ผู้จัดการรายวัน – ผอ.ศูนย์ข้อมูลฯ หวั่นปีหน้าได้รับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจโลกเต็มแรง เชื่อเกิดซัปไพรม์บัตรเครดิตในเร็วๆนี้ ระบุแนวโน้มดอกเบี้ยลดไม่ใช่ประเด็นสำคัญของธุรกิจอสังหาฯอีกต่อไป แต่ปัญหาใหญ่คือไม่มีเงินให้กู้ เชื่อปีหน้ากำลังซื้อต่างชาติหาย 20% เตือนผู้ประกอบการปรับตัว "อธิป"นายกส.อาคารชุดไทย เสนอจัดโซนนิ่งเมืองท่องเที่ยวให้ต่างชาติซื้อคอนโดฯ100%
จากปัญหาวิกฤตการเงินที่ทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบ ไทยเริ่มได้รับผลกระทบในช่วงปลายไตรมาส 3 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นเพียงแรงกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยที่เข็นไม่ค่อยจะไปอยู่แล้ว ยิ่งต้องรับศึกหนักเข้าไปอีก ส่วนปีหน้านักวิเคราะห์หลายสำนักต่างระบุว่า ไทยจะรับศึกหนักจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกตลอดทั้งปี
โดยนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ในปีหน้าวิกฤตการเงินโลกจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากกว่าปีนี้ และยาวนานตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน เพราะเมื่อประเทศมหาอำนาจทางธุรกิจ อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน อินเดีย สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศส่งออกสินค้าหลักของไทยชะลอการนำเข้าสินค้า ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกโดยตรง โดยได้เริ่มได้รับผลกระทบไปบ้างแล้ว และผลกระทบจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในปีหน้า
ทั้งนี้ ปัญหาเริ่มจากสถาบันการเงิน และขยายวงกว้างไปยังตลาดหุ้น ขณะนี้เริ่มกระทบต่อสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างตลาดรถยนต์ และอีกไม่นานจะเกิดซัปไพรม์ในธุรกิจบัตรเครดิต ปัญหาสำคัญของธุรกิจอสังหาฯที่ต้องเผชิญคือ ความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อโครงการและสินเชื่อรายย่อย แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะลดต่ำลง ซึ่งหากภาพรวมเศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ การที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง จะเป็นเรื่องดี
“ขณะนี้การลดลงของอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่สำคัญคือไม่มีเงินให้กู้ ”
ล่าสุด นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอนโยบาย 3 อ่อน โดยหนึ่งในนั้น คือ ดอกเบี้ยอ่อนหรืออยู่ในระดับที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร(อาร์พี)ยังอยู่ในระดับสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ธนาคารพาณิชย์รับเงินฝากจากประชาชน ต้นทุนเพียง 2% แล้วนำไปฝากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ในอัตราดอกเบี้ย 3.75% โดยไม่ต้องกันสำรองหนี้และไม่เสี่ยงที่จะเกิดเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ทำให้ไม่มีเงินไหลเข้าสู่ระบบหรือปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจ
ตามข้อมูลของธปท.ระบุยอดคงค้างGross NPLs ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 51 ทั้งระบบ (เป็นรายการปรับปรุงล่าสุด 20 ส.ค.51) มียอดเอ็นพีแอลคงค้าง 451,387 ล้านบาท แต่หากแยกตามประเภทธุรกิจพบว่า ธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาฯ ยอดคงค้างเอ็นพีแอลอยู่ที่ 53,526 ล้านบาท คิดเป็น 11% ต่อเอ็นพีแอลรวม และคิดเป็น 12.64% ต่อสินเชื่อรวม ขณะที่ในธุรกิจการก่อสร้าง มีเอ็นพีแอลคงค้าง 19,485 ล้านบาท คิดเป็น 13.13% ต่อสินเชื่อรวม
ในส่วนของการให้บริการบัตรเครดิตทั้งระบบ ณ ก.ย.51 (ธนาคารพาณิชย์ไทย ,สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทยและบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมิใช่สถาบันการเงิน) ธปท.ระบุว่า มีจำนวนบัญชีรวมทั้งสิ้น 12,680,964 บัญชี ยอดสินเชื่อคงค้างรวม 181,384.38 ล้านบาท ยอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป รวม 5,537 ล้านบาท และมีรายการเบิกเงินสดล่วงหน้า 16,199.11 ล้านบาท
ปี52ลูกค้าต่างชาติหดหายกว่า 20%
นายสัมมากล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯไทยว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ ตลาดรวมอสังหาฯได้รับอานิสงส์จากแรงซื้อจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ทำให้ราคาปรับขึ้นไปสูงพอสมควร แต่ปีหน้ากำลังซื้อจากต่างชาติจะหายไปในน้อยกว่า 20% เช่นยุโรป หรือแม้แต่รัสเซีย ที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่กำลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตกต่ำ มูลค่าการลงทุนในตลาดหายไป ดังนั้นผู้ประกอบการที่เน้นกลุ่มลูกค้าต่างชาติควรมีการปรับตัว
