'พิพัฒน์' นั่งหัวโต๊ะบอร์ดอวกาศ ทบทวน พ.ร.บ.กิจการอวกาศ หลังลากกว่า 9 ปี รับ Starlink รุกอาเซียน พร้อมศึกษาท่าอวกาศยานแห่งแรกของไทย-ไฟเขียวโครงการอาร์เทมิส สำรวจดวงจันทร์กับ NASA
คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติเดินหน้าทบทวน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กิจการอวกาศ พ.ศ. .... และร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ. 2566-2580 ให้สอดคล้องกับบริบทประเทศที่เปลี่ยนไปทั้งด้านเทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต การลงทุน มูลค่าทางเศรษฐกิจ และความมั่นคง พร้อมวางรากฐานด้านกฎหมายและยุทธศาสตร์ระยะยาว รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รายได้ ยกระดับความมั่นคง คุณภาพชีวิต และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
การขยับครั้งนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 ส.ค.69 ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ร่วมกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี รวมถึงตัวแทนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ดิจิทัล และอวกาศ ที่ทำเนียบรัฐบาล
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กิจการอวกาศไม่ได้มีบทบาทเพียงด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม แต่กำลังกลายเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการขับเคลื่อนนโยบายอวกาศของประเทศแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจอวกาศ ความมั่นคง และเทคโนโลยีอวกาศกับการประยุกต์ใช้
"ปัจจุบันกิจการอวกาศไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้ามาเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ในฐานะเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายอวกาศของประเทศ จึงได้ร่วมสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนากิจการอวกาศของไทย ให้สามารถขับเคลื่อนระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ได้อย่างเป็นรูปธรรม" นายพิพัฒน์กล่าว
ด้านเศรษฐกิจอวกาศ ที่ประชุมเดินหน้าจัดทำ ร่างนโยบายการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ (Landing Rights) รวมถึงร่างหลักเกณฑ์ระดับรัฐสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาอนุญาต เพื่อกลั่นกรองดาวเทียมต่างชาติที่จะเข้ามาให้บริการในไทย คุ้มครองผลประโยชน์ผู้บริโภค ส่งเสริมการแข่งขัน และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนกับภาคธุรกิจเข้าถึงบริการสื่อสารคุณภาพสูง ภายใต้กรอบที่คำนึงถึงความสมดุลทางการค้า ความเป็นธรรม และความมั่นคงของประเทศ
อีกประเด็นคือการกำหนดแนวทางบริหาร ช่องสัญญาณดาวเทียมสื่อสารที่รัฐได้รับจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อนำไปใช้สำหรับบริการสาธารณะและประโยชน์ของรัฐ หรือ State Use and Public Services รองรับภารกิจทั้งหน่วยงานรัฐภาคพลเรือนและด้านความมั่นคง ภายใต้นโยบายการดำเนินงานดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสของประชาชน
ด้านกิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง แนวทางหลักอยู่ที่การเฝ้าระวังและบริหารจัดการจราจรทางอวกาศ เพื่อป้องกันภัยคุกคามทั้งมิติดิจิทัล ไซเบอร์ และห้วงอวกาศ รวมถึงรักษาความปลอดภัยเชิงพื้นที่และเสถียรภาพของประเทศ ขณะที่การดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังและบริหารจราจรทางอวกาศจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ส่วนด้านเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ ไทยจะส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาระบบดาวเทียมสำรวจโลก ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ท่าอวกาศยานแห่งแรกของประเทศไทย หรือ Thailand Spaceport เพื่อลดการพึ่งพาและการเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีอวกาศในอนาคต พร้อมนำข้อมูลจากกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกไปใช้กับเกษตรแม่นยำ การจัดการภัยพิบัติ และการประเมินมลพิษทางอากาศ PM2.5 รวมถึงพัฒนาทักษะบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต
ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ โครงการอาร์เทมิส (Artemis) โครงการสำรวจดวงจันทร์ของสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินการโดยองค์การ NASA เป็นโครงการด้านอวกาศที่สำคัญของไทย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนและช่วงเวลาของสหรัฐฯ และพันธมิตรนานาชาติ
นอกจากนี้ ไทยอยู่ระหว่างเตรียมเข้าร่วมเป็นภาคี อนุสัญญาว่าด้วยความรับผิดระหว่างประเทศต่อความเสียหายอันเนื่องจากวัตถุอวกาศ ค.ศ. 1972 ขณะที่ภาพรวมกิจการอวกาศของประเทศมีความคืบหน้าทั้งด้านนโยบาย กฎและระเบียบ เทคโนโลยีดาวเทียม การผลิตส่วนประกอบ ภารกิจอวกาศเพื่อความมั่นคง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์
นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี มองว่าศักยภาพด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเติบโต และเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศ เป็นฐานสำคัญในการขยับประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่การสร้างมูลค่าจากอุตสาหกรรมอวกาศ โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจร แต่ต้องนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงและคุณภาพชีวิตของประชาชน
"เทคโนโลยีอวกาศคือ โอกาสในปัจจุบันของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีบุคลากรที่มีศักยภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเติบโต และมีพันธมิตรจากทั่วโลกที่พร้อมพัฒนาไปกับเรา เป้าหมายสูงสุดของไทย ไม่ใช่เพียงแค่การส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร แต่คือการใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูง (New Space Economy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ และปักหมุดประเทศไทยให้ยืนได้อย่างสง่างามในเวทีอวกาศในระดับโลก" นายพชรกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กิจการอวกาศ พ.ศ. .... และร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ. 2566-2580 ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเริ่มดำเนินการ โดยร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2560 ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติในปี 2563 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการในปี 2564 แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมากว่า 9 ปี กฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในสถานะร่าง ขณะที่ร่างแผนแม่บทอวกาศแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2580 มีการจัดทำและหารืออย่างน้อยตั้งแต่ปี 2565 และยังถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้งในการประชุมบอร์ดอวกาศเมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี การลงทุน เศรษฐกิจ และความมั่นคง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ ธุรกิจดาวเทียมต่างชาติกำลังรุกขยายตลาดในภูมิภาค โดยเฉพาะ Starlink ของ SpaceX ที่เดินหน้าขยายบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ในอาเซียน ล่าสุดเริ่มรับคำสั่งซื้อบริการเชิงพาณิชย์ในเวียดนามเมื่อวันที่ 13 ส.ค.69 ส่งผลให้เวียดนามเป็นตลาดที่ 6 ของ Starlink ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และติมอร์-เลสเต
ขณะที่ ในไทย Starlink เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติเป็นการชั่วคราวในบางภารกิจ เช่น งานด้านมนุษยธรรม แต่การให้บริการดาวเทียมต่างชาติในประเทศยังเกี่ยวข้องกับกรอบ Landing Rights และการอนุญาตของ กสทช. จึงทำให้การทบทวนกฎหมายอวกาศ แผนแม่บท และกติกา Landing Rights ครั้งนี้มีความสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันของผู้ให้บริการดาวเทียมต่างชาติที่กำลังขยายตัวเข้ามาใกล้ตลาดไทยมากขึ้น


