โครงการ TH‑AI Passport หรือ AI Passport หลังเวทีรับฟัง 11 มิ.ย. 69 ยังมี “การบ้าน” ใหญ่ 9 ข้อที่รัฐบาลต้องตอบสังคมอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้ ทั้งในมุมเทคโนโลยี นโยบาย และความโปร่งใสของข้อมูล แม้ว่าร่างขอบเขตงาน (TOR) จะไม่สามารถแก้ไขได้แล้วก็ตาม ตามที่นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า TOR ของโครงการ TH-AI Passport นั้นแก้ไม่ได้ แต่สามารถแก้รายละเอียดในสัญญางวดงานได้ และการรับฟังความเห็น 11 มิ.ย. จะนำไปให้ผู้รับจ้างปรับให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สถานการณ์นี้แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่าแม้ TOR จะเปลี่ยนไม่ได้เพราะเซ็นสัญญาไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังทำได้นั้นมีอยู่ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจาก “การแก้สเปก” มาเป็นการบริหารสัญญาเอา ซึ่งเมื่อรวบรวมกระแสบนโซเชียล และข้อกังวลจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงฝ่ายตรวจสอบ พบว่ารายการหรือ Check‑list งานแก้ที่รัฐบาลต้องติดตามส่งให้สังคมเข้าใจก่อนจะเริ่มโปรเจ็กต์ นั้นมีตั้งแต่เรื่องการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัดให้ชัด ไปจนถึงการลงรายละเอียดการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม เพื่อให้เวทีวันนี้เห็นผลในการปฏิบัติจริง
ไม่ใช่แค่รับฟังไว้พอเป็นพิธี
***ซื้ออะไร เพื่อใคร ต้องชัดกว่านี้
การบ้านข้อแรกเป็นเรื่องของกลยุทธ์ ที่ผ่านมารวมถึงในเวทีนี้ รัฐบาลตอบเรื่อง "ซื้ออะไร เพื่อใคร และวัดความสำเร็จอย่างไร” แบบที่ยังชี้ได้ไม่ชัดว่า โจทย์หลักของโครงการ AI Passport นั้นจะคุ้มค่าจริง ๆ
เป้าหมายว่า "ยกระดับทักษะดิจิทัลมวลชน, เพิ่มอัตราการเข้าถึง AI และลดค่าใช้จ่ายประชาชน ให้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ระดับ Pro ได้ฟรี 1 ปี 5 ล้านคน เพื่อปูทางสู่การพัฒนา AI และ LLM ของไทยด้วยข้อมูลการใช้งานของคนไทยเอง" นั้นเป็นเรื่องที่ถูกพูดพร้อมกัน แต่คนไทยยังไม่เห็นตัวเลขหลักที่เป็นเหมือนดาวเหนือที่สังคมจะมีอารมณ์ร่วมและพร้อมเดินตาม เช่น จำนวนผู้ใช้ที่จะมีรายได้เพิ่ม หรือผลผลิตที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนธุรกิจที่จะลดลง
เวทีรับฟังความเห็นนั้นชี้ว่า ด้วยเงินงบประมาณมากกว่า 1,600 ล้านบาท รัฐบาลควรกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ หรือ KPI ที่วัดผลทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริงจัง ไม่ใช่แค่ตัวเลขลงทะเบียน ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลพูดถึงเป้าหมาย 5 ล้านคน งบเฉลี่ย 324 บาท/ปี/คน แต่ไม่ประกาศ KPI ว่าต้องสร้างมูลค่าเพิ่มกลับประเทศเท่าไร เพื่อให้คุ้ม 1,600 ล้านบาท
นอกจากนี้ สังคมยังต้องการให้รัฐบาลชี้แจงให้ชัดเจนว่า AI Passport เป็นแพลตฟอร์มถาวร หรือโปรเจกต์ทดลอง 1 ปี เพราะถ้าเป็นพื้นที่ลองเล่นหรือ sandbox 1 ปี จะต้องบอก roadmap ว่าหลังครบกำหนดสิทธิ์ 1 ปี จะเกิดอะไรกับผู้ใช้ หรือตั้งใจจะต่อยอดอย่างไร ซึ่งถ้าตั้งใจเป็นโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ก็ต้องวางแนวทางจัดการระยะยาว, แหล่งงบประมาณ, รวมถึงรูปแบบการจัดซื้อรอบต่อไปด้วย
