โซเชียลไทยช้ำหนัก Starlink เปิดขายเน็ตดาวเทียมเวียดนามเดือนละหลักพัน แต่คนไทยยังซื้อไม่ได้ ติดเงื่อนไขหุ้นต่างชาติ 100% แม้เคยใช้ยามฉุกเฉิน ล่าสุดรัฐบาลขยับกติกา Landing Rights ลุ้นเปิดทางเลือกใหม่ให้ประชาชน
กระแสอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO (Low Earth Orbit) กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลัง Starlink ของ SpaceX เริ่มรับคำสั่งซื้อบริการเชิงพาณิชย์ในเวียดนามเมื่อวันที่ 13 ส.ค.69 โดยแพ็กเกจ Residential สำหรับครัวเรือนเริ่มต้น 1.13 ล้านดอง หรือประมาณ 1,400 บาทต่อเดือน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีบริการ Starlink เชิงพาณิชย์สำหรับประชาชนทั่วไป แม้เทคโนโลยีดังกล่าวจะเคยได้รับอนุญาตให้เข้ามาใช้งาน ทั้งโครงการทดลองและภารกิจเฉพาะกิจหลายครั้งแล้วก็ตาม
ความเคลื่อนไหวของเวียดนามเกิดขึ้นในจังหวะที่ฝั่งไทยเริ่มขยับกติกาครั้งสำคัญ เมื่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 17 ส.ค.69 มีมติให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศ พ.ศ. .... และร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ. 2566-2580 หลังร่างกฎหมายดังกล่าวถูกขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ผ่านมากว่า 9 ปียังไม่แล้วเสร็จ
อีกประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตของผู้ให้บริการดาวเทียมต่างชาติ คือ การเดินหน้าจัดทำ นโยบายการอนุญาตให้ใช้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศ หรือ Landing Rights พร้อมหลักเกณฑ์ระดับรัฐสำหรับกลั่นกรองผู้ให้บริการ โดยวางโจทย์ทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค การส่งเสริมการแข่งขัน การเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนความเป็นธรรมทางการค้าและความมั่นคงของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การขยับ Landing Rights ยังไม่ได้หมายความว่าไทยจะผ่อนเงื่อนไขให้ Starlink หรือยอมรับโครงสร้างที่ต่างชาติถือหุ้น 100% เนื่องจากเป็นคนละส่วนกับข้อจำกัดด้านการลงทุนและโครงสร้างผู้ถือหุ้น ดังนั้น ปมใหญ่ของ Starlink ในไทยจึงยังอยู่ที่ว่า SpaceX จะยอมปรับรูปแบบธุรกิจให้เข้ากับกติกาของไทย หรือภาครัฐจะออกแบบช่องทางใหม่ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเดินเข้าหากันได้
◉ Starlink ติดล็อกที่หุ้นต่างชาติ 100%
ย้อนกลับไปปลายปี 2566 กสทช. เคยอนุมัติให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทดลองใช้ Starlink ในรูปแบบ Sandbox ก่อนมีการทดลองรับส่งสัญญาณผ่านคลื่น Ku-Band เป็นเวลา 180 วัน ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-27 ก.ย.67 เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและช่วยเหลือเรือ การศึกษาทางไกล และการแพทย์ทางไกล
จุดที่ทำให้เส้นทางเชิงพาณิชย์ของ Starlink ในไทยสะดุดขึ้นเกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย.68 หลัง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หารือกับผู้แทน SpaceX โดยฝ่ายบริษัทเสนอว่า หาก Starlink จะเข้ามาลงทุนในไทย ต้องการจัดตั้งบริษัทในรูปแบบต่างชาติถือหุ้น 100% ขณะที่ฝ่ายไทยไม่รับเงื่อนไขดังกล่าว โดยให้เหตุผลถึงข้อกฎหมาย ความมั่นคงดิจิทัล และผลกระทบต่อระบบนิเวศโทรคมนาคมในประเทศ
