xs
xsm
sm
md
lg

ผบ.ตร.แถลงสรุปคดี “น้องชมพู่” มีคนรู้จักพาขึ้นไปเสียชีวิตบนเขา แต่หลักฐานยังไม่พอดำเนินคดี ยืนยันไม่เลิกสืบสวน

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.แถลงผลการสืบสวน
MGR Online -บิ๊กปั๊ด ตั้งโต๊ะแถลงคืบหน้าคดีน้องชมพู่ ยันมีคนรู้จักพาขึ้นภูเหล็กไฟ ก่อนปล่อยให้เสียชีวิต เปิด 8 เหตุผลขึ้นไปเองไม่ได้ ยอมรับยังไม่มีหลักฐานพอดำเนินคดี แต่ยังไม่หยุดสืบสวนลุงพล-ป้าแต๋น รุดฟังการแถลง ยอมรับพอใจ ผบ.ตร.ยืนยันความบริสุทธิ์

วันนี้ (2 ต.ค.) เมื่อเวลา 14.30 น. ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.1 บก.สส.บช.น. ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ ด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือ น้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ ที่หายไปจากบ้านพัก ก่อนพบเป็นศพบนภูเหล็กไฟ ต.กกตูม อ.ดงหวง จ.มุกดาหาร ว่า คดีนี้ตำรวจได้สอบปากคำบุคคล จำนวน 384 ปาก นำเข้าสำนวน 124 ปาก ผู้เชี่ยวชาญ 13 ปาก วัตถุพยาน 154 ชิ้น สำนวนการสอบสวนการ 918 หน้า ยืนยันว่า น้องชมพู่ไม่สามารถเดินขึ้นไปบนภูเหล็กไฟซึ่งเป็นจุดพบศพได้ด้วยตนเอง จะต้องมีใครบางคนที่รู้จักกัน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เป็นผู้พาขึ้นไป โดยผู้ที่พาขึ้นไปจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จะต้องมีความผิดฐาน “พรากเด็กและกักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต” และมีความผิดในข้อหา ซ่อนเร้น เคลื่อนย้าย ทำลาย และอำพรางศพ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้แม้ตำรวจจะพยายามอย่างเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา แต่ตำรวจยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอดำเนินคดีกับใครได้ วันนี้ยังไม่สามารถตอบประชาชนได้ว่าใครเป็นคนร้าย แต่ยืนยันว่า การสืบสวนยังไม่ยุติ คดีนี้มีอายุความ 20 ปี แม้ตามระเบียบ ตร.ภายในปีนี้ หากไม่มีพยานหลักฐานดำเนินคดีกับใครได้ ก็ต้องมีการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ แต่ไม่ใช่เป็นการเลิก การสืบสวนยังดำเนินการต่อไป

“เราเชื่อว่า น้องชมพู่ ไม่ได้เดินขึ้นไปเอง อาจมีใครบางคนที่รู้จักกัน กระทำการใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งคนนั้นจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ เราไม่ได้ดูหลักฐานแค่พอจับ แต่เรามองไปถึงว่ามีหลักฐานพอฟ้องให้ศาลลงโทษจำเลย ฝากไปถึงตัวคนร้าย ขอให้ท่านนอนเครียดต่อไป เพราะตำรวจยังคงสืบสวนอยู่ ยืนยันว่า เราไม่เลิก เราจะทำความจริงให้ปรากฏให้ได้ ภายใต้กรอบของกฎหมาย” ผบ.ตร.ระบุ

เมื่อถามว่า นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล เป็นผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้หรือไม่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ตามพยานหลักฐาน ตำรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุในคดีนี้ และยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลใด ดังนั้น ทุกคนถือเป็นผู้บริสุทธิ์หมด ส่วนที่มีการระบุว่า นายไชย์พล เป็นจำเลยสังคม ต้องถามกลับไปว่าใครเป็นคนกำหนดให้นายไชย์พล เป็นจำเลยสังคม

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ในการสืบสวนมีสมมติฐาน 3 ข้อ คือ ผู้ก่อเหตุต้องเป็นคนใกล้ชิดกับน้องชมพู่ หรือ น้องชมพู่ถูกบังคับพาตัวไป หรือเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่า ผู้ก่อเหตุต้องมีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ รู้จักภูเขาที่พบศพอย่างดี ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุ ตำรวจคงต้องสอบสวนขยายผลต่อทั้งประเด็น แรงจูงใจในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ หรือความขัดแย้งของบุคคลใกล้ชิดกับน้องชมพู่ ในการสืบสวนเราคิดถึงหลักลอจิกธรรมดา วันเวลา ที่เด็กหาย เราต้องดูว่าใครเข้าถึงตรงนั้นได้บ้าง เพราะปกติน้องไม่ไปไหนกับใครที่ไม่รู้จัก ซึ่งบุคคลที่อยู่กับน้องเป็นคนสุดท้าย ประมาณ 10-11 คน เราเจอครบหมดแล้ว