“ครึ่งปีแรกบ้านเรายังดี ภาคอสังหาฯได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาษีมาช่วย แต่ปีหน้าจะโดนปัจจัยลบทั้งปี” นายสัมมา กล่าว
จัดโซนนิ่งซื้อคอนโดฯได้ 100%
นาย อธิป พีชานนท์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และในฐานะ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า วิกฤตทางเงินที่จะเกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อการซื้อขายอาคารชุดระดับบน ราคาขายสูงกว่า 1แสนบาทต่อตร.ม. จับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย ในตลาดท่องเที่ยว หลักภูเก็ต พัทยา
ทั้งนี้ ภาครัฐควรขยายเพดานการถือครองอสังหาฯของต่างชาติจากเดิม กำหนดสัดส่วน 49% ของพื้นที่ขายเป็น 100% โดยกำหนดเป็นโซนนิ่งให้ใช้เฉพาะอาคารชุดในแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องดำเนินการทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของชาติ
อย่างไรก็ตาม การขยายเพดานถือครองอสังหาฯของต่างชาติ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึงหนึ่งปี เพราะต้องแก้ไข พ.ร.บ. อาคารชุด ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551 ดังนั้น การขยายเวลามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552 ออกไปอีก 1 ปีนั้น จะช่วยกระตุ้นการซื้อขายอสังหาฯในช่วงนี้ได้ ส่วนขั้นตอนการแก้ไขพ.ร.บ.นั้นต้องให้กรมที่ดิน เสนอร่างแก้ไข พรบ. อาคารชุดเข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และดำเนินการตามขั้นตอนการแก้ไข พรบ. อีกหลายอย่าง
อนึ่ง การขยายเวลามาตรการทางภาษีออกไปอีก 1 ปี แม้นายรมว.คลังจะระบุว่า จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาอนุมัติ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน
ขณะที่ การขยายเพดานให้ต่างชาติสามารถซื้อคอนโดฯได้ 100% จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ 49% ของพื้นที่ขายนั้น ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับการตอบสนอง เนื่องจากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นว่า ควรใช้เกณฑ์เดิมไปก่อน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี52จะตกต่ำอย่างรุนแรง คาดว่าสหรัฐฯอัตราการขยายตัวจะติดลบ 1.7-1.8% สหภาพยุโรป ติดลบ 0.5% ขณะที่ไทยอัตราการขยายตัวจะเหลือ 3.3% ต่ำกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 4.5% เนื่องจากภาคส่งออกขยายตัวลดลงมาก จาก 19% เหลือ 7% ทำให้รายได้จากการส่งออกลดลงประมาณ 8แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง ส่วนการลดลงของราคาน้ำมัน ช่วยเพิ่มอำนาจซื้อทางอ้อมให้ประชาชนมากขึ้นประมาณ 4-5 แสนล้านบาท
จากปัญหาวิกฤตการเงินที่ทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบ ไทยเริ่มได้รับผลกระทบในช่วงปลายไตรมาส 3 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นเพียงแรงกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยที่เข็นไม่ค่อยจะไปอยู่แล้ว ยิ่งต้องรับศึกหนักเข้าไปอีก ส่วนปีหน้านักวิเคราะห์หลายสำนักต่างระบุว่า ไทยจะรับศึกหนักจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกตลอดทั้งปี
โดยนายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า ในปีหน้าวิกฤตการเงินโลกจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากกว่าปีนี้ และยาวนานตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน เพราะเมื่อประเทศมหาอำนาจทางธุรกิจ อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน อินเดีย สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศส่งออกสินค้าหลักของไทยชะลอการนำเข้าสินค้า ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่งออกโดยตรง โดยได้เริ่มได้รับผลกระทบไปบ้างแล้ว และผลกระทบจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในปีหน้า
ทั้งนี้ ปัญหาเริ่มจากสถาบันการเงิน และขยายวงกว้างไปยังตลาดหุ้น ขณะนี้เริ่มกระทบต่อสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างตลาดรถยนต์ และอีกไม่นานจะเกิดซัปไพรม์ในธุรกิจบัตรเครดิต ปัญหาสำคัญของธุรกิจอสังหาฯที่ต้องเผชิญคือ ความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อโครงการและสินเชื่อรายย่อย แม้ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะลดต่ำลง ซึ่งหากภาพรวมเศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ การที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาลง จะเป็นเรื่องดี
“ขณะนี้การลดลงของอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ที่สำคัญคือไม่มีเงินให้กู้ ”
