xs
xsm
sm
md
lg

'การดี' ยื่น 'ไชยชนก' เบรก TH-AI Passport ชำแหละ 5 ปม ไม่คุ้ม-ข้อมูลไหลนอก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'การดี' ยื่นกระทรวงดีอี ทบทวน-ยกเลิก TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท ตั้ง 5 ข้อสงสัย ทั้งความโปร่งใส คุณภาพ AI ต่ำกว่าใช้ฟรี Pay per Use ไม่ชัด และเสี่ยงกระทบอธิปไตยข้อมูล

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.69 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ขอให้ทบทวน แก้ไข หรือยกเลิกโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนายไชยชนกติดภารกิจประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมอบหมายให้นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เป็นผู้รับหนังสือแทน

ดร.การดีระบุผ่านหนังสือว่า โครงการ TH-AI Passport เป็นโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ วงเงิน 1,621 ล้านบาท ซึ่งใช้งบประมาณของรัฐและเงินภาษีประชาชน จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบทั้งด้านความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีพิจารณาทบทวนโครงการอย่างรอบคอบ ก่อนเดินหน้าตรวจรับงานและเบิกจ่ายงบประมาณในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบความคืบหน้าพบว่า กระทรวงดีอีลงนามในสัญญาโครงการเมื่อวันที่ 7 เม.ย.69 ขณะที่ผู้รับจ้างได้ส่งมอบงานงวดที่ 1 เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 20 ของวงเงินสัญญา หรือประมาณ 324.2 ล้านบาท แม้กระทรวงจะชี้แจงว่ากระบวนการตรวจรับยังไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้างก็ตาม

นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวยังอ้างถึงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 97 ซึ่งเปิดทางให้หน่วยงานของรัฐแก้ไขข้อตกลงในสัญญาเพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมถึง TOR ข้อ 15.4 และข้อ 15.4.2 ที่กำหนดให้สำนักงานสามารถยกเลิกการจัดจ้างได้ หากการจัดซื้อจัดจ้างก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น ตามความเห็นที่ระบุในหนังสือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีจึงสามารถสั่งให้ปรับปรุงขอบเขตงาน ลดวงเงินจัดซื้อจัดจ้าง หรือพิจารณายกเลิกโครงการได้ โดยต้องดำเนินการให้โปร่งใส คุ้มค่า และไม่สร้างภาระความเสียหายแก่รัฐ

ขณะเดียวกัน ดร.การดีได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการรวม 5 ประเด็น โดยประเด็นที่ 1 เป็นข้อสงสัยด้านความโปร่งใสและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการอนุมัติโครงการดำเนินการอย่างเร่งรัดผิดปกติ อีกทั้งยังมีการแก้ไขเงื่อนไขสำคัญใน TOR ในช่วงรัฐบาลรักษาการ รวมถึงกำหนดเงื่อนไขบางประการที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการเอื้อประโยชน์แก่ผู้รับจ้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจรับหรือเบิกจ่ายงบประมาณ

ประเด็นที่ 2 เป็นข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าและคุณภาพของระบบ โดยวัตถุประสงค์เริ่มต้นของโครงการคือการมอบสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับมืออาชีพ หรือรุ่น Pro และ Premium ให้ประชาชนจำนวน 5 ล้านคน อย่างไรก็ตาม หนังสือระบุว่า จากการทดลองใช้งานระบบ Generative AI ภายใต้ชื่อ AiPass พบว่าประสิทธิภาพบางส่วนต่ำกว่าโปรแกรม Generative AI แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ประชาชนสามารถใช้งานได้ทั่วไป พร้อมเปรียบเทียบกับโครงการของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ซึ่งใช้งบประมาณ 2.4 ล้านบาท แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกัน


ดร.การดีจึงเห็นว่า การใช้งบประมาณถึง 1,621 ล้านบาทอาจไม่สอดคล้องกับคุณภาพและผลลัพธ์ที่ได้รับ อีกทั้งยังเสี่ยงทำให้งบประมาณสูญเปล่า โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการอาจไม่มีโครงสร้างพื้นฐานหรือนวัตกรรมที่ตกทอดเป็นทรัพย์สินหรือองค์ความรู้ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นที่ 3 เป็นความไม่ชัดเจนของเกณฑ์การจ่ายเงินตามการใช้งานจริง หรือ Pay per Use และ Pay per Active User โดยหนังสือระบุว่า แม้หน่วยงานจะชี้แจงว่าจะปรับรูปแบบการจ่ายเงินให้สัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้งานจริง แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีนับจำนวน Token นิยามของคำว่า Active User วิธีตรวจสอบว่ามีการใช้งานจริง รวมถึงราคากลางต่อหน่วย

ดังนั้น หากไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม อาจเกิดความเสี่ยงต่อการเบิกจ่ายเงินเกินกว่าการใช้งานจริง รวมถึงเปิดช่องให้เกิดปัญหาในระดับนโยบายได้ จึงเสนอให้สัญญาหรือเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับปรับปรุงระบุเกณฑ์ทั้งหมดอย่างละเอียด โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ประเด็นที่ 4 เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตาม TOR และอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) เนื่องจาก TOR ข้อ 2.2 กำหนดให้จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานภายในประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกใช้งานโมเดล AI จากต่างประเทศอาจมีการส่งข้อมูลไปประมวลผลบนเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่นอกประเทศ

หนังสือจึงตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และอาจกระทบต่อความมั่นคง รวมถึงอธิปไตยทางข้อมูลของประเทศไทยในระยะยาว นอกจากนี้ TOR ข้อ 4.2.2.1 ยังกำหนดให้ระบบ Generative AI มีผลิตภัณฑ์หรือยี่ห้อระดับ Pro หรือ Premium ซึ่งปกติต้องเสียค่าบริการอย่างน้อย 8 ผลิตภัณฑ์ แต่จากการทดลองใช้งาน ผู้ยื่นหนังสือเห็นว่าระบบ AiPass ยังมีคุณสมบัติด้อยกว่าผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาดในหลายด้าน

ส่วนประเด็นที่ 5 เป็นข้อกังวลเกี่ยวกับการขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่ชัดเจน โดยหนังสือระบุว่า แม้โครงการจะใช้งบประมาณระดับพันล้านบาท แต่ยังไม่มีเป้าหมายหรือตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่สามารถประเมินได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า โครงการสามารถยกระดับทักษะด้าน AI ของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด จึงอาจสะท้อนถึงการขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ในการดำเนินโครงการ

ด้วยเหตุนี้ ดร.การดีและคณะจึงเรียกร้องให้นายไชยชนกใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง สั่งการให้ทบทวนโครงการ ปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ หรือพิจารณายกเลิกสัญญา TH-AI Passport โดยเร่งด่วน เพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชนและรักษาประโยชน์สาธารณะสูงสุด พร้อมระบุว่า หากรัฐมนตรีได้รับทราบข้อท้วงติงและข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว แต่ยังปล่อยให้มีการตรวจรับงานหรือเบิกจ่ายงบประมาณต่อไปโดยไม่นำข้อเสนอไปพิจารณา อาจถูกตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ และอาจต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นตามกระบวนการทางกฎหมาย

สำหรับหนังสือฉบับนี้ มีรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ร่วมสนับสนุน ได้แก่ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง, นายพศิน ปิตุเตชะ, นายกรณ์ จาติกวณิช, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายกาญจน์ ตั้งปอง, น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี, นายอัมพร พินะสา และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ โดยขอให้กระทรวงดีอีพิจารณาและดำเนินการต่อข้อเสนออย่างเร่งด่วน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ดร.การดี' ซักคุ้มงบ TH-AI Passport 'ดีอี' ยันดันใช้ AI แตะ 19%
TH-AI Passport รอสรุปเงื่อนไขสัญญา ตรวจรับคุยเอกชน 2 รอบ จ่ายตามยอดใช้จริง
'การดี' ขยับเกมค้าน TH-AI Passport ซัดแพงผิดปกติ-ปล้นรัฐ 1,600 ล้าน
TH-AI Passport รออัยการสูงสุดเคาะแก้สัญญาแนบท้าย 31 ก.ค.69 แค่ทดสอบ UAT ยังไม่เปิดใช้จริง