xs
xsm
sm
md
lg

ปิด (บัง) ซ่อมรันเวย์สุวรรณภูมิ

เผยแพร่:   โดย: สุวิชชา เพียราษฎร์

ดูผ่านๆ แบบไม่คิดอะไรมาก การประกาศปิดสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อซ่อมทางวิ่งฝั่งตะวันออก (East Runway)ของบริษัทการท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ตั้งแต่18 กุมภาพันธ์ถึง 7 เมษายน พ.ศ. 2551 เป็นเวลา 50 วันเหมือนไม่มีอะไร

เนื่องเพราะ ใครๆ ก็ทราบว่า ตั้งแต่เปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิมาเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2549 ก็มีปัญหาต้องซ่อมแซมบ่อยครั้ง ระยะเวลาปีเศษๆ ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศได้เห็นภาพของการซ่อมไปบินไปกันจนชินตา

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บรรดาผู้เกี่ยวข้องบอกว่า การปิดซ่อมดังกล่าวจะส่งผลกระทบไม่มาก จุดที่เสียหายอยู่กึ่งกลางทางวิ่งของความยาว 4,000 เมตรก็ยังเหลือทางวิ่งอีก 2,000 เมตรซึ่งเครื่องบินขนาดกลาง เช่น เครื่องบินแบบ ATR และแอร์บัส รุ่น A 319, A 320 รวมทั้งเครื่องบินแบบโบอิ้งรุ่น B 737 ที่บินภายในประเทศ ยังสามารถใช้ได้ตามปกติ

ขณะเดียวกัน ทอท.ได้ประสานกับทุกหน่วยงานรับมือปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกันในช่วงนั้น สำหรับกรณีที่อาจมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ได้ประสานกับท่าอากาศยานดอนเมืองในการจัดทำแผนรองรับปัญหาไว้แล้ว

ทุกอย่าง ทอท.ย้ำว่า ไม่มีปัญหา...

ครับ! ผมก็อยากจะเชื่อตามเช่นนั้น หากไม่สะดุดและสงสัยในท่วงท่ารีบร้อน ลนลานปิดซ่อมรันเวย์ครั้งนี้

ข้อหนึ่ง พื้นที่ความเสียหายของทางวิ่งเป็นทางยาวกว่า 600 เมตร ข้อสอง ระยะเวลาในการซ่อมที่นานถึง 50 วัน สะท้อนให้เห็นถึงมันน่าจะมีอะไรที่มากกว่านั้น

ผู้เกี่ยวข้องจะปิดบังอำพรางอะไรบางอย่างเอาไว้หรือไม่ นี่เป็นคำถาม

เป็นไปได้หรือไม่ สาเหตุรันเวย์ที่เสียหายไม่ใช่แค่พื้นผิวเท่าที่มองเห็น แต่เกรงว่าจะเป็นการทรุดตัวที่เกิดจากปัญหาทรายในชั้นใต้ดินลึกลงไป อย่างที่กังวล

ในทางวิศวกรรม รันเวย์ทรุดตัวจากทรายที่มันสไลด์หนีหายไปหมดแล้วเหลือแต่โคลนและเลนในลักษณะนี้ย่อมเป็นเรื่องใหญ่กว่าผิวแอสฟัลต์รันเวย์หลุดร่อน แตกร้าวแน่นอน

คำถามต่อมา เมื่อสนามบินเหลือรันเวย์ให้ใช้ได้ทางวิ่งเดียว ปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายของสายการบินต่างๆ ค่าน้ำมันที่ต้องเปลี่ยนเส้นทางขึ้น-ลงใหม่ ตารางบิน การจัดระบบใหม่ ได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วหรือไม่

ค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะเกิดขึ้นตามมานี้ ผมเชื่อ แอร์ไลน์ต่างๆ ไม่มีทางยอมเพราะไม่ใช่ความผิดของเขา เป็นเรื่องที่ต้องเร่งสะสางกัน แต่เท่าที่ผมทราบปรากฏว่า อีกไม่กี่วันจะปิดซ่อมอยู่แล้ว ปัญหานี้ก็ยังไม่มีทางออก