การบ้านข้อ 2 คือการพิสูจน์ความคุ้มค่า และตอบข้อสงสัยเรื่องล็อกสเปกให้ดีกว่านี้
รัฐบาลอธิบายแล้วว่าใช้งบประมาณราว 1.6 พันล้านบาท เพื่อให้ 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับ Pro 1 ปี ผ่านแพลตฟอร์มรวมหลายโมเดล แต่สังคมยังต้องการเปรียบเทียบต้นทุนต่อผู้ใช้ กับราคาที่ซื้อแพ็กเกจตรงจากผู้ให้บริการ (OpenAI, Google, Microsoft ฯลฯ) หรือแจกคูปอง/เงินสนับสนุนให้ประชาชนซื้อเอง ซึ่งตามผลสำรวจ ประชาชนต้องการ “คูปอง AI” สูงสุด 48.9%
ในส่วนหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับงาน ไม่ว่าจะมีความมัวๆ ชวนสงสัยว่ามีการเปิดให้แข่งเต็มที่หรือไม่ขนาดไหน แต่ก็ควรมีการเปิดเอกสารเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกตรวจสอบได้ โดยไม่ยกข้ออ้างความลับเชิงพาณิชย์จนเกินจำเป็น
การบ้านข้อ 3 คือสร้างความโปร่งใสทั้งกระบวนการ ไม่ใช่แค่คำพูด เพราะแม้จะย้ำเรื่องความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง และตรวจสอบได้ แต่ความไว้ใจนั้นต้องการมากกว่าคำยืนยัน
เวทีรับฟังความเห็น 11 มิ.ย. 69 สะท้อนความต้องการให้รัฐตั้งคณะกรรมการกำกับนโยบาย ที่มีทั้งนักวิชาการด้าน AI, Data Protection, จริยธรรมดิจิทัล และตัวแทนภาคประชาสังคม รวมถึงผู้ใช้จากกลุ่มต่างๆ เช่น เกษตรกร, SME, แรงงาน, นักเรียน, ผู้สูงอายุ ให้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลการดำเนินงาน และมีสิทธิ์เสนอให้ปรับหรือหยุดบางส่วน หากพบปัญหา
ทีม AI Passport จะต้องรายงานความคืบหน้ารายไตรมาส ทั้งจำนวนผู้ลงทะเบียน, จำนวนผู้ที่เรียนจบคอร์ส, การกระจายตามภูมิภาค/กลุ่มอาชีพ รวมถึงปัญหาที่พบ และแผนการแก้ไข เพื่อให้โครงการนี้ไม่เป็นโครงการที่ไร้ประโยชน์ จนใกล้หมดสัญญา
***เก็บข้อมูลอะไร ส่งให้ใคร?
การบ้านข้อ 4 คือต้องตอบให้เคลียร์เรื่องดึงข้อมูลการใช้งาน ไปพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ThaiLLM เป็นทรัพย์สินของชาติ ว่ามีการเก็บข้อมูลอะไร ส่งให้ใคร และใช้ทำอะไร
รัฐต้องนิยามให้ชัดว่าการเก็บข้อมูลแบบไม่ระบุชื่อนั้นหมายถึงระดับไหน ใช้เทคนิคอะไร และใครเป็นคนรับรองว่าปลอดภัย โครงการนี้ต้องระบุว่าเก็บข้อมูลคำสั่ง (prompt), คำตอบ (response), หรือข้อมูลเมตะดาต้ารวม (metadata) รวมถึงการคลิก ฯลฯ อย่างไรและเก็บนานเท่าใด เรียกว่าควรเปิดเผยให้ทราบว่าข้อมูลของผู้ใช้จะถูกใช้เพื่ออะไร และไม่ถูกใช้เพื่ออะไร เช่น การโฆษณาการเมือง, การจัดอันดับความเชื่อถือหรือ credit scoring โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือการจำกัดสิทธิ์สวัสดิการ เป็นต้น โดยต้องให้ผู้ใช้เลือก Opt‑out หรือปิดไม่ให้ใช้ข้อมูลเพื่อเทรน ThaiLLM ได้ โดยยังใช้สิทธิ์ AI Passport ได้ตามปกติ ถ้ารัฐต้องการสร้างความมั่นใจระยะยาว
ในส่วน ThaiLLM ที่จะเกิดมา ความชัดเจนที่ต้องมีคือใครจะเป็นเจ้าของโมเดล ใครเป็นผู้ดูแล ใครอนุญาตให้หน่วยงานอื่นใช้ ThaiLLM ในภายหลัง ตรงนี้ควรต้องมีบอร์ดอิสระช่วยกำกับเมื่อ ThaiLLM ถูกใช้ในงานอ่อนไหว เช่น งานยุติธรรม หรือการตรวจสอบประชาชน
