xs
xsm
sm
md
lg

“พล.ต.อ.วิระชัย” ฟ้อง “จักรทิพย์“ ปฏิบัติหน้ามิชอบ สั่งสอบวินัย ปมคลิปฉาว คดียิงรถ “โจ๊ก” ศาลนัดฟังคำสั่ง 8 ก.ย.นี้

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา
“พล.ต.อ.วิระชัย” ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริต “จักรทิพย์” ผบ.ตร สั่งสอบวินัย คลิปสนทนาฉาว คดีคนร้ายยิงรถ “โจ๊ก-สุรเชษฐ์” ผิด ป.อาญา 157 ศาลนัดฟังคำสั่ง 8 ก.ย.นี้

วันนี้ (24 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อายุ 57 ปี รอง ผบ.ตร.ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อายุ 60 ปี ผบ.ตร.เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในความผิดฐาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือผู้หนึ่งผู้ใดได้ประโยชน์

คำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า โจทก์รับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2523 ปัจจุบันเป็น รอง ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่ 1 ส่วน พล.ต.อ.จักรทิพย์ จำเลย เป็น ผบ.ตร.มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายภายใต้อำนาจหน้าที่ที่ตนมีแต่จำเลยกลับใช้อำนาจในตำแหน่หน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กลั่นแกล้งทำให้โจทก์
ได้รับความเสียหายโดยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2563 ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ถือเป็นคดีสำคัญ เพราะป็นการกระทำความผิดอาญาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กทม และผู้เสียหายเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน เนื่องจากในขณะเกิดเหตุดังกล่าว จำเลยไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักร โจทก์ในขณะนั้นรักษาราชการแทนจำเลยในตำแหน่ง ผบ.ตร..มีฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร และมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมการปฏิบัติราชการทั้งปวงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแทนตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงเข้าไปควบคุม กำกับ และเร่งรัดการสืบสวนเพื่อจับกุมคนร้ายได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ ขณะที่จำเลยอยู่ในต่างประเทศก็ได้โทรศัพท์ติดต่อมายังโจทก์ เมื่อเวลา 21.30 น ซึ่งโจทก์เข้านอนแล้ว ไม่สะดวกที่จะจดบันทีกรายละเอียดในการสนทนา เพราะเป็นเรื่องปัจจุบันทันด่วน จึงต้องใช้การบันทึกเสียงแทนการจดบันทึกการสนทนา เพราะเห็นว่ากรณีคำแนะนำที่สำคัญและเป็นประโยชน์ที่จะได้นำไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป

จากบทสนทนาดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยได้พูดระบายความรู้สึกในใจของจำเลยที่มีต่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และตำหนิการกระทำของโจทก์ที่เข้าไปควบคุมคดีนี้ การสนทนาดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสั่งการทางราชการ เพราะขณะนั้นจำเลยอยู่ต่างประเทศ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายสั่งการโจทก์ได้และบทสนทนาดังกล่าวไมใช่ความลับทางราชการ เพราะความลับทางราชการตามกฎหมาย คือ ข้อมูลข่าวสารที่มีคำสั่งมิให้เปิดเผยและอยู่ในการควบคุมดูแลของรัฐและมีการกำหนดชั้นของความลับไว้เป็นลำดับ

ซึ่งหากพิจารณาบทสนทนาแล้วไม่ได้มีการระบุหรือสั่งการอย่างใด ว่าเป็นความลับทางราชการตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ข้อ 5 ที่ได้กำหนดนิยามของคำว่า “ข้อมูลข่าวสารลับ” ไว้ดังกล่าว

ช่วงเช้าวันต่อมา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของคดีดังกล่าว โจทก์จึงได้แจ้งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ทราบว่า คดีดังกล่าว จำเลยได้ติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด และตำหนิไม่ให้โจทก์เข้าไปควบคุมดูแลคดีนี้อีก และโจทก์ได้ส่งมอบคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีโดยตรง เพื่อให้ไปติดตามผลการสอบสวนได้อย่างถูกต้อง และเพื่อประโยชน์ของการสืบสวนสอบสวน โจทก์ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการ เพราะคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวไม่เป็นความลับราชการ และไม่ทำให้ผู้รับฟังเกลียดชังจำเลย หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม กลับจะเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อจำเลย เพราะการพูดของจำเลยในคลิปสนทนาเป็นการยกย่องและเชื่อมั่นการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาที่พูดในทำนองว่านครบาลมีความสามารถทำคดีนี้ได้อยู่แล้ว และผู้ที่ได้รับความอับอายในคลิปเสียง คือ โจทก์ไมใช่จำเลย และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในกรณีคลิปสนทนานี้ถูกเผยแพร่คือโจทก์ไม่ใช่จำเลย อีกทั้งโจทก์ไม่เคยเผยแพร่คลิปสนทนาดังกล่าวไปยังบุคคลอื่น

ต่อมามีผู้ไม่หวังดีนำคลิปเสียงสนทนาดังกล่าวไปเผยแพร่ทางสื่อมวลชน ให้จำเลยไม่พอใจโจทก์เป็นอย่างมาก ประกอบกับเป็นช่วงเวลาระยะเวลาที่จะมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.แทนจำเลยที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน ที่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้ง เพราะโจทก์มีอาวุโสเป็นอันดับ 1 และมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้ง จำเลยไม่ต้องการให้โจทก์ได้รับการแต่งตั้ง จึงได้ดำเนินการออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เพื่อให้โจทก์เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือไม่เหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. เพื่อให้รอง ผบ ตร.ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของจำเลยได้รับการแต่งตั้งแทนโจทก์เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริต โดยอาศัยโอกาสที่ตนเองมีหน้าที่กระทำการที่อาจผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2563 จำเลยในฐานะ ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 24/2563 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับคลิปโทรศัพท์สั่งการคดียิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ และเนื้อหาการพูดคุยระหว่างจำเลยกับโจทก์ โดยคำสั่งอ้างว่าเป็นความลับทางราชการ การลักลอบบันทึกและนำมาเผยแพร่ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพนักงานสอบสวน

และระหว่างวันที่ 21-23 ม.ค. 2563 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้โจทก์ต้องไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 22/2563 ลงวันที่ 23 ม.ค. 2563 ทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ได้

ต่อมาระหว่างวันที่ 1-24 ก.ค. 2563 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามให้ดำเนินคดีกับโจทก์ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74 และวันที่ 24 ก.ค.ต่อเนื่องกัน จำเลยได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 383/2563 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงโจทก์ โดยในคำสั่งดังกล่าวได้หยิบยกเอาข้อสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 24/2563 มีข้อสรุปว่ามีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรง การออกคำสั่งดังกล่าวของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจตนาให้โจทก์ต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง เพื่อใช้เป็นเหตุให้จำเลยสามารถออกคำสั่งสำรองราชการโจทก์และทำให้โจทก์หมดสิทธิเข้ารับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

กระทั่งวันที่ 29 ก.ค. 2563 จำเลยได้ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 387/2563 เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการ โดยมีคำสั่งให้โจทก์สำรองราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การกระทำของจำเลยจึงเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 เหตุเกิดที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน กทม.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯได้คำฟ้องไว้เพื่อทำการตรวจฟ้องและนัดฟังคำสั่งว่าจะรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ 8 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...