เพราะภายใต้กรอบ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หากนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยมีต่างชาติถือทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไป จะเข้าข่ายเป็น "คนต่างด้าว" ตามกฎหมาย ดังนั้น โครงสร้างที่ใช้กันโดยทั่วไปเพื่อคงสถานะบริษัทไทยจึงเป็น ผู้ถือหุ้นไทยอย่างน้อย 51% และต่างชาติไม่เกิน 49% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวไม่ใช่ข้อบังคับตายตัวสำหรับทุกกิจการ เพราะยังขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ ใบอนุญาต และข้อยกเว้นตามกฎหมาย ขณะที่กิจการโทรคมนาคมยังอยู่ภายใต้กฎหมายและหลักเกณฑ์เฉพาะของ กสทช. อีกชั้นหนึ่ง
ข้อขัดข้องจึงอยู่ที่โมเดลการลงทุนที่ SpaceX ต้องการถือหุ้นต่างชาติเต็ม 100% มากกว่าการปฏิเสธตัวเทคโนโลยี แม้ SpaceX จะอธิบายว่า Starlink ต้องการเติมเต็มพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้มุ่งแย่งตลาดอินเทอร์เน็ตเดิม แต่รัฐมนตรีดีอีมองว่า หากบริการมีประสิทธิภาพสูงจนกลายเป็นทางเลือกหลัก ก็อาจส่งผลต่อโครงสร้างตลาดโทรคมนาคมไทยได้
◉ ไทยรับเทคโนโลยี แต่ยังไม่รับโมเดลลงทุน
แต่ไม่ถึง 2 สัปดาห์หลังการหารือ Starlink กลับมีบทบาทในไทยอีกครั้ง แต่เป็นการใช้งานเฉพาะกิจ หลังอุทกภัยรุนแรงในภาคใต้กระทบระบบโทรคมนาคมภาคพื้นดิน วันที่ 26 พ.ย.68 กระทรวงดีอีประสาน SpaceX เพื่อนำ Starlink มาสนับสนุนระบบสื่อสารแก่เจ้าหน้าที่และหน่วยกู้ภัยใน จ.สงขลา โดย กสทช. ดำเนินการอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์เพื่อใช้ในภารกิจดังกล่าว ภายใต้เงื่อนไขให้ใช้เฉพาะพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ต่อมา วันที่ 28 พ.ย.68 นายไชยชนกระบุว่า วิกฤตน้ำท่วมทำให้เห็นข้อจำกัดของระบบสื่อสารสำรองของประเทศ และเสนอแนวคิดจัดทำจุดยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารฉุกเฉินในพื้นที่สูง เพื่อให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ดาวเทียมหรือระบบสำรองได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ
ในเวลาเดียวกัน รัฐมนตรีดีอียังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า สนับสนุนเทคโนโลยีของ Starlink และ SpaceX แต่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านอธิปไตยดิจิทัล โดยการอนุญาตให้นำ Starlink มาใช้ช่วงน้ำท่วมไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนจุดยืนด้านการลงทุน และอุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้เปิดบริการเชิงพาณิชย์แก่ประชาชนทั่วไปได้
อีก 2 วันถัดมา ทางเลือกเรื่องการมีพาร์ตเนอร์ไทยถูกเสนอขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อนายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยคมในขณะนั้น ระบุว่า ผู้ให้บริการ LEO ต่างชาติสามารถร่วมทำธุรกิจกับบริษัทไทยภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศได้ และหาก Starlink ต้องการทำตลาดในรูปแบบดังกล่าว ไทยคมก็พร้อมเป็นพันธมิตร
สถานะการใช้งาน Starlink ในไทยขยับอีกครั้งเมื่อการประชุม กสทช. ครั้งที่ 17/2569 วันที่ 10 มิ.ย.69 อนุมัติการจัดสรรคลื่นย่าน Ku ให้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ใช้ช่องสัญญาณของกลุ่มดาวเทียม Starlink เป็นระบบสื่อสารสำรองในภาวะฉุกเฉิน ทั้งภัยก่อการร้าย ภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรง และการอพยพ ภายในพื้นที่สถานทูตในกรุงเทพฯ
