สุญญากาศ กสทช. ลากยาว! 198 วาระกองค้าง 82 เรื่องเร่งด่วนรอคิว 108 นักวิชาการถามแรง "ใครได้ประโยชน์" เมื่อประเทศเสียโอกาส-ประชาชนต้องแบกผลกระทบ
คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.) และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดเสวนาวิชาการ "ทางออก กสทช.? สู่การขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ" พร้อมออกแถลงการณ์ที่มีนักวิชาการ 108 คนทั่วประเทศร่วมลงชื่อ เสนอ 3 ข้อเรียกร้องให้เร่งคลี่คลายภาวะชะงักงันของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังการประชุมไม่สามารถดำเนินไปตามปกติ ขณะที่มีวาระรอพิจารณาสะสม 198 เรื่อง และ 82 เรื่องเป็นวาระเร่งด่วนที่มีกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย
เครือข่ายนักวิชาการเสนอข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ 1.ให้สำนักงาน กสทช. อำนวยความสะดวกในการจัดประชุม เพื่อให้คณะกรรมการสามารถขับเคลื่อนภารกิจตามกฎหมาย 2.หากมีอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องชี้แจงเหตุผลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และ 3.ให้ทุกฝ่ายร่วมสร้างฉันทามติเพื่อคลี่คลายภาวะชะงักงัน ไม่ปล่อยให้กิจการสื่อ โทรคมนาคม และผลประโยชน์ของประเทศได้รับผลกระทบต่อเนื่อง
◉ 108 นักวิชาการเตือน วาระค้างกระทบทีวี โทรคมนาคม ถึง 5G-6G
รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธาน ส.ส.ม.ท. กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่รวมถึงคนทำงานในวิชาชีพสื่อ คนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่ผลิตบุคลากร เนื่องจากโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ล้วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลของ กสทช. หากกลไกกำกับไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ย่อมสร้างความไม่แน่นอนต่อการจ้างงาน การลงทุน และอนาคตของอุตสาหกรรม
"ภาวะสุญญากาศแบบนี้ไม่เป็นผลดีแน่นอน ถึงจุดที่ต้องรีบตัดสินใจ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบอย่างมาก" รศ.สุรสิทธิ์กล่าว
สำหรับวาระที่รอการพิจารณา ครอบคลุมตั้งแต่โรดแมปกิจการโทรทัศน์ก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุ การกำกับดูแล OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ การพัฒนาบุคลากรสื่อ การจัดการเรื่องร้องเรียนและโฆษณาหลอกลวง ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน Cell Broadcast ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน คลื่นความถี่ 5G และ 6G รวมถึงประเด็นดาวเทียม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ เวทียังมองว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในสำนักงาน กสทช. แต่เชื่อมโยงถึงสื่อชุมชน ปัญหาซิมผิดกฎหมาย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และความปลอดภัยด้านโทรคมนาคม ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ 198 วาระค้าง! ภาคประชาชนร้อง CIB สอบ 'ไตรรัตน์' ปมไม่จัดประชุม 6 กสทช.
◉ 'หมอสรณ' ซัดเล่นละครเดิม กสทช.ล่มครั้งที่ 11 ถามใครได้ประโยชน์
◉ 3 กสทช.ยังเก็บทรง! ไม่ตอบรับอีก 3 หาทางเปิดประชุมไร้ 'หมอสรณ'
◉ TRUE-THCOM-TKC ร่วมวงคว้างาน USO 3 กสทช.มูลค่า 5.4 พันล้าน
◉ ปมคุณสมบัติ 'หมอสรณ' ฟ้องกรรมการสรรหา กสทช. ศาลปกครองกลางนัดไต่สวน 21 ก.ย.69
◉ กฎหมายคนละมุม กสทช.ค้าง 198 วาระ ประชุมไม่ได้ 10 ครั้ง แล้วจะจบตรงไหน?
