'NT' รับธุรกิจดาวเทียมเปลี่ยนเร็ว แผนยิงดาวเทียม 126 องศาฯอาจไม่คุ้มทุน ชงบอร์ดทบทวน ยอมเสียค้ำประกัน 100 ล้าน หันจับมือจีน-อังกฤษลุย GEO-LEO
เมื่อวันที่ 18 พ.ค.69 พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า NT เตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัท หรือบอร์ด NT ในวันที่ 25 พ.ค.2569 เพื่อพิจารณาทบทวนแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่ในตำแหน่งวงโคจร 126 องศาตะวันออก ซึ่งเป็นสิทธิวงโคจรที่บริษัทชนะการประมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช. เมื่อปี 2566 โดยขณะนี้มีแนวโน้มสูงว่า NT อาจยุติแผนลงทุนดังกล่าว และคืนสิทธิวงโคจรให้ กสทช. แม้จะต้องรับภาระถูกริบเงินค้ำประกันประมาณ 100 ล้านบาท เนื่องจากประเมินว่าการลงทุนสร้างดาวเทียมดวงใหม่ในปัจจุบันอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกต่อไป
ทั้งนี้ การทบทวนแผนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมดาวเทียมโลก จากเดิมที่พึ่งพาดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า หรือ GEO ไปสู่ดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO มากขึ้น เนื่องจากดาวเทียม LEO มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครอบคลุมและตอบสนองการใช้งานยุคดิจิทัลได้รวดเร็วกว่าระบบเดิม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ บอร์ด NT สั่งหั่นงบลงทุนต่ำกว่า 4,000 ล้าน เบรกโบนัสสวนฐานะองค์กร
◉ โจทย์กำกับร้อน! จับตา 'ไชยชนก' ต่ออายุซีอีโอ NT ยันเกษียณ
พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า ในช่วงที่ NT เข้าประมูลวงโคจรดาวเทียมเมื่อปี 2566 บริบทของตลาดยังแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก แต่ในช่วงเวลาเพียง 2-3 ปี เทคโนโลยี LEO เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการใช้งานและรูปแบบการแข่งขันในธุรกิจดาวเทียมเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ดาวเทียม GEO ดวงใหม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่า 3,000 ล้านบาท จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเหมาะสมกับทิศทางตลาดและสถานะทางการเงินของบริษัทหรือไม่
เดิม NT เข้าร่วมประมูลวงโคจรดาวเทียมตามนโยบายของรัฐบาลและคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ เพื่อรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศ รวมถึงรองรับภารกิจด้านความมั่นคงและการสื่อสารภาครัฐ โดยบริษัทชนะการประมูลวงโคจรชุดที่ 4 ตำแหน่ง 126 องศาตะวันออก ด้วยมูลค่าเพียง 9 ล้านบาท ซึ่งในเวลานั้นถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดธุรกิจดาวเทียมแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างอุตสาหกรรมอวกาศและการสื่อสารผ่านดาวเทียมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว NT จึงเริ่มปรับบทบาทจากการเป็น เจ้าของดาวเทียม ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและพันธมิตรเชิงระบบมากขึ้น โดยลดการลงทุนสร้างและยิงดาวเทียมด้วยตัวเอง และหันไปใช้แนวทางร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศแทน
ปัจจุบัน NT มีพันธมิตรด้านดาวเทียมแล้วอย่างน้อย 3 โครงการ ประกอบด้วยพันธมิตรจากจีน 2 ราย และจากอังกฤษ 1 ราย เพื่อรองรับการให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งในกลุ่ม GEO และ LEO โดยหนึ่งในพันธมิตรสำคัญคือโครงการ Spacesail เครือข่ายดาวเทียม LEO จากจีน ซึ่งดำเนินการโดย Shanghai Spacecom Satellite Technology หรือ SSST ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลเซี่ยงไฮ้และสถาบันวิทยาศาสตร์จีน โดยมีเป้าหมายพัฒนากลุ่มดาวเทียมอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX
นอกจากนี้ NT ยังร่วมมือกับ China Satcom เพื่อนำดาวเทียม ChinaSat-26 เข้ามาให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงในประเทศไทย โดย ChinaSat-26 เป็นดาวเทียม GEO ประเภท High Throughput Satellite หรือ HTS ที่ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับทั้งการใช้งานภาคพื้นและบนยานพาหนะ เช่น เรือและเครื่องบิน เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบสื่อสารและรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ พันธมิตรดาวเทียมจากจีนทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในไตรมาส 1 ปี 2570
ขณะเดียวกัน NT ยังมีพันธมิตรจากอังกฤษ คือ Eutelsat OneWeb หรือ OneWeb ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการดาวเทียม LEO รายใหญ่ของโลก โดยปัจจุบันเปิดให้พันธมิตรต่างชาติเข้ามาติดตั้งเกตเวย์และสถานีภาคพื้นในประเทศไทยแล้วที่ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี เพื่อรองรับการให้บริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมในภูมิภาค
พ.อ.สรรพชัยย์ กล่าวว่า แม้ดาวเทียม GEO ยังมีบทบาทในบางภารกิจ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการสื่อสารเฉพาะทาง แต่ภาพรวมตลาดกำลังขยับไปสู่ LEO อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น NT จึงต้องปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับการแข่งขันและพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนไป
ด้วยเหตุนี้ NT จึงเลือกแนวทางสร้างพันธมิตรกับผู้ให้บริการดาวเทียมต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนและยุโรป แทนการลงทุนสร้างดาวเทียมเองทั้งหมด ซึ่งช่วยลดภาระเงินลงทุนจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้รวดเร็วขึ้น และนำบริการดาวเทียมมาใช้รองรับภารกิจของประเทศได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับบทบาทใหม่ของ NT ที่ต้องการวางตัวเป็น Neutral Infrastructure Provider หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานกลางของประเทศ โดยเน้นการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน หรือ Infrastructure Sharing เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน และสร้างรายได้จากบริการดิจิทัลมากกว่าการแข่งขันเชิงโครงข่ายแบบเดิม ขณะเดียวกัน สถานะทางการเงินของ NT ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องระมัดระวังการลงทุน โดยคาดการณ์ว่าปี 2569 บริษัทจะยังขาดทุนประมาณ 5,891 ล้านบาท จากรายได้รวมราว 40,100 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากธุรกิจดาวเทียมคาดว่าจะอยู่ที่เพียงประมาณ 200-300 ล้านบาทเท่านั้น
สำหรับปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการ มาจากการหายไปของรายได้จากธุรกิจโมบายล์ รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายจากโครงการเกษียณก่อนกำหนดเพื่อปรับลดบุคลากร ซึ่งส่งผลต่อฐานะการเงินขององค์กรในระยะสั้น ดังนั้น การตัดสินใจลงทุนสร้างดาวเทียมใหม่มูลค่าหลายพันล้านบาทจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างการเงินของบริษัทในช่วงเปลี่ยนผ่าน
แม้ NT มีแนวโน้มชะลอหรือยุติแผนยิงดาวเทียมดวงใหม่ในตำแหน่งวงโคจร 126 องศาตะวันออก แต่บริษัทยังเดินหน้าธุรกิจอวกาศในอีกมิติ โดยเฉพาะตลาด LEO ที่มุ่งเน้นบริการเฉพาะทาง เช่น การเชื่อมต่อพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายฝั่งทะเล การใช้งาน IoT ด้านสิ่งแวดล้อมและการป้องกันไฟป่า รวมถึงงานด้านความมั่นคงและ Data Sovereignty หรืออธิปไตยข้อมูล ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของหลายประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและข้อมูลมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น


