xs
xsm
sm
md
lg

ตร.ชงกองวินัยสอบ “เพิ่มพูน ชิดชอบ” ไม่เห็นแย้งอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บอส เรดบูล”

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผบ.ตร.(ซ้าย)
MGR Online - ผู้ช่วย ผบ.ตร.แถลงชี้แจงการดำเนินการกับ “บอส กระทิงแดง” ทุกมิติ ฟันวินัยตำรวจบกพร่องทำสำนวน 21 นาย ล่าสุด ส่งกองวินัยพิจารณาตั้งกรรมการสอบ “เพิ่มพูน ชิดชอบ” ไม่เห็นแย้งอัยการ

วันนี้ (2 ก.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงความคืบหน้าการดำเนินการในส่วนของตำรวจ หลัง นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ผู้ต้องหาขับรถชนตำรวจเสียชีวิต สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีขบวนการสมคบคิดเพื่อช่วยเหลือนายวรยุทธ ให้พ้นผิด ว่า ล่าสุด พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้ส่งสำนวน พร้อมความเห็นสั่งฟ้องนายวรยุทธ 3 ข้อหา ขับรถประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหาย และไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานในทันที, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย ให้กับพนักงานอัยการไปเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา

พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนการดำเนินการทางวินัยกับตำรวจ 11 คนแรก ได้ส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อปี 2559 ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ส่งเรื่องกลับมาว่าเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้ ตร. ลงโทษ ส่วน 10 คนหลังที่เจอ จะตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย หากพบเป็นคดีอาญา จะต้องส่งไป ป.ป.ช. ขณะที่ 11 คนแรก หากพบมีความผิดใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ก็จะส่งให้กองวินัย พิจารณาลงทัณฑ์ และหากพบความผิดเกี่ยวกับมาตรา 157 ก็ต้องส่ง ป.ป.ช. ตามขั้นตอนต่อไป

พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวอีกว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เห็นควรให้จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการสอบสวน เนื่องจากผู้กระทำความผิดอยู่ในหลายสังกัด ส่วนพิจารณาความบกพร่องของ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้ส่งเรื่องให้กองวินัยตั้งกรรมการสอบวินัย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า พล.ต.ท.เพิ่มพูน เกี่ยวข้องหรือมีความผิด แต่เพื่อพิจารณาในข้อเท็จจริงส่วนที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ รอง ผบ.ตร.(แฟ้มภาพ)
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการมอบอำนาจในการสั่งคดีนั้น หลัง ผบ.ตร. ไปพบคณะทำงานของ นายวิชา มหาคุณ ได้ออกคำสั่งจะลงมากำกับดูแลการสั่งคดีด้วยตนเอง ขณะที่เรื่องการออกหมายแดง ต้องรอให้ทางอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีต่อศาล จากนั้นจะส่งมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นเรื่องต่ออินเตอร์โพล หรือ ตำรวจสากล เพื่อขอให้ออกหมายแดง ส่งเข้าระบบอินเตอร์โพล ประกาศหาถิ่นที่อยู่นายวรยุทธ ไปที่ประเทศสมาชิกทั้งหมด 150 ประเทศ หากมีประเทศใดแจ้งกลับมา ก็ต้องไปพิจารณาเรื่องสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศนั้นๆ ต่อไป

พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยอมรับผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายวิชา มหาคุณ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ลงมาดูแลการสั่งคดีด้วยตนเอง ส่วนเรื่องการลงโทษทางวินัยกับตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการทำคดี เรามีการลงโทษมากกว่าที่คณะกรรมการฯ ชุดนายวิชา แถลง ส่วนจะมีการสั่งตำรวจที่ถูกดำเนินการทางวินัยทั้ง 21 นาย ให้ช่วยราชการ ถ้าพบว่าตำรวจนายใดหากยังปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วทำให้พยานหลักฐานและการสอบสวนเสียหาย ตนก็จะเสนอ ผบ.ตร.ให้มีคำสั่งให้ตำรวจนายดังกล่าวมาช่วยราชการ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนกรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.ที่ถูกพาดพิงว่าเป็นคนพานายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม มาพบ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ (สบ4) พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.สมยศ ไม่ได้เป็นข้าราชการตำรวจ ไม่สามารถเรียก พล.ต.อ.สมยศ มาให้การได้ ซึ่งในเอกสารแถลงข่าวของนายวิชา ไม่ได้ระบุชื่อ พล.ต.อ.สมยศ ระบุเพียงว่า นายตำรวจระดับสูง เรื่องนี้ก็ต้องมีสืบค้นหาข้อเท็จจริงต่อไป อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ ให้การกับคณะกรรมการ ของตำรวจว่า พล.ต.อ.สมยศ เป็นผู้พานายสายประสิทธิ์ มาพบ