ขณะที่สนามบินดอนเมืองบอกว่า จะใช้รองรับ ผ่องความคับคั่งจากสุวรรณภูมิออกไปบ้างเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก็ไม่น่าจะทำได้ เพราะ ปัจจุบันเครื่องมือ รวมทั้งระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ด่านตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากรย้ายหมดแล้ว

ไหนจะปัญหาผู้โดยสารซึ่งยังไม่รู้ว่า จะเผชิญชะตากรรมอย่างไรกับการต่อเครื่อง การเดินทางระหว่างใช้บริการของสองสนามบิน

คิดแล้วน่าหดหู่สำหรับสนามบินแห่งชาติที่วาดหวังกันว่า รับผู้โดยสารเกิน 46 ล้านคนเต็มขีดความสามารถในปีนี้ และ เตรียมจะขยายสนามบินเฟส 2 ตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้มั้ยละครับ

ความจริงเรื่องไม่ควรเป็นเช่นนี้ หากผู้เกี่ยวข้องที่รู้ปัญหาดี แต่แกล้งทำเป็นไม่เห็น ไม่สนใจ

ย้อนไปประมาณ 1 ปีมาแล้ว 6 กุมภาพันธ์ 2550 สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทำหน้าที่ของสื่อวิเคราะห์ และนำเสนอ แนวทางแก้ไขปัญหาการบินไปซ่อมไปของสนามบินสุวรรณภูมิไม่หยุดหย่อนไว้ในรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ออกอากาศทางเอเอสทีวี

เขามองว่า “ปัญหาหนักที่สุดขณะนี้ คือพื้นข้างล่างกลายเป็นน้ำแล้ว ใครก็บอกไม่ได้ว่ามีปัญหาอะไร ปัญหาวิกฤตขนาดนี้ควรจะปิดทันที ผมจึงไม่เข้าใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ) กำลังเล่นกับชีวิตของประชาชนอยู่หรืออย่างไร

...มัวแต่จะรักษาหน้ากัน ชอบพูดนักว่าอย่าไปพูดมากเรื่องปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ เดี๋ยวอายต่างชาติเขา ไม่รู้หรือว่าสมัยนี้มันยุคเวิลด์ไวด์เว็บแล้ว ยุคโทรศัพท์มือถือแล้ว ไม่มีทางปิดข่าวได้หรอก อย่างน้อยๆ พวกกัปตันที่มันขับเครื่องบินมาลง กลับไปเขาก็ต้องคุยให้กันฟัง

ที่บอกว่ารันเวย์ทรุดด้านหนึ่ง ก็เปลี่ยนไปใช้อีกด้านหนึ่งนั้น ในเมื่อมันอยู่บนโครงสร้างดินเดียวกัน ถ้ารันเวย์หนึ่งทรุด อีกรันเวย์หนึ่งก็ทรุดตามได้ เพราะฉะนั้นจะต้องซ่อมถึงฐานรากและต้องลอกผิวด้านหน้าออก ก็ต้องปิดซ่อมอยู่ดี เพราะฉะนั้นจะต้องปิดทั้งหมดและกลับไปใช้ดอนเมืองก่อน”

วันนี้คงไม่ต้องพูดอะไร นอกจากตอกย้ำว่า สนามบินสุวรรณภูมิ คือ สุสานการคอร์รัปชันของนักการเมืองอย่างแท้จริง

น่าคิดนะครับว่า จากนี้ไปรัฐบาลนอมินีจะแก้ปัญหาที่ “นายใหญ่” ของพวกเขาก่อไว้อย่างไร

ท่านผู้อ่านสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ที่ เอ็มบล็อก http://mblog.manager.co.th/suwitcha67 หรือ E-mail suwitcha@manager.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...