xs
xsm
sm
md
lg

ตำรวจ สน.ดุสิต คุมตัว “เอกชัย-บุญเกื้อหนุน” 2 ผู้ต้องหาคดีพยายามประทุษร้ายพระราชินี ฝากขังศาลอาญา

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



ตำรวจ สน.ดุสิต คุมตัว “เอกชัย-บุญเกื้อหนุน” 2 ผู้ต้องหาคดีพยายามกระทำการประทุษร้ายพระราชินี ยื่นฝากขังศาลอาญา เตรียมส่งตัว"เอกชัย"เข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ (17 ต.ค.) พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ได้ควบคุมตัว นายเอกชัย หงส์กังวาน อายุ 45 ปี ภูมิลำเนา เขตบางกะปิ กทม. และ นายบุญเกื้อหนุน เป้าทอง อายุ 21 ปี ภูมิลำเนา อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ผู้ต้องหาทั้งสอง คดีร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพพระราชินี มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกต่อศาลอาญาเป็นเวลา 12 วัน ซึ่งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์ว่า ก่อนเกิดเหตุ นายศรายุทธ สังวาลย์ทอง ผู้กล่าวหา ทราบว่า จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองกลุ่มต่างๆ ได้มีการนัดหมายและชักชวนตามสื่อโซเชียลต่างๆ เพื่อทำการชุมนุมในช่วงระหว่างวันที่ 13-14 ต.ค. 2563 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม. ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เวลาประมาณ 17.20 น. นายศรายุทธ สังวาลทอง ผู้กล่าวหา ได้เดินทางไปที่บริเวณสนามมนางเลิ้ง และได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคณะราษฎร 2563 อยู่เต็มพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถขับขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปบริเวณสะพานมัฆวาน ตามที่ต้องการจะเข้าไปได้ จึงจอดรถจักรยานยนต์ไว้ที่บริเวณถนนพิษณุโลก บริเวณแยกนางเลิ้ง จากนั้นได้เดินเท้าจากบริเวณแยกนางเลิ้ง เพื่อตามไปหาภรรยา ซึ่งไปเฝ้ารับเสด็จในเส้นทางดังกล่าว เมื่อไปถึงบริเวณจุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสกัด กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ฝั่งทำเนียบรัฐบาล ขณะนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมี นายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องหาในคดีนี้ และประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จยืนปะปนกันอยู่บริเวณจุดสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำอยู่ และทำการจัดระเบียบผู้คนที่ยืนอยู่ เพื่อจะดำเนินการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ ต่อมาในเวลาประมาณ 17.30 น.เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านบริเวณถนนพิษณุโลก มุ่งหน้าแยกนางเลิ้ง บริเวณที่ นายเอกชัย หงส์กังวาน และพวกผู้ต้องหากลุ่มผู้ชุมนุมยืนอยู่ นายศรายุทธ สังวาลย์ทอง สังเกตเห็น นายเอกชัย นายบุญเกื้อหนุน และพวก ได้มีการตะโกนโห่ร้องและพูดให้ผู้ชุมนุมชู 3 นิ้ว ผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุมยังได้พยายามผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนคล้องแขนกันเป็นแนวมวลชน จำนวน 2 แถว เพื่อถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อจะเข้าไปใกล้ ซึ่งคนที่เดินตามรถยนต์พระที่นั่งสามารถเดินตามได้ทัน นายบุญเกื้อหนุน ผู้ต้องหาในคดีนี้ และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้เดินติดตามรถยนต์ไปจนถึงบริเวณแยกนางเลิ้ง จึงได้พบกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่และประชาชนที่มาคอยรับเสด็จปะปนกันอยู่ จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นใครร้องตะโกนและได้ทำสัญลักษณ์ 3 นิ้วขึ้นมาพร้อมกันด้วย จากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนวิ่งกรูเข้ามากั้นแนวเพื่อกันผู้ชุมนุมให้ออกห่างจากรถยนต์พระที่นั่ง เพื่อให้สามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้

โดยในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนมากั้นแนวนั้น ได้ร้องขอให้ประชาชนผู้ที่มารับเสด็จช่วยกันกั้นแนวไว้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีจำนวนน้อย ซึ่งผู้กล่าวหาและคนรู้จักของผู้กล่าวหา ได้เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกันแนวกั้นผู้ชุมนุม จนกระทั่งขบวนออกพ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมไปแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 40-50 คน ได้หันเข้ามาทำร้ายประชาชนที่มาช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยไล่ทำร้ายไปเป็นระยะประมาณ 3 เมตร บริเวณฝั่งมุ่งหน้าแยกยมราช จนต้องหลบหนีเข้าไปในสนามนางเลิ้ง กลุ่มผู้ชุมนุมจึงแยกย้ายถอยกลับเข้าไปในจุดที่ได้ชุมนุม ผู้กล่าวหาเห็นว่า การกระทำของนายเอกชัยกับพวกเป็นความผิดตามกฎหมาย จึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายกับนายเอกชัยและนายบุญเกื้อหนุนผู้ต้องหาในคดีนี้กับพวกเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับกระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 เวลา 09.45 น.นายบุญเกื้อหนุน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1596/2563 ซึ่งผู้ต้องหากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี” เป็นความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 110 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 80 และมาตรา 83 ได้เดินทางเข้ามามอบตัว และรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายจับดังกล่าว ส่วน นายเอกชัย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1545/2563 นั้น ตำรวจ สน.ลาดพร้าว ได้ติดตามจับกุมตัวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 เวลา 12.50 น. ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนยังระบุว่า ได้สอบสวนและควบคุมผู้ต้องหาจะครบ 48 ชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่เสร็จสิ้น จะต้องรอสอบปากคำอีก 10 ปาก รอผลตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา และเสนอสำนวนผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับชั้น จึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างการสอบสวน เป็นระยะเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 2563 -28 ต.ค. 2563 และหากผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและก่อเหตุร้ายประการอื่น

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองคนได้

กระทั่งเวลา 16.30 น. ปรากฎว่าไม่มีญาติหรือทนายความของนายเอกชัย ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด  

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะได้นำตัวนายเอกชัย ผู้ต้องหาไปคุมขังไว้ระหว่างฝากขัง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ส่วนนายบุญเกื้อหนุน ผู้ต้องหาอีกคนนั้น ล่าสุดมารดาของนายบุญเกื้อหนุน ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 3 แสนบาท ขอประกันตัว

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน เข้าพบพนักงานสอบสวนเองโดยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ประกอบกับผู้ต้องหากำลังศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงมีเหตุสมควรให้ปล่อยชั่วคราว โดยตีราคาประกัน 2 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไข ห้ามมิให้ผู้ต้องหา ไปกระทำการใดในลักษณะเช่นนี้อีก มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการประกันตัว

วันเดียวกัน พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม นำตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อายุ 59 ปี ผู้ต้องหา คดีมั่วสุมตั้งแต่10 คนขึ้นไปฯ มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 17-28 ต.ค.นี้

กรณีเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2563 ผู้ต้องหากับพวก ได้ร่วมกัน ปักหมุดคณะราษฎร บริเวณ ท้องสนามหลวง อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อหา ร่วมกันมั่วสุม ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ร่วมจัดการชุมนุมฝ่าฝืนพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ.2548 ในส่วนการชุมนุมที่เกี่ยวกับความมั่นคง และอื่นๆ ชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ท้ายคำร้องพนักงายสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว เกรงว่าผู้ต้องหากระทำผิดซ้ำ และหลบหนี

ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

ภายหลังศาลอนุญาตฝากขังนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ผู้ต้องหา แล้ว พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ยื่นขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา

แต่ศาลพิเคราะห์ประกอบคำคัดค้านของพนักงานสอบสวนแล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคงและสังคมส่วนรวม ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการขอปล่อยชั่วคราว กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว อาจจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือไปมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันอีก จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะได้ควบคุมตัวนายสมยศไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...