xs
xsm
sm
md
lg

รู้ทัน การเงิน:สหรัฐฯ ติดหล่มปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบันได้อย่างไร (1)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ปัจจุบันเริ่มมีหลายคนที่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงสูงที่จะถลำเข้าสู่ภาวะถดถอย ไม่ว่าจะเป็นนายเบอร์นันเก้ (Ben Bernanke) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมไปถึงกรรมการ Fed และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกหลายคน แม้กระทั่งประธานาธิบดีบุช และรัฐมนตรีคลัง นายพอลสัน (Henry Paulson) ต่างก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะการณ์ที่ยากลำบาก บทความนี้ผมจะชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มาอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร

ผมขอแบ่งบทความนี้เป็น 2 ส่วน โดยในตอนแรกนี้จะพูดถึงข้อผิดพลาดและข้อจำกัดของนโยบายการเงินที่นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ และในตอนที่ 2 จะเป็นการกล่าวถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้ปัญหาซับซ้อนและยากแก่การแก้ไข ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯติดหล่มวิกฤติซับไพร์มอยู่ในปัจจุบัน

ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากข้อผิดพลาดของนโยบายการเงินของสหรัฐฯในช่วงปี 2544-2547 ซึ่งเป็นช่วงที่นายกรีนสแปน (Alan Greenspan) เป็นประธาน Fed และขณะนี้ในสหรัฐฯเอง ก็กำลังมีการถกเถียงกันว่าปัญหาในปัจจุบันมาจากผลงานของนายกรีนสแปนในอดีต หรือเพราะนายเบอร์นันเก้ไม่มีฝีมือ นอกจากนี้ยังมาจากข้อจำกัดด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจฟองสบู่ จึงทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯถลำจนติดหล่มในขณะนี้

ข้อผิดพลาดของนโยบายที่สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือ ระหว่างปี 2544-2547 Fed ได้พยายามใช้มาตรการทางการเงินด้วยการใช้มาตรการอัตราดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นเศรษฐกิจให้ออกจากภาวะถดถอยที่เกิดจากการแตกของฟองสบู่ของธุรกิจ IT (Dotcom bubble) เมื่อปลายปี 2543 และส่งผลในปีถัดไป การใช้มาตรการอัตราดอกเบี้ยต่ำแม้ว่าจะได้ผลตามเป้าหมายของ Fed แต่กลับสร้างปัญหาฟองสบู่ที่อยู่อาศัยขึ้นเป็นผลพวงตามมา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำเกินไป

ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยนี้ ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอัตราดอกเบี้ยสูงหรือต่ำเกินไป ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ การที่เราจะทราบว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำหรือสูงเกินไปนั้นจะทำการเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางหรือ Neutral Rate of Interest ทฤษฎีนี้คิดค้นโดยศาสตราจารย์เทย์เลอร์ (John Taylor ) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกและจากธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง รวมถึง Fed ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางของอังกฤษ ตามทฤษฎีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางคืออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะสมดุลคืออุปสงค์เท่ากับอุปทาน ถ้าอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง อุปสงค์จะสูงกว่าอุปทาน และจะเป็นในทำนองตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยจริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง

วารสาร The Economist (ฉบับประจำวันที่ 20-26 ตุลาคม) ได้อ้างงานของศาสตราจารย์เทย์เลอร์ ที่แสดงว่า ระหว่างต้นปี 2545 ถึงกลางปี 2549 อัตราดอกเบี้ยของ Fed หรือ Fed Funds Rate ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง จึงทำให้เกิดความไม่สมดุลของเศรษฐกิจจากการที่อุปสงค์สูงกว่าอุปทาน อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลดังกล่าวไม่ได้แสดงออกในรูปของอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แต่กลับอยู่ในรูปของราคาสินทรัพย์หรือที่อยู่อาศัยสูงขึ้นแทน ส่งผลให้การใช้มาตรการทางการเงินในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเกิดความผิดพลาดขึ้น และนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่ที่อยู่อาศัยในที่สุด

Fed ก็เหมือนกับธนาคารกลางทั่วโลกที่จะเน้นเป้าหมาย 2 ประการคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ ค่าเงิน และการจ้างงาน โดยปกติธนาคารกลางทั่วไปรวมถึง Fed จะเน้นเป้าหมายในการดูแลเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งอัตราเงินเฟ้อดังกล่าวจะเป็นการดูแลเฉพาะระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปแต่ไม่รวมราคาสินทรัพย์อื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น สาเหตุหลักที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่รวมราคาสินทรัพย์ในการวิเคราะห์เรื่องเงินเฟ้อ ก็เพราะว่ายังไม่สามารถหาทฤษฎีหรือหลักการใดๆ ที่จะกำหนดได้ว่า ราคาสินทรัพย์นั้นๆ สูงเกินพอดีหรือเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น

ช่วงที่ Fed Funds Rate ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง เกิดขึ้นในขณะที่ Fed ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากภาวะถดถอย ประกอบกับอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทำให้ Fed ปรับลดดอกเบี้ยลงไปมากจากร้อยละ 6.5 ในต้นปี 2544 จนถึงร้อยละ 1.00 ในกลางปี 2546 และคงไว้ในระดับนี้จนถึงกลางปี 2547 จึงค่อยปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ภาวะฟองสบู่ในที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ เริ่มก่อตัวในปี 2545 และกลายเป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ปัจจุบันมีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลกหลายท่าน เช่น นายวอล์คเกอร์ ( Jim Walker) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของวาณิชธนกิจ CLSA นายไวท์ (William R White) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlement: BIS) และ ศาสตราจารย์กู๊ดฮาร์ท (Charles Good hart) แห่ง London School of Economics มีความเห็นว่า ควรนำราคาสินทรัพย์เป็นตัวแปรหนึ่งในการกำหนดนโยบายการเงินด้วย เพราะความซับซ้อนของโลกการเงินมีมากขึ้นเกินกว่าที่ธนาคารกลางจะดูแลเฉพาะภาวะเงินเฟ้อด้านระดับราคาสินค้าและบริการเท่านั้น

สำหรับฉบับนี้ ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ ในตอนหน้าผมจะพูดถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นและสลับซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจนแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...