ล่าสุด นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอนโยบาย 3 อ่อน โดยหนึ่งในนั้น คือ ดอกเบี้ยอ่อนหรืออยู่ในระดับที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร(อาร์พี)ยังอยู่ในระดับสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ธนาคารพาณิชย์รับเงินฝากจากประชาชน ต้นทุนเพียง 2% แล้วนำไปฝากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ในอัตราดอกเบี้ย 3.75% โดยไม่ต้องกันสำรองหนี้และไม่เสี่ยงที่จะเกิดเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ทำให้ไม่มีเงินไหลเข้าสู่ระบบหรือปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจ
ตามข้อมูลของธปท.ระบุยอดคงค้างGross NPLs ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 51 ทั้งระบบ (เป็นรายการปรับปรุงล่าสุด 20 ส.ค.51) มียอดเอ็นพีแอลคงค้าง 451,387 ล้านบาท แต่หากแยกตามประเภทธุรกิจพบว่า ธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาฯ ยอดคงค้างเอ็นพีแอลอยู่ที่ 53,526 ล้านบาท คิดเป็น 11% ต่อเอ็นพีแอลรวม และคิดเป็น 12.64% ต่อสินเชื่อรวม ขณะที่ในธุรกิจการก่อสร้าง มีเอ็นพีแอลคงค้าง 19,485 ล้านบาท คิดเป็น 13.13% ต่อสินเชื่อรวม
ในส่วนของการให้บริการบัตรเครดิตทั้งระบบ ณ ก.ย.51 (ธนาคารพาณิชย์ไทย ,สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทยและบริษัทประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมิใช่สถาบันการเงิน) ธปท.ระบุว่า มีจำนวนบัญชีรวมทั้งสิ้น 12,680,964 บัญชี ยอดสินเชื่อคงค้างรวม 181,384.38 ล้านบาท ยอดค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป รวม 5,537 ล้านบาท และมีรายการเบิกเงินสดล่วงหน้า 16,199.11 ล้านบาท
ปี52ลูกค้าต่างชาติหดหายกว่า 20%
นายสัมมากล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯไทยว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ ตลาดรวมอสังหาฯได้รับอานิสงส์จากแรงซื้อจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ทำให้ราคาปรับขึ้นไปสูงพอสมควร แต่ปีหน้ากำลังซื้อจากต่างชาติจะหายไปในน้อยกว่า 20% เช่นยุโรป หรือแม้แต่รัสเซีย ที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่กำลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตกต่ำ มูลค่าการลงทุนในตลาดหายไป ดังนั้นผู้ประกอบการที่เน้นกลุ่มลูกค้าต่างชาติควรมีการปรับตัว
“ครึ่งปีแรกบ้านเรายังดี ภาคอสังหาฯได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาษีมาช่วย แต่ปีหน้าจะโดนปัจจัยลบทั้งปี” นายสัมมา กล่าว
จัดโซนนิ่งซื้อคอนโดฯได้ 100%
นาย อธิป พีชานนท์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และในฐานะ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า วิกฤตทางเงินที่จะเกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อการซื้อขายอาคารชุดระดับบน ราคาขายสูงกว่า 1แสนบาทต่อตร.ม. จับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย ในตลาดท่องเที่ยว หลักภูเก็ต พัทยา
ทั้งนี้ ภาครัฐควรขยายเพดานการถือครองอสังหาฯของต่างชาติจากเดิม กำหนดสัดส่วน 49% ของพื้นที่ขายเป็น 100% โดยกำหนดเป็นโซนนิ่งให้ใช้เฉพาะอาคารชุดในแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องดำเนินการทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของชาติ
อย่างไรก็ตาม การขยายเพดานถือครองอสังหาฯของต่างชาติ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึงหนึ่งปี เพราะต้องแก้ไข พ.ร.บ. อาคารชุด ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551 ดังนั้น การขยายเวลามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ โดยการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552 ออกไปอีก 1 ปีนั้น จะช่วยกระตุ้นการซื้อขายอสังหาฯในช่วงนี้ได้ ส่วนขั้นตอนการแก้ไขพ.ร.บ.นั้นต้องให้กรมที่ดิน เสนอร่างแก้ไข พรบ. อาคารชุดเข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และดำเนินการตามขั้นตอนการแก้ไข พรบ. อีกหลายอย่าง
อนึ่ง การขยายเวลามาตรการทางภาษีออกไปอีก 1 ปี แม้นายรมว.คลังจะระบุว่า จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาอนุมัติ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน
ขณะที่ การขยายเพดานให้ต่างชาติสามารถซื้อคอนโดฯได้ 100% จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ 49% ของพื้นที่ขายนั้น ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับการตอบสนอง เนื่องจากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นว่า ควรใช้เกณฑ์เดิมไปก่อน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี52จะตกต่ำอย่างรุนแรง คาดว่าสหรัฐฯอัตราการขยายตัวจะติดลบ 1.7-1.8% สหภาพยุโรป ติดลบ 0.5% ขณะที่ไทยอัตราการขยายตัวจะเหลือ 3.3% ต่ำกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 4.5% เนื่องจากภาคส่งออกขยายตัวลดลงมาก จาก 19% เหลือ 7% ทำให้รายได้จากการส่งออกลดลงประมาณ 8แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง ส่วนการลดลงของราคาน้ำมัน ช่วยเพิ่มอำนาจซื้อทางอ้อมให้ประชาชนมากขึ้นประมาณ 4-5 แสนล้านบาท



