xs
xsm
sm
md
lg

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา ‘ประเสริฐ อภิปุญญา’ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แฟ้มภาพ : ประเสริฐ อภิปุญญา
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา "ประเสริฐ อภิปุญญา" อดีตรองเลขาฯ กสทช. มีความผิดทางวินัยร้ายแรงจงใจปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มีการกระทำได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงในคดีสอดไส้ชื่อ ผอ.หญิงรับเงินตอบแทนประจำปีทั้งที่ขาดคุณสมบัติ เผยสถานะปัจจุบัน ‘ประเสริฐ’ เป็นหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้นายประเสริฐ อภิปุญญา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีความผิดทางวินัยร้ายแรงฐานจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ผู้อื่นได้ผลประโยชน์ที่มิควรได้ และฐานกระทำการอื่นอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1202/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1188/2566 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 และอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา สืบเนื่องจากนายประเสริฐ อภิปุญญา ยื่นฟ้องเลขาธิการ กสทช. สำนักงาน กสทช. และประธานกสทช.ต่อศาลปกครองชั้นต้นขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่นายประเสริฐ ออกจากงานเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2556 กรณีนายประเสริฐ ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคลขออนุมัติเงินตอบแทนแก่ น.ส.นนทรี เหมทานนท์ ผู้อำนวยการส่วนงาน สำนักประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่า น.ส.นนทรี ขาดคุณสมบัติไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งสำนักงาน กสทช.ที่ลงโทษให้นายประเสริฐออกจากงาน ต่อมาเลขาธิการ กสทช. สำนักงาน กสทช. และประธาน กสทช.ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด

ในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดระบุว่า น.ส.นนทรี ขอลาศึกษาต่อแบบเต็มเวลาและไม่มีหลักฐานการทำงานที่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนตามระเบียบสำนักงาน กสทช.ว่าด้วยการลาของพนักงานและลูกจ้าง พ.ศ.2552 จึงไม่ได้รับการเสนอชื่อให้ได้รับค่าตอบแทนประจำปี 2553 เนื่องจากขาดคุณสมบัติ และก่อนหน้านี้ไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนเงินเดือนไปแล้ว

นายประเสริฐ ซึ่งเดิมเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. และรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคลสั่งการให้นายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้อำนวยการส่วนระบบทรัพยากรบุคคล เพิ่มชื่อ น.ส.นนทรี เป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน แต่นายสุธีระ ทักท้วงเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้องตามระเบียบและไม่ปฏิบัติตาม

เมื่อนายสุธีระ เสนอรายชื่อผู้ได้รับค่าตอบแทนประจำปี 2553 ที่ไม่มีชื่อ น.ส.นนทรี ให้นายประเสริฐ พิจารณาอนุมัติ นายประเสริฐ ขอไฟล์เอกสารที่เป็น Word และ Excel เพื่อแก้ไขปรับปรุงเพิ่มชื่อ น.ส.นนทรี ให้ได้รับค่าตอบแทน

จากนั้นนายประเสริฐ ทำหนังสือเสนอต่อศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ ประธานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กทช.) ให้วินิจฉัยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนภายหลังที่มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ น.ส.นนทรี ไปแล้วเป็นเงิน 89,651 บาท ทำให้สำนักงาน กสทช.ได้รับความเสียหาย

ในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดระบุว่า นายประเสริฐ ยอมรับว่าได้ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มชื่อ น.ส.นนทรี เข้าไปในรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนประจำปี 2553 แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตาม นายประเสริฐ จึงเพิ่มชื่อ น.ส.นนทรี ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าตอบแทนประจำปี พ.ศ.2553 เอง ซึ่งผู้ฟ้องคดีคือนายประเสริฐ ในฐานะรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรบุคคล ย่อมต้องรู้หรือควรรู้ว่า น.ส.นนทรี ไม่ได้รับการพิจารณาประเมินผลตัวชี้วัดรายบุคคลหรือ PKI (Personal Key Performance Indicator) และไม่ได้อยู่ปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ.2553 ไม่น้อยกว่า 6 เดือน รวมทั้งไม่ได้ปฏิบัติงานจนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2553

ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าในปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ก็ไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนเนื่องจากลาศึกษาต่อแบบเต็มเวลา และมีระยะเวลาปฏิบัติหน้าที่น้อยกว่า 6 เดือนอีกด้วย แต่นายประเสริฐ กลับมีหนังสือสำนักงาน กสทช.ลับ ด่วนลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 เรื่องการดำเนินการตามมติ กทช.เสนอต่อศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ประธาน กทช.ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เพื่อพิจารณาเห็นชอบการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทน

ในคำพิพากษาระบุว่า เมื่อพิจารณาหนังสือฉบับดังกล่าว ก็ไม่ใช่ขอให้ประธาน กทช.วินิจฉัยปัญหาการปฏิบัติตามระเบียบ กสทช.ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนประจำปี พ.ศ.2550 แต่เป็นเพียงหนังสือขอความเห็นชอบจากประธาน กทช.ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เท่านั้น

‘เมื่อพิเคราะห์ถึงตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบและพฤติการณ์ของนายประเสริฐแล้วเห็นว่าการกระทำของนายประเสริฐ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานจงใจปฏอบัติหน้าที่มิชอบเพื่อให้ผู้อื่นได้ผลประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ตามข้อ 48 วรรคสี่ และข้อ 49 วรรคสองของระเบียบ กสทช.ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2555 และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ 57 วรรคสอง ของระเบียบ กสทช.ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2555 ตามที่ถูกกล่าวหาจริง’

ในคำพิพากษายังระบุอีกว่า เลขาธิการ กสทช.ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจึงมีอำนาจสั่งลงโทษไล่ออกหรือปลดออกได้ แม้จะได้ความว่า น.ส.นนทรี ได้นำเงินค่าตอบแทนประจำปี พ.ศ.2553 ที่ได้รับไปแล้วมาคืน แต่เป็นการคืนเพราะนายประเสริฐแจ้งให้นำมาคืน

‘การกระทำดังกล่าวไม่ใช่เป็นการกระทำของนายประเสริฐ ที่สำนึกผิดในผลของการกระทำแต่ประการใด จึงไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษให้นายประเสริฐได้’

ศาลปกครองสูงสุดยังพิพากษาว่า คำสั่งของสำนักงาน กสทช.ที่ 210/2559 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ลงโทษไล่นายประเสริฐออกจากงานจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายอุทธรณ์ในประเด็นนี้จึงฟังขึ้น

ในคำพิพากษาระบุในตอนท้ายว่าการที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงาน กสทช.ที่ 210/2559 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ลงโทษไล่นายประเสริฐออกจากงานและเพิกถอนคำวินิจฉัยของประธาน กสทช.ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2559 ที่มีคำสั่งไม่รับคำอุทธรณ์ของนายประเสริฐไว้พิจารณาโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวและมีคำสั่งไม่รับคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 ของนายประเสริฐไว้พิจารณานั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้อง

ทั้งนี้ นายประเสริฐ ยื่นขอลาออกจากตำแหน่งรองเลขาฯ กสทช. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 จากนั้นลงสมัครคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กตป. และวุฒิสภาเห็นชอบนายประเสริฐเป็น กตป. เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556

ต่อมาเกิดเหตุรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามในคำสั่งฉบับที่ 16/2558 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ให้ระงับการปฏิบัติราชการในตำแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราวและไปปฎิบัติราชการในตำแหน่งประจำสำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 สำนักงาน กสทช.มีคำสั่งลงโทษไล่นายประเสริฐ ออกจากตำแหน่งรองเลขาฯ กสทช. และมีผลให้นายประเสริฐต้องพ้นจากตำแหน่ง กตป.

ในเดือนมกราคม 2566 นายประเสริฐแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พร้อมกับประกาศนโยบายการปราบโกง คืนความเป็นธรรมให้สังคม

‘คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีนายประเสริฐครั้งนี้จะส่งผลต่อการพิจารณาถอดถอนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่นายประเสริฐได้รับในขณะดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องพิจารณาสถานะของนายประเสริฐ ในฐานะหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย’ แหล่งข่าวใน กสทช.ระบุ


กำลังโหลดความคิดเห็น