ต่อข้อถามว่า ตำรวจมีข้อสงสัยหรือบุคคลต้องสงสัยอยู่ในใจหรือไม่ ผบ.ตร กล่าวว่า ยอมรับว่า มี แต่ทั้งนี้ คงไม่สามารถเปิดเผยได้ ยอมรับว่า คดีนี้เป็นที่สนใจของสังคม จึงทำให้การสืบสวนคดีทำได้ยาก เพราะมีกลุ่มบุคคลจำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้องในพื้นที่ แต่ย้ำว่า ตำรวจจะยังคงสืบสวนและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ต่อไป

ส่วนผลการตรวจสอบเส้นผมที่พบในจุดเกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐาน ได้นำเส้นผมดังกล่าวไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยยืนยันได้ว่า นอกจากเส้นผมของน้องชมพู่แล้ว ยังพบเส้นผมของบุคคลอื่นในจุดเกิดเหตุ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลทางฝั่งของแม่น้องชมพู่ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของบุคคลใด

ด้าน พ.ต.อ.วาที อัศวุตมางกุร หัวหน้ากลุ่มงานตรวจเลือด ชีวเคมี และเขม่าดินปืน สถาบันนิติเวชวิทยา กล่าวว่า คดีนี้มีการส่งตัวอย่างวัตถุพยาน 257 รายการ มาตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งมีการตรวจดีเอ็นเอแล้วทั้งหมด การตรวจเส้นผมจากที่เกิดเหตุ ไม่พบรากผม จึงใช้วิธีตรวจหาไมโตคอนเดรียดีเอ็นเอได้อย่างเดียว ผลที่ออกมาสามารถยืนยันความสัมพันธ์ทางสายของมารดาเพียงอย่างเดียว

ในจุดเกิดเหตุ กองพิสูจน์หลักฐาน ได้นำเส้นผมดังกล่าวไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยยืนยันได้ว่า นอกจากเส้นผมของน้องชมพู่แล้ว ยังพบเส้นผมของบุคคลอื่นในจุดเกิดเหตุ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลทางฝั่งของแม่น้องชมพู่ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของบุคคลใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการฉายวิดีทัศน์ สรุปเหตุผลว่า น้องชมพู่ไม่สามารถเดินขึ้นไปบนจุดพบศพบนภูเหล็กไฟได้ด้วยตนเอง มีเหตุผลสรุป ดังนี้

1. เส้นทางที่ยากลำบากเกินความสามารถของน้องชมพู่ มีเนินชันมากกว่า 60 องศา ขวางกั้นในทุกเส้นทาง
2. พลังงานจากอาหารมื้อสุดท้ายที่น้องชมพู่รับประทานไป ไม่เพียงพอต่อการเดินไปบนจุดพบศพ
3. ประสบการณ์ชาวบ้านยืนยันว่า เด็ก 3 ขวบ จะปีนป่ายไปถึงได้แค่ชั้นที่ 2 ของภูเหล็กไฟเท่านั้น
4. กรณีศึกษาการหลงป่า ของ นางทิน เชื้อคมตา ชาวบ้านกกตูม ชาวบ้านสามารถหาได้เจอภายในคืนเดียว
5. แพทย์ผู้ชันสูตรและกุมารแพทย์ ยืนยืนว่า พัฒนาการของเด็กอายุ 3 ขวบ ไม่สามารถที่จะเดินขึ้นไปเองได้
6. สภาพศพที่เปลือยกาย ซึ่งบิดาและมารดาของน้องชมพู ยืนยันว่า น้องชมพู่ไม่สามารถถอดเสื้อเองได้
7. พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ที่ตรวจพบเส้นผมน้องชมพู่ ถูกตัดด้วยมีด เชื่อได้ว่า เป็นการกระทำของบุคคลอื่น
8. นิสัยส่วนตัวของน้องชมพู่ กลัวที่สูง และกลัวป่า ที่ผ่านมา น้องชมพู่ไม่เคยไปในป่าหลังบ้านเลยสักครั้ง


สำหรับวิดีทัศน์ชุดที่ 2 และ 3 เกี่ยวกับการรวบรวมวัตถุพยานต่างๆ ในคดี และสรุปช่วงเวลาในการหายตัวไปและการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ดังนี้

เวลาที่เกิดเหตุเวลาที่น้องชมพู่หายไปตัวไป 09.11-09.49 น. อ้างอิงจากน้องชมพู่ดูคลิปวิดีโอในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เวลา09.49 น. อ้างอิงจากพี่สาวน้องชมพู่ใช้เฟซบุ๊กก่อนที่น้องชมพู่จะหายตัวไป