การบ้านข้อ 5 คือการทำให้โครงการ AI Passport ปลอดภัยแต่ไม่ปิดกั้นเกินเหตุ เพราะเมื่อรัฐเป็นคนรวมและเป็นหน้าบ้านของหลายโมเดล AI ความเสี่ยงเรื่องเนื้อหาที่เป็นอันตราย, เนื้อหาที่ทำให้เกิดความกลียดชัง, ข้อมูลเท็จ, เนื้อหาทางเพศ และการเมือง จะถูกโยนมาที่รัฐโดยตรง
สิ่งที่ AI Passport ต้องทำได้ คือการประกาศนโยบายใช้ AI อย่างปลอดภัย ว่าใช้กลไกอะไร นอกจากตัวกรองของผู้ให้บริการโมเดลเอง ไม่แน่ โครงการนี้อาจต้องมี กระบวนการอุทธรณ์ เมื่อผู้ใช้มองว่าระบบบล็อกคำถาม/คำตอบแบบไม่เป็นธรรม หรือมีอคติด้วย
การบ้านข้อ 6 คือการทำอย่างไรไม่ให้ AI Passport กลายเป็นโครงการสำหรับคนที่มีเน็ตและมีโน้ตบุ๊กแล้วเท่านั้น เพราะผลสำรวจชี้ว่าคนไม่ได้ต้องการแค่เครื่องมือ AI แต่ต้องการระบบสนับสนุนครบวงจร ทั้งเงินทุน, การอบรม, ศูนย์เรียนรู้ในชุมชน และที่ปรึกษา ขณะที่ TOR และคำชี้แจงรัฐระบุเพียงว่าจะมีการฝึกอบรมศูนย์ดิจิทัลชุมชน, Bootcamp, การแข่งขัน, สื่อประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงควรต้องมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือ Target ให้ชัด ว่าแต่ละกลุ่ม เช่น เกษตรกร, SME รายย่อย, แรงงานนอกระบบ, ผู้สูงอายุ, คนพิการ จะมีชุดการเรียนรู้แบบใดบ้าง
การบ้านข้อ 7 คือการอบรมที่ต้องไม่หยุดแค่คอร์สออนไลน์ เพราะแม้แนวคิดเรียนก่อนเพื่อแลกสิทธิ์ใช้งานหรือ Learn to Earn และการเพิ่มทักษะ Upskill/Reskill โดยร่วมมือกับ Google, Microsoft, OpenAI ฯลฯ นั้นถือเป็นจุดแข็ง แต่คอร์สเรียนที่ดีเหล่านี้อาจไม่เกิดประโยชน์ หากไม่มีสะพานเชื่อมเข้าสู่ตลาดแรงงานและอาชีพ
เสียงจากเวทีรับฟัง สะท้อนว่าโครงการนี้ควรวัดผลได้ว่าผู้ที่เรียนจบคอร์สแล้ว ได้ใช้ AI ในงานจริงบ่อยแค่ไหน และมีผลต่อรายได้อย่างไร แยกตามกลุ่มอาชีพไปเลยยิ่งดี
การบ้านข้อ 8 เกี่ยวกับความปลอดภัย เพราะในเมื่อระบบนี้ถูกดำเนินการโดยรัฐ ต้องมีคำตอบชัดเจนว่าโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง Cloud, API Gateway, Identity system จะมีมาตรการ Cybersecurity ระดับไหน ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบถ้าเกิดข้อมูลรั่ว การแฮ็ก ซึ่งต้องมีแผนรับมือเตรียมไว้ด้วย
การบ้านข้อ 9 นั้นครอบคลุมทุกข้อ นั่นคือการนำเสียงวิจารณ์ไปสู่การปรับ “วิธีใช้” ภายใต้สัญญา เพราะแม้ TOR จะเปลี่ยนไม่ได้ แต่สัญญามักเปิดช่องให้ตกลงร่วมกันเพิ่มเติมในบางเรื่องได้ เช่น เปลี่ยนสัดส่วนโครงการให้เน้นกลุ่มเปราะบางมากขึ้น หรือเพิ่มข้อกำหนดด้านมาตรฐานการตรวจสอบที่สูงขึ้น ทั้งหมดนี้ทำได้ผ่านบันทึกข้อตกลงแนบท้าย หากคู่สัญญายอมรับและถ้าโครงสร้างสัญญาเปิดช่องให้
ที่สุดแล้ว การบ้านที่คนไทยต้องรอตรวจและให้คะแนน คือคำประกาศอย่างเป็นทางการว่ามีประเด็นไหนจากเวทีรับฟัง หรือจากโซเชียลที่นำไปทำจริง และประเด็นไหนที่รัฐบาลไม่ได้ทำ ซึ่งก็ต้องมีเหตุผลที่ฟังขึ้น
ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าสอบไม่ผ่าน ไม่ได้เรื่องอย่างที่คุยโม้ไว้.