◉ เวียดนามเลือกผ่อนกฎ แต่ใส่เงื่อนไขกำกับ
ขณะที่เส้นทางในไทยยังไม่ลงตัว เวียดนามเลือกอีกแนวทาง โดยอนุญาตให้ SpaceX ทดลองให้บริการ Starlink จนถึงสิ้นปี 2573 พร้อมผ่อนข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นต่างชาติ แต่ไม่ได้เปิดตลาดโดยไร้เงื่อนไข เพราะกำหนดเพดานผู้ใช้ไม่เกิน 600,000 ราย และอนุญาต Gateway จำนวน 4 แห่ง
จากนั้นหน่วยงานกำกับของเวียดนามออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องแก่ Starlink Services Vietnam ในเดือน ก.พ.69 ก่อนเริ่มรับคำสั่งซื้อจากประชาชนอย่างเป็นทางการวันที่ 13 ส.ค.69 ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นตลาดลำดับที่ 6 ของ Starlink ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และติมอร์-เลสเต
สำหรับต้นทุนเพิ่มเติม ผู้ใช้ต้องจ่ายค่าอุปกรณ์เริ่มต้น 8.66 ล้านดอง หรือราว 10,900 บาท ขณะที่แพ็กเกจสำหรับลูกค้าองค์กรเริ่มต้น 1.48 ล้านดอง หรือประมาณ 1,865 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ดี การเปรียบเทียบว่าเวียดนาม "ยอมต่างชาติ" ขณะที่ไทย "กีดกัน" อาจง่ายเกินไป เพราะแต่ละประเทศมีกรอบกฎหมายและเงื่อนไขความมั่นคงต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เวียดนามเลือกใช้ โมเดลทดลองภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ เป็นสะพานให้ Starlink เข้าสู่ตลาด แทนการเลือกระหว่างเปิดทั้งหมดกับปิดทั้งหมด
โมเดลดังกล่าวจึงอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ไทยสามารถศึกษาได้ หากต้องการเพิ่มการแข่งขันในตลาด LEO โดยยังคงเงื่อนไขด้านจำนวนผู้ใช้ พื้นที่ให้บริการ Gateway ข้อมูล คลื่นความถี่ และความมั่นคงไว้ในมือ
◉ ไทยไม่ได้ไร้ LEO แต่ตลาดต่างกัน
แม้ Starlink ยังไม่ได้เปิดบริการเชิงพาณิชย์แก่คนทั่วไป แต่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะไร้บริการดาวเทียม LEO เพราะ Eutelsat OneWeb เข้ามาให้บริการผ่าน บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT แล้ว
กสทช. อนุญาตให้ NT ใช้โครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ OneWeb เพื่อให้บริการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.67 ก่อนที่ NT และ Eutelsat OneWeb จะเปิด Satellite Network Portal หรือ SNP Gateway ที่สถานีดาวเทียมสิรินธร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 25 มี.ค.68
จากนั้น NT เปิดตัวบริการ NT nexConnect เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.68 ผ่านโครงข่าย OneWeb ซึ่งมีดาวเทียมมากกว่า 600 ดวง โดย NT ระบุว่าเป็นผู้แทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการรายเดียวของ Eutelsat OneWeb สำหรับบริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม LEO ในประเทศไทย
บริการมีความเร็วตั้งแต่ 10/2 Mbps ถึง 100/20 Mbps รองรับทั้ง Fixed Land, Land Mobility และ Maritime โดยเน้นพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่โครงข่ายภาคพื้นดินเข้าไม่ถึง ภาคพลังงาน การผลิต การเดินเรือ หน่วยงานรัฐ และงานที่ต้องการระบบสื่อสารสำรอง