เวลาที่น้องชมพู่เสียชีวิต จากการสอบปากคำจากแพทย์ชันสูตร โดยประเมินจากการเน่าของศพที่เริ่มจากอวัยวะภายในที่เริ่มเน่าอย่างชัดเจน มีหนอนแมลงวันที่เริ่มจากมิลลิเมตรจนถึงเซนติเมตร ชอนไชบริเวณปาก รูจมูก และซอกคอของน้องชมพู่ ทำให้เชื่อได้ว่า น้องชมพู่ เสียชีวิตระหว่างวันที่ 12 พ.ค.63 เวลา 14.30 น. จนถึงเวลา 14.30 น. ของวันที่ 14 พ.ค. 63 จากการสอบปากคำของนักกีฏวิทยา เห็นว่า หนอนที่อยู่ในศพของน้องชมพู่ ในวันที่ 15 พ.ค. 63 อยู่ในระยะที่ 3 ซึ่งคาดว่าน้องชมพู่น่าจะเสียชีวิตอย่างน้อย 3 วัน คือช่วงเวลา 12 พ.ค. 63 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แพทย์ชันสูตรคาดการณ์ไว้

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้มีการจำลองการเน่า โดยนำเนื้อหมูไปทดลองวางไว้บริเวณที่พบศพ เพื่อดูการเติบโตของหนอน ซึ่งพบว่า ภูเหล็กไฟ มีอัตราการเน่าเร็วกว่าปกติ เพราะมีอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์มากกว่าพื้นด้านล่าง

โดยพบว่าเป็นหนอนแมลงวันหัวเขียว การเจริญเติบโตของหนอนมีความยาวระดับเซนติเมตร ตั้งแต่วางไข่ในเวลา 33 ชั่วโมง วิเคราะห์แล้วพบว่า น้องชมพู่จะเสียชีวิตช่วงเช้าของวันที่ 12 พ.ค. 63 จนถึงช่วงบ่ายวันที่ 13 พ.ค. 63 ซึ่งก็สอดคล้องกัน

สาเหตุการเสียชีวิต พบร่องรอยบาดแผลตามร่างกายหลายจุด แต่ไม่พบบาดแผลที่ทำให้อันตรายถึงชีวิต ไม่มีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ จากรายงานการชันสูตรของแพทย์ ระบุว่า ไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตได้เพราะศพเน่า

จากการสอบปากคำของแพทย์ชันสูตร ระบุว่า มีความเป็นได้สูงที่น้องชมพู่เสียชีวิตจากการขาดน้ำ ขาดอาหาร เนื่องจากสภาพเน่าในผิวหนังเน่าน้อยกว่าการเน่าในอวัยวะภายใน เนื่องจากผิวหนังขาดน้ำ ทำให้เนื้อเยื่อของผิวไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์

การตรวจไม่พบอาหารในกระเพาะอาหาร และสำไส้เล็กส่วนต้น และลำไส้เล็กมีการบิดตัวอีกด้วย การเพาะของเหลวในกระเพาะอาหารประมาณ 10 ซีซี แพทย์ให้ความเห็นว่า เกิดจากกระบวนการเน่าของศพ เทียบเคียงกับเคสอื่นๆ ก็มีของเหลวคล้ายกัน จึงไม่สรุปว่าของเหลวนั้นคือ อาหาร

ขณะที่ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล พร้อม นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือ ป้าแต๋น และ นายกฤษฏา โลหิตดี หรือ ทนายโนบิ พร้อมหมอปลา เดินทางมาฟังการแถลงข่าวด้วย ซึ่งตลอดการฟังคำแถลงได้นั่งจดประเด็นที่เจ้าหน้าที่แถลง โดยเฉพาะเรื่องช่วงเวลาที่น้องชมพู่หายตัวไป เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2563 ช่วงเวลาประมาณ 09.49-10.11 น. ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวตัวเองไม่ได้อยู่ในบ้านกกกอก ประเด็นดีเอ็นเอจากเส้นผมที่พบในตัวน้องชมพู่ ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของบุคคลใดระบุได้เพียงเป็นญาติทางฝั่งแม่ 2 ประเด็นนี้ทำให้ลุงพลมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

นายไชย์พล กล่าวภายหลังแถลงการข่าว ว่า ไม่อยากกังวลใจอะไรมาก ในการแถลงท่านไม่ได้เปิดโอกาสให้เราถามอะไรมาก แค่อยากถามสั้นๆ เท่านั้น ว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอ ตรงกับผู้หญิงฝ่ายแม่เท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับลุงอยู่แล้ว โดย ผบ.ตร. บอกแล้วว่า ใครเป็นผู้ต้องสงสัย ดังนั้น ก็เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด สบายใจเพราะดีเอ็นเอเป็นฝ่ายผู้หญิง

ด้าน นางสมพร กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกังวล หลังจากตำรวจแถลงเรื่องผลดีเอ็นเอเส้นผมที่พบใกล้ศพน้องชมพู่ ว่า เป็นญาติทางฝั่งแม่พร้อมระบุว่า ในบรรดาพี่น้อง 5 คน ตัวเองมั่นใจว่าสัมผัสและยุ่งเกี่ยวกับน้องชมพู่ 2 วัน ก่อนที่น้องจะหายตัว ตัวเองอาบน้ำให้น้องชมพู่แล้ววันที่ขึ้นเขาภูเหล็กไฟไปค้นหาไม่มีญาติพี่น้องทางฝั่งแม่ขึ้นไปด้วย







นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล มาร่วมรับฟังการแถลงข่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...