ส่วนประเด็นการแก้วันที่สอบปากคำจากวันที่ 29 ก.พ. เป็นวันที่ 26 ก.พ.ของพนักงานสอบสวน ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า คณะกรรมการชุดของตน มีการเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ไว้หมดแล้ว หลังจากนี้ ก็เอามาเปรียบเทียบกับชุดของนายวิชา ว่า เหตุใดข้อมูลไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตามคณะกรรมการวินัยจะตรวจสอบประเด็นนี้อย่างละเอียดต่อไป

เมื่อถามถึงการแจ้งข้อกล่าวหาประมาทร่วมกับ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับ ด.ต.วิเชียร พนักงานสอบได้แจ้งข้อกล่าวหาและมีความสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาถึงแก่ความตาย เรื่องนี้ตนขอพูดในหลักการ หลักปฏิบัติของพนักงานสอบสวน คนที่ตายไปแล้วหากไม่แจ้งข้อกล่าวหา หรือไม่เข้าสู่กระบวนการสอบสวนแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา ตรงนี้จะพันกับการเรียกค่าเสียหาย ถ้าหากพบว่ามีการกระทำผิดในบางส่วนพนักงานก็จะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาก่อน เมื่อถามย้ำว่า การแจ้งข้อกล่าวหากับ ด.ต.วิเชียร ของพนักงานสอบสวนถูกต้องแล้วหรือไม่ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า ตนพูดในหลักการ แต่พอลงในรายละเอียดจะอยู่ที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยว่าการแจ้งข้อกล่าวหากับ ด.ต.วิเชียร เพราะอะไร มีเหตุผลอะไรถึงแจ้งข้อหาประมาทร่วม จะต้องสอบปากคำลงรายละเอียดให้มากกว่านี้

“ตำรวจมีกำลังพล 2.5 แสนนาย เราทำดีที่สุด หากเกิดเหตุอะไรไม่ดีเราก็ดำเนินการโดยทันที ไม่มีช่วยกัน เอาตรงๆ ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก บางครั้งผมเองก็ไม่สามารถดำเนินการได้ตามใจสื่อมวลชน หรือนักเลงคีย์บอร์ดบางคนได้ ส่วนที่นายวิชาระบุว่า ตำรวจบางคนเป็นต้นไม้ที่ต้องฟันทิ้ง ก็คงต้องฟันหากมีพยานหลักฐานว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือเกี่ยวข้องกับคดี ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างร้ายแรง เราก็พร้อมฟัน แล้วก็ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเลย เดี๋ยวจะหาว่าช่วยกัน” ผู้ช่วย ผบ.ตร.ระบุ

ส่วนกรณี พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา อดีตผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ที่ไปให้การกับคณะกรรมการชุดนายวิชา ว่า ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการขอหมายแดงในคดีนี้ ถูกกลั่นแกล้งในการแต่งตั้งโยกย้าย พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า การให้ข้อมูลกับคณะกรรมการเป็นอิสระของบุคคลที่ไปให้ถ้อยคำ สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายในแต่ละปียึดถือ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้ง ซึ่งก็มีเหตุมีผลมีความจำเป็นในแต่ละช่วงในแต่ละปีอยู่แล้ว ไม่อยากให้เหมารวมว่าเป็นการกลั่นแกล้ง การแต่งตั้งโยกย้ายเป็นความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับชั้น ส่วนจะมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ ตรงนี้ตนไม่สามารถตอบได้ โดยขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำหน้าที่หาความบกพร่องในเรื่องของการทำคดี หาตัวคนรับผิดชอบ ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการ

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ตามหลักการกระบวนการจะเริ่มต้นใหม่ก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งฟ้องจากพนักงานอัยการ ส่วนหมายแดง หรือ Red Notice เป็นเพียงประกาศสืบจับ ไม่ใช่หมายที่สามารถไปจับได้ ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือที่มีการใช้อยู่ก็มีการแจ้งไปยังประเทศสมาชิกให้ได้ทราบความเคลื่อนไหวของคดีนี้ว่าเป็นอย่างไรในอนาคต และต้องเข้าใจด้วยว่าเรื่องของการที่จะให้ประเทศสมาชิกนั้นได้เฝ้าจับตาดูบุคคลที่เราต้องการเป็นเรื่องของอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นๆ จึงต้องทำให้เกิดความชัดเจนของเราก่อนว่า เรามีสิ่งที่ทางองค์กรตำรวจสากลนั้นต้องการทั้งหมด ในเรื่องของความผิดที่มีความชัดเจน และคำสั่งเด็ดขาดที่ไม่ฟ้องของอัยการ ในส่วนการประสานงานในการดำเนินการตามขั้นตอนปกติอยู่แล้ว รวมถึงคดีอื่นด้วยไม่ใช่เฉพาะคดีนี้ ส่วนข้อมูลที่อยู่สุดท้ายของนายวรยุทธ ทางเจ้าหน้าที่ก็มีข้อมูลอยู่ แต่ว่ายังเปิดเผยรายชื่อประเทศไม่ได้ แต่มีความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ซึ่งได้แจ้งไปยังประเทศสมาชิกทั้งหมดได้ขอข้อมูลไป ส่วนจะตอบกลับมาหรือไม่นั้น เราไม่สามารถไปบังคับได้ จะตอบมากี่ประเทศยังตอบไม่ได้ แต่ยืนยันว่าได้ทำงานอยู่และมีไทม์ไลน์ชัดเจน

เมื่อถามว่า ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรที่มาการันตีว่าจะได้ตัวนายวรยุทธมาดำเนินคดีนั้น พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ผมกลับไม่มองแบบนั้น ทำไมสื่อไม่มองว่าเรามีเครื่องไม้เครื่องมือที่มันมากกว่าสิ่งที่อยู่ในประเทศ ถ้าเรากลับไปมองว่ามันไม่มีอะไรการันตี ทุกอย่างไม่สามารถการันตีได้ แต่ว่าทำสุดความสามารถก็แล้วกัน ครั้งแรกมีหมายจับก็ประสานขอออกหมายแดง ทำให้ผู้ที่เราต้องการตัวต้องหลบหนีไปอยู่ในประเทศที่คิดว่าเขาอยู่ได้ ส่วนสุดท้ายแล้วเวลาขอความร่วมมือไปจะได้รับความร่วมมือกลับมาหรือไม่อย่างไรนั้นมันตอบไม่ได้ เราก็พยายามทั้งช่องทางทางการทูต หรือช่องทางของตำรวจ ผมกลับมองว่าเป็นเรื่องของหลักเกณฑ์ เป็นเรื่องของความร่วมมือการประสานงาน

ถามต่อว่าจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ ว่า ขณะนี้ทางนายวิทยา ถือพาสปอร์ตของประเทศใด พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ก็มีการดำเนินการทาง สตม. เท่าที่ทราบล่าสุดคือทราบในส่วนของการเดินทางออกไป ซึ่งก่อนหน้านี้ สตม.ได้ตอบไปแล้ว

พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวเสริมว่า เรื่องพาสปอร์ตอย่าลืมเวลาที่ไปออกพาสปอร์ตไม่ได้ออกที่รัฐบาลไทย จะไปออกที่รัฐบาลปลายทางหรือที่อื่น หลายๆ คน ในตอนนี้เป็นผู้ต้องหาที่หนีไปต่างประเทศก็มีชื่อใหม่ มีพาสปอร์ตใหม่ เพราะฉะนั้นจะตอบว่าเราตอบได้ไหม ถือว่าเราตอบลำบากตอบยาก
กำลังโหลดความคิดเห็น...