อย่างไรก็ตาม OneWeb/NT กับ Starlink Residential ไม่ได้อยู่ในตลาดเดียวกันทั้งหมด เพราะ NT nexConnect ในปัจจุบันให้น้ำหนักกับองค์กร หน่วยงานรัฐ และงานเฉพาะทาง ขณะที่ Starlink ในหลายประเทศทำตลาดตรงถึงผู้บริโภคทั่วไป ดังนั้น การเปรียบเทียบเฉพาะค่าบริการรายเดือนจึงอาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมด ต้องดูทั้งระดับบริการ ปริมาณข้อมูล อุปกรณ์ และเงื่อนไขของแต่ละแพ็กเกจประกอบกัน
ขณะเดียวกัน NT ก็กำลังปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจดาวเทียม โดยมีรายงานเมื่อวันที่ 18 พ.ค.69 ว่าอยู่ระหว่างทบทวนแผนสร้างดาวเทียมของตัวเอง และหันมาทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศมากขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมจากดาวเทียม GEO ไปสู่ LEO
◉ Amazon Leo เลือกทางผ่านไทยคม
ด้านคู่แข่งอีกรายที่กำลังวางโครงสร้างเข้าสู่ตลาดคือ Amazon Leo โดย บริษัท ทีซี 142 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของไทยคม ได้รับแต่งตั้งเป็น Authorized Distributor และ Landing Rights Holder สำหรับประเทศไทยแล้ว
ขั้นตอนถัดไปคือการหาผู้จำหน่ายระดับ Tier 2 เพื่อรองรับทั้งตลาด Consumer และ Enterprise โดย Amazon Leo ตั้งเป้าเริ่มให้บริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2570
ภาพดังกล่าวทำให้การแข่งขัน LEO ในไทยเริ่มมีความแตกต่างชัดเจน OneWeb เลือกเดินผ่าน NT ขณะที่ Amazon Leo วางโครงสร้างผ่านไทยคม ส่วน Starlink ยังติดอยู่กับโจทย์ว่าการเข้ามาทำธุรกิจในไทยจะใช้โมเดลใด
◉ กติกาจะผ่อน หรือ Starlink ต้องถอย?
อีกด้านหนึ่ง ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ไทยอาจกำลังเสียโอกาสในการเพิ่มทางเลือกด้านอินเทอร์เน็ตสำหรับพื้นที่ภูเขา เกาะ ชายแดน โรงเรียน สถานพยาบาล ชุมชนห่างไกล รวมถึงการมีโครงข่ายสำรองเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขณะที่ประชาชนในเวียดนามสามารถสั่งซื้อ Starlink สำหรับครัวเรือนได้แล้วในระดับค่าบริการหลักพันบาทต่อเดือน
แต่หากไทยต้องการเพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภค ทางออกจึงไม่จำเป็นต้องเหลือเพียง 2 ทาง คือ ยอมให้ SpaceX ถือหุ้น 100% หรือไม่ให้ Starlink เข้ามาเลย แต่อาจออกแบบโมเดลพาร์ตเนอร์กับบริษัทไทย หรือใช้กรอบทดลองที่กำหนดเพดานผู้ใช้ พื้นที่ ราคา คุณภาพบริการ คลื่นความถี่ การจัดการข้อมูล และมาตรการความมั่นคงอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังสามารถพิจารณาใช้กลไก USO สนับสนุนการเชื่อมต่อในพื้นที่ซึ่งโครงข่ายภาคพื้นดินเข้าไม่ถึง ทั้งโรงเรียน สถานพยาบาล และชุมชนห่างไกล เพื่อให้ประโยชน์ของ LEO ไม่จำกัดอยู่เพียงตลาดเชิงพาณิชย์
ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามหลังรัฐบาลเริ่มขยับกติกา Landing Rights คือ หลักเกณฑ์ใหม่จะเปิดพื้นที่ให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้มากเพียงใด และจะเชื่อมต่อกับข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้นต่างชาติอย่างไร
ฝั่ง SpaceX ก็ต้องจับตาว่า ยังยืนยันโมเดลถือหุ้นต่างชาติ 100% ตามข้อเสนอเดิมหรือไม่ หรือพร้อมพิจารณารูปแบบใหม่ เช่น การร่วมมือกับพันธมิตรไทย เพื่อให้ Starlink เข้าสู่ตลาดได้ภายใต้กติกาของประเทศ
เพราะเมื่อคู่แข่งรายอื่นหาทางเข้าสู่ตลาดไทยได้ โจทย์จึงอยู่ที่ว่า รัฐจะปรับกติกา หรือ Starlink จะปรับเงื่อนไข ใครจะขยับก่อนเพื่อให้บริการถึงมือคนไทย