◉ ทีวีดิจิทัลไร้ความชัดเจน ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนยาก
รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาวะชะงักงันของ กสทช. ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาการบริหารภายในองค์กร เพราะระบบนิเวศสื่อประกอบด้วยผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ หน่วยงานกำกับดูแล และประชาชนผู้รับสื่อ เมื่อกลไกกำกับไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ผลกระทบจึงส่งต่อไปตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม
"ภาวะชะงักงันนี้มิใช่เพียงเรื่องการบริหารจัดการภายในองค์กร กสทช. เท่านั้น แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร สิทธิของผู้บริโภค ภาคอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคม ตลอดจนความปลอดภัยของประชาชน" รศ.ดร.ปรีดากล่าว
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดในปี 2572 จำเป็นต้องทราบทิศทางล่วงหน้าเพื่อวางแผนการลงทุน การผลิตเนื้อหา และอนาคตของบุคลากร หากทิศทางยังไม่มีความชัดเจน ผู้ประกอบการเดิมย่อมตัดสินใจลงทุนได้ยาก ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ก็ไม่สามารถวางแผนเข้าสู่ตลาดได้อย่างชัดเจน
ผลกระทบยังอาจส่งต่อถึงผู้ผลิตรายการ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ผู้ผลิตรายเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน รวมถึงรายการสำหรับเด็ก คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ขณะที่บุคลากรและผู้ผลิตคอนเทนต์อาจย้ายไปทำงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศมากขึ้น
"ไม่ใช่ว่าผู้ผลิตรายการของเราไม่มีความสามารถ แต่ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เป็นใจ เขาก็ต้องอพยพไปสู่ช่องทางอื่น" รศ.ดร.ปรีดากล่าว พร้อมเสนอว่า หากสามารถกลับมาเปิดประชุมได้ ควรจัดลำดับวาระที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ และทบทวนกฎหรือข้อบังคับที่เป็นช่องว่างเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันอีก
◉ ตั้งคำถาม 'ใครได้ประโยชน์' ขณะที่ประชาชนรับผลกระทบ
ด้าน รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค วิเคราะห์ปัญหาผ่าน 4 ส่วน ได้แก่ ปัญหาภายใน กสทช. กลไกและระเบียบของสำนักงาน กสทช. ผู้ประกอบการและผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงระบบการเมือง ระบบราชการ และกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการคลี่คลายปัญหา
ในส่วนกิจการโทรทัศน์ รศ.รุจน์กล่าวถึงความไม่แน่นอนของอนาคตทีวีดิจิทัล ปัญหาโฆษณารบกวนและโฆษณาแฝง คุณภาพรายการ ตลอดจนความเสี่ยงที่ผู้ผลิตและผู้ชมจะย้ายไปสู่บริการ OTT มากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม ขณะที่การกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ยังมีช่องว่าง
ส่วนกิจการโทรคมนาคม มีทั้งการติดตามมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคภายหลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ราคาค่าบริการบางประเภท ปัญหาแพ็กเกจหรือ "โปรลับ" จำนวนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) ที่ลดลง ตลอดจนปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ซิมผิดกฎหมาย SMS หลอกลวง และการหลอกโอนเงิน
ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องทุกข์รวม 23,703 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นปัญหาด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม 4,495 เรื่อง ตั้งแต่สายสื่อสารไม่ปลอดภัย SMS หลอกลวง ไปจนถึงการหลอกโอนเงิน สะท้อนว่าการทำงานขององค์กรกำกับดูแลเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยและเงินในกระเป๋าของประชาชน
