xs
xsm
sm
md
lg

ก่อหนี้2แสนล้านฉลุยครม. ลุ้นสุชาติลดภาษีนิติบุคคล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการรายวัน - สศค.ระบุแผนลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 25% อยู่ในแผนปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบเพื่อรองรับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ระบุแผนขาดดุลงบกลางปี 1 แสนล้าน ใช้เป็นเครื่องมือช่วยบรรเทาวิกฤติปีหน้าให้ลดลง ขณะที่ ครม.อนุมัติกรอบขาดดุลแล้วพร้อมไฟเขียวคลังค้ำหนี้จำนำข้าว 1.1 แสนล้าน พร้อมเปิดทางควบเอสเอ็มอีแบงก์-บสย.อุ้มผู้ประกอบการรายย่อย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า แนวคิดในการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 25% นั้น สศค.ได้บรรจุลงในแผนปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบไปแล้ว ซึ่งในสมัยที่นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ก็เคยยื่นไปแล้วครั้งหนึ่งแต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติก็ต้องเปลี่ยนตัว รมว.คลังคนใหม่ ซึ่ง สศค.อยู่ในระหว่างการยื่นเสนออีกครั้ง

สำหรับความเหมาะสมที่จะปรับลดภาษีนิติบุคคลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจระดับนโยบายของนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลังเป็นผู้พิจารณา โดยการปรับลดหรือไม่จะต้องดูเงื่อนเวลาในการปรับลดอัตราภาษีลงว่ามีความสำคัญเพียงใดและจะสามารถบรรเทาผลกระทบและความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มธุรกิจใดบ้าง แต่นโยบายของรมว.คลังคนปัจจุบันจะเน้นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชนที่ยากจนเป็นลำดับแรกก่อน

"นโยบายการลดภาษีนิติบุคคลในขณะนี้อาจยังมองดูว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนนัก แต่หากมีโอกาสที่จะลดลงก็ควรทำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน" นายสมชัยกล่าวและว่า ขณะเดียวกันรมว.คลังก็เน้นเพิ่มรายได้ให้กับรากหญ้าและเอสเอ็มอีซึ่งเมื่อกลุ่มนี้มีรายได้และสามารถชดเชยภาษีส่วนที่จะขาดไปนั้นก็สามารถไปลดภาษีนิติบุคคลโดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ใช้ขาดดุลแสนล้านบรรเทาวิกฤต

นายสมชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการทำงบประมาณขาดดุลกลางปีเพิ่ม 1 แสนล้านบาทนั้นยังตอบไม่ได้ว่าจะไปกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับใดซึ่งรมว.คลังก็ได้ย้ำให้เม็ดเงินสามารถลงไปในส่วนที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงและเป็นโครงการที่มีความชัดเจน ในขณะเดียวกันงบกลางปีนี้กว่าจะเริ่มใช้ก็น่าจะอยู่ในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. ปีหน้าเป็นต้นไป

ทั้งนี้งบขาดดุลกลางปีที่รัฐบาลกำหนดขึ้นมานั้นถือเป็นการทำแผนในเชิงรุกซึ่งหลายๆ ฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีหน้าอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐรุนแรงขึ้นแต่หากผิดความคาดหมายผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยอาจไม่รุนแรงอย่างที่คิดไว้ก็เป็นได้เนื่องจากปัจจัยทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา

"สถานการณ์ที่ทุกคนหวั่นว่าจะรุนแรงมากขึ้นในปีหน้าอาจไม่รุนแรงอย่างที่คาดไว้ก็ได้ ซึ่งต้องเฝ้าระวังสถานการณ์เป็นรายวันอย่างใกล้ชิดมีความพร้อมที่จะรับมือ หากเรามีกระสุนเตรียมไว้ 1 แสนล้านบาทเมื่อวิกฤตโถมเข้ามารุนแรงอย่างน้อยก็น่าจะช่วยบรรเทาความรุนแรงได้ในระดับหนึ่ง" นายสมชัยกล่าว

ครม.อนุมัติแผนขาดดุลกลางปีแล้ว

นายสุชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายกลางปีงบประมาณ 2552 อีก 1 แสนล้านบาท เพื่อให้มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะสอดคล้องกับมาตรการรับมือผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก โดยงบประมาณดังกล่าวจะเน้นการสร้างงานให้มากขึ้น ซึ่งรัฐบาลจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้มีความรวดเร็ว และรักษาวินัยการเงินการคลังให้มีความเหมาะสม

พร้อมกันนั้น ครม.ยังแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาโครงสร้างและกรอบการจัดสรรงบประมาณ โดยมีนายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนรมว.คลังจะเป็นรองประธาน และให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นเลขานุการ ,เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เป็นกรรมการ

รมว.คลัง กล่าวว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ในเบื้องต้นจะช่วยให้เศรษฐกิจในปี 52 ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอีก 1% จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวไม่ถึง 4% และเมื่อรัฐบาลเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้ว ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการใช้จ่ายซื้อผลผลิตอย่างต่อเนื่องอีกหลายรอบ ซึ่งในที่สุดแล้วอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 2.5-3.0% แต่อาจจะได้เห็นผลในช่วงปลายปี 52

หลังจากครม.เห็นชอบในวันนี้แล้วก็จะต้องผ่านขั้นตอนให้สภาฯ เห็นชอบก่อน โดยน่าจะเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนนี้ได้ราวต้นปี 52 ซึ่งกลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจะเป็นคนชั้นกลาง เพราะจะนำไปใช้ในนโยบายการสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสให้ประชาชน เพิ่มผลผลิต โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดโครงการให้สอดคล้องกับนโยบาย ก่อนนำมาเสนอครม.อีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์

ไฟเขียวกู้แสนล้านจำนำข้าว

นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)กู้เงินจากธนาคารรัฐ 4 แห่ง วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน ให้อัตราดอกเบี้ย MLR-2 ระยะเวลาชำระหนี้ 1 ปี เพื่อใช้ดำเนินโครงการรับจำนำพืชผลการเกษตร ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง

ด้านนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า ครม.เห็นชอบให้ให้ผู้แทนของกระทรวงการคลังและธ.ก.ส.เข้าร่วมอยู่ในคณะกรรมการระบายข้าวในสต็อกที่มี รมว.พาณิชย์ เป็นประธานด้วย เพื่อให้เข้าไปร่วมบริหารจัดการและนำเงินบางส่วน มาชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว

เปิดทางควบเอสเอ็มอีแบงก์-บสย.

นส.ศุภรัตน์ กล่าวว่า ครม.มีมติอนุมัติให้มีการควบรวมกิจการของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(เอสเอ็มอีแบงก์) เนื่องจากที่ผ่านมาทั้งสององค์กรมีปัญหาเรื่องผลประกอบการ แต่หลังจากควบรวมกิจการแล้วยังให้คงสถานะความเป็นเอสเอ็มอีแบงก์ต่อไป

ทั้งนี้ หลังควบรวมกิจการแล้วส่งผลให้เงินทุนของเอสเอ็มอีแบงก์เพิ่มจาก 3,700 ล้านบาท เป็น 7,300 ล้านบาท โดยไม่ต้องมีการเพิ่มทุน ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนในการกำกับดูแลของส่วนราชการ อีกทั้งเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเต็มที่ เพราะสามารถใช้บริการได้อย่างครบวงจร.
กำลังโหลดความคิดเห็น...