังวลใจกับเรื่องคดีก่อการร้ายมาก แต่แล้วครอบครัวแอ้มกลับยอมรับได้ และให้กำลังใจตลอด คุณแม่บอกว่า ทีมทนายของเราเก่ง เราต้องต่อสู้ในเชิงกฎหมายได้แน่นอน”

“ตอนนี้กำลังดูว่า แล้วรัฐบาลกับตำรวจ จะดำเนินการกับคดีของจักรภพ ของทักษิณ ของเสื้อแดง และ 7 ตุลาอย่างไร พวกเขาจะทำคดีเหล่านั้นรวดเร็วเหมือนคดีพันธมิตรฯ ไหม เขาจะตั้งข้อกล่าวหา แล้วหว่านไปทั่วอย่างนี้ไหม”

“ส่วนตัวแล้วมีคำถามเกิดขึ้นในใจมากมายหลังรับหมายเรียก รู้สึกได้เลยว่า ไม่เป็นธรรม ดูจากรายชื่อ บางคนโดน บางคนรอด ทั้งๆ ที่หลายคนที่รอดก็มีส่วนร่วมในการต่อสู้ในวันเวลาเดียวกัน สถานที่เดียวกัน เข้มข้นเข้มแข้งแรงกล้าไม่ต่างกันเลย...ทำไมหลายคนรอดไปได้ รัฐบาล หรือตำรวจ หรือใครก็ได้ช่วยตอบทีว่าคุณมีมาตรฐานการกล่าวหาอย่างไร เหมือนกันหรือไม่”

“แล้วทีอย่างนี้ทำไมไม่มีสื่อมวลชน นักวิชาการ หรือนักการเมืองคนไหนออกมาพูดเกี่ยวกับมาตรฐานการกล่าวหากับคดีก่อการร้าย กับการหว่านไปขนาดนี้ ดูสิความยุติธรรมอยู่ตรงไหน ทำไมตอนนี้ทุกคนเงียบหมด”

“อย่าลืมสิ...พวกคุณขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้นั้น อยู่บนพื้นฐานการต่อสู้ของประชาชนทั้งสิ้น เพราะประชาชนทุ่มเท เสียสละ จึงมีรัฐบาลในวันนี้ แต่แล้วในที่สุด คุณก็ยัดเยียดข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายให้กับเรา ไม่ยุติธรรมเลย” น้องแอ้ม สโรชา พูดไปเจ็บใจไป

ทางด้านน้องแอน จิดารัตน์ เจริญชัยชนะ พิธีกรชื่อดังของเอ เอส ทีวี ผู้อยู่ในบัญชีดอนเมือง และอยู่ที่ดอนเมืองกับพี่น้องประชาชนตั้งแต่วันแรกๆ จนถึงวันสุดท้าย บอกความในใจสั้นๆ แต่สะท้านทรวงว่า “ไร้สาระ เฮงซวย”

“คุณพ่อแอนเซ็นรับหมายเรียกนี้ และบอกว่า ถ้าใครมาจับลูกสาวพ่อต้องจับเอาพ่อไปด้วย เพราะบ้านเราเป็นพันธมิตรฯ ยกครัว ตอนได้รับหมายเรียกนี้ บ้านแอนฮากันทั้งบ้านเลย และแอนเชื่อว่า หมายเรียกประเภทนี้ถูกคนหัวเราะกันทั้งโลก”

“แอนอยากถามรัฐบาลว่า คดีทักษิณตั้งมากมายไปถึงไหนบ้าง คดีจักรภพไปถึงไหนแล้ว คดีพวกเสื้อแดงที่ป่วนการประชุม เผาบ้านเผาเมืองยิงคนจนวุ่นวายขายหน้าไปทั้งโลกนะไปถึงไหน ทำไมคดีพันธมิตรฯ ถึงได้เร็วนัก”

“จะว่าไปแล้วแอนมั่นใจเลยว่าตำรวจออกหมายเรียกเราคราวนี้ เกินเลยความจริงและมีนัยซ่อนเร้น”

“เราไม่ได้ทำความเสียหายอะไรกับสถานที่เลย เราอยู่กันด้านหน้า และด้านนอกสนามบิน ความจริงแล้วคุณจะดำเนินการบินก็ย่อมได้ เราชุมนุมกันโดยสันติปราศจากอาวุธและไม่ได้ปั่นป่วนการทำงานของคุณเลย”

“แอนมองว่าเรื่องนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ แอนอยากต่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีแอนมองว่า คุณอภิสิทธิ์หน่อมแน้มไปหน่อยคะ”

“การให้ความยุติธรรม ไม่ใช่การแทรกแซงนะคะ ต้องเข้าใจให้ถูกด้วย ท่านนายกฯ จะบอกว่าไม่รู้เรื่องตำรวจกล่าวหาพันธมิตรฯ เกินจริงไม่ได้ ท่านต้องรับผิดชอบ จริงอยู่ว่าการที่ท่านจะให้ตำรวจเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหาอาจถูกตำหนิว่าแทรกแซง แต่ท่านน่าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้” พิธีกรนักสู้อารมณ์ดีปิดท้ายก่อนลาไปพบปะพี่น้องประชาชนที่มาให้กำลังใจ “ผู้ก่อการร้าย” กันอึงมี่

ในจำนวนหมายเรียกสองฉบับ คือ ทั้งสนามบินดอนเมือง 27 คน และสุวรรณภูมิ 25 คน ปรากฏว่ามีผู้ต้องหา 16 คน ถูกหมายเรียก 2 ฉบับ ต้องไปพบตำรวจสองรอบ เช้า และบ่าย

ใน 16 คนนี้มีผู้หญิง 2 คน คือ มาลีรัตน์ แก้วก่า กับอัญชะลี ไพรรีรัก ที่เหลือเจอกันคนละหนึ่งฉบับ ดอนเมืองบ้าง สุวรรณภูมิบ้าง

และหลายคนในจำนวนนี้เคยมาพบตำรวจหนหนึ่งแล้วจากคดีหน้ารัฐสภา และ อีกไม่นานคดีทำเนียบฯ กำลังจะตามมาติดๆ ทั้งนี้ยังไม่นับคดีความทางแพ่งอีกอักโข

ไม่เป็นไร การรบยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร

เกิดเป็นพันธมิตรฯ แล้วต้องอดทน เพราะความอดทนเป็นต้นไม้แสนขม แต่ให้ผลรสชาติแสนหวาน

ปิดท้ายด้วยเรื่องนี้ดีกว่า แก้เซ็ง...วันก่อนไปรับน้ำชากับญาติผู้ใหญ่ ได้ความมาว่า คณะหมอจากโรงพยาบาลแถวๆ พระราม 9 รับมือกับโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากไม่ไหว เลยอาศัยคณะหมอจากโรงพยาบาลใหญ่แถวๆ ถนนสุขุมวิทแทน

คณะหมอในเสื้อกาวน์สีแดง รีบกุลีกุจอขนทั้งคนและเครื่องไม้เครื่องมือหยูกยาสารพัดไปรักษาคนป่วยถึงดูไบ และท่ามกลางอากาศร้อนตับแตกนั้นเอง ต่อมลูกหมากก็ได้รับการปรนนิบัติพัดวีจากหมอหน้าเงินจนหนำใจ เมื่อหมอกลับเมืองกรุงแล้ว ปากหมอที่ไม่ใช่ปลาหมอ โดนอำนาจเงินของเมียใหญ่อุดปากนิ่งสนิทไปตามๆ กัน แต่อย่างว่า หมอส่วนใหญ่มีเมีย และเมียส่วนใหญ่ชอบพูด

แล้วใครหน้าไหนเที่ยวพูดว่า ไม่จริง...ไม่ได้เป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก เออ...อย่าดีแต่พูด ควักลูกหมากออกมาโชว์กันดีกว่า...กล้าไหม
จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ
วรรษมน ช่างปรีชา
กำลังโหลดความคิดเห็น