รศ.รุจน์จึงตั้งคำถามว่า "ใครได้ประโยชน์จากภาวะชะงักงัน" หากอนาคตทีวีดิจิทัลยังไม่มีความชัดเจนจนผู้ผลิตและผู้ชมย้ายไปสู่แพลตฟอร์มที่การกำกับยังไม่ครอบคลุม หรือหากการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่และการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมไม่สามารถเดินหน้าตามปกติ พร้อมเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช. ฝ่ายการเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดพื้นที่หารือเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ 9.9 กสทช. ล่มครบ 9 ครั้ง! นัดใหม่ 10 ก.ย.69 วัดใจองค์ประชุม
◉ สภาผู้บริโภคขอ 'หมอสรณ' หยุดปฏิบัติหน้าที่ เปิดทาง 6 กสทช. ทำงาน
◉ 'กสทช.' แก้ข่าวคดี 'หมอสรณ' ย้ำศาลรับฟ้อง แต่ยังไม่ชี้อำนาจกรรมการสรรหา
◉ ศาลปกครองท้วง กสทช. เผยแพร่ข่าวคดี 'หมอสรณ' ไม่ตรงความจริง
◉ งาน กสทช. ค้างบานเบอะ! 'พิรงรอง' ขอประชุมบอร์ดที่เหลือ แต่สำนักงานไม่รับนัด
◉ 3 บอร์ด กสทช. ขอนัดประชุมพรุ่งนี้ 6 คน ไม่มี 'หมอสรณ'
◉ นักกฎหมายเสนอ 2 กรรมการเรียกประชุมได้ สำนักงานต้องจัดให้
ขณะที่ รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอความเห็นทางกฎหมายว่า ภาวะชะงักงันมีช่องทางแก้ไขโดยไม่จำเป็นต้องหยุดการทำงานของ กสทช. ทั้งคณะ เนื่องจากยังมีกรรมการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ 6 คน ซึ่งมากกว่าองค์ประกอบขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การใช้กลไกเรียกประชุมให้ถูกต้องตามกฎหมาย
จากการสำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 ฉบับ พบหลักการรองรับกรณีเกิดเหตุจำเป็นหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเสนอว่า กรรมการ กสทช. 2 คนสามารถเข้าชื่อเรียกประชุม จากนั้นสำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการและหน่วยงานธุรการต้องดำเนินการจัดประชุมและเชิญกรรมการที่เหลือเข้าร่วม ก่อนให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อให้การพิจารณาวาระสามารถเดินหน้าต่อได้
สำหรับข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ รศ.ดร.ณรงค์เดชให้ความเห็นว่า ตามหลักกฎหมายปกครอง คำสั่งหรือคำวินิจฉัยทางปกครองยังมีผลใช้บังคับอยู่จนกว่าศาลที่มีเขตอำนาจจะมีคำพิพากษาเพิกถอน หรือมีคำสั่งทุเลาการบังคับ การยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจึงไม่ได้ทำให้ผลของคำวินิจฉัยหยุดลงโดยอัตโนมัติ
รศ.ดร.ณรงค์เดชจึงมีความเห็นว่า ในขณะที่ยังไม่มีคำสั่งศาลทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ควรใช้กลไกให้กรรมการที่เหลือเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากบุคคลซึ่งตามคำวินิจฉัยที่ยังมีผลบังคับไม่มีสถานะเป็นกรรมการ เข้าไปร่วมประชุม พิจารณาวาระ หรือร่วมใช้อำนาจ อาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมและมติที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ อ้างหลักตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองประกอบความเห็นว่า เมื่อกรรมการที่เหลือมีองค์ประกอบครบตามที่กฎหมายกำหนด การใช้อำนาจของคณะกรรมการสามารถดำเนินต่อไปได้ และแม้ภายหลังศาลจะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของข้อพิพาท การกระทำของคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยชอบในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้เสียไปโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม ความเห็นเกี่ยวกับสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ และแนวทางการเรียกประชุมดังกล่าว เป็นข้อเสนอและการตีความทางกฎหมายของ รศ.ดร.ณรงค์เดชในเวทีเสวนา ขณะที่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช. ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครอง
เครือข่ายนักวิชาการทั้ง 108 คนจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งนำกลไกกำกับดูแลกลับมาทำงาน โดยยึดหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากสิ่งที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงการประชุมของ กสทช. แต่รวมถึงการตัดสินใจด้านคลื่นความถี่ โทรคมนาคม สื่อ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ


