xs
xsm
sm
md
lg

ศาลฎีกาสั่งจำคุก 3 ปี “สารวัตรสมิง” กับลูกน้องขู่บังคับหนุ่มใหญ่สารภาพค้ายาบ้า รอลงอาญา 2 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำคุก 3 ปี “สารวัตรสมิง รอดรัตษะ” และลูกน้อง โดยรอลงอาญา 2 ปี คดีบุกจับกุมหนุ่มใหญ่วัย 59 โดยไม่มีหมายจับ พร้อมใช้กำลังบังคับข่มขู่ให้เซ็นรับสารภาพมียาบ้า 100 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่ห้องพิจารณา 902 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 3 คดีหมายเลขดำที่ อ.830/2549 ที่นางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน อายุ 59 ปี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ต.สมิง รอดรัตษะ อดีต สว.สส.สน.พญาไท (ปัจจุบันยศ พ.ต.อ.), ร.ต.อ.พรรณศักดิ์ วรบูลย์สวัสดิ์ อดีต รอง สว.สส.สน.พญาไท (ปัจจุบันยศ พ.ต.ท.), ร.ต.อ.กิตติพงษ์ สิมมาลี, ด.ต.ภิญโญ แสงทิพย์, ด.ต.อภิทักษ์ แก้วเกลื่อน, ด.ต.อวยชัย ทับสุรีย์, จ.ส.ต.บุญเรือง บุตรวงศ์, จ.ส.ต.รุ่ง ทิพย์ขำ, จ.ส.ต.(หญิง) ศศิธร ทับสุรีย์, จ.ส.ต.วันเผด็จ แท่นรัตน์ และ ส.ต.ท.สุธรรม แย้มช่วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท (ยศและตำแหน่งขณะเกิดฟ้องปี 2549) เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายกับผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับรองหลักฐานฯ อันเป็นเท็จ, ผู้ใดแจ้งข้อความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่อัยการ ผู้ว่าคดีฯ, ผู้ใดขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต เสรีภาพ ทรัพย์สินฯ และผู้ใดหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นทำให้ปราศจากเสรีภาพฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 172, 309, 310 ทวิ

กรณีเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2548 จำเลยที่ 1-11 ร่วมกันแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม นางกรองกาญจน์ โจทก์ โดยไม่มีหมายจับของศาล และใช้กำลังและอาวุธบังคับขืนใจโจทก์ให้ขึ้นรถยนต์ไปกับพวกจำเลย ซึ่งระหว่างนั้นใช้ถุงดำคลุมศีรษะและรัดคอโจทก์ไว้ เพื่อข่มขู่ให้โจทก์รับสารภาพคดีมียาบ้าจำนวน 100 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งโจทก์ได้ปฏิเสธ แต่จำเลยไม่ยอมปล่อยตัว และไม่นำส่งพนักงานสอบสวน หรือพาไปยังสถานีตำรวจ กลับให้โจทก์พาไปโกดังของโจทก์เพื่อตรวจค้น แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แล้วจำเลยกับพวก กลับร่วมกันทำเอกสารการจับกุมและเอกสารอื่นๆ อันเป็นเท็จ โดยบังคับให้โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวได้จัดพิมพ์ไว้แล้ว ซึ่งมีข้อความว่ารับสารภาพ

คดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2552 เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเป็นลำดับขั้นตอน หากไม่เป็นความจริงก็ยากที่จะปั้นแต่งเรื่องขึ้นเอง และยังสอดคล้องกับหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ถึง ผบ.ตร. ลงฉบับวันที่ 22 ก.ย. 2548 ด้วย จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1, 2, 7, 8, 10, 11 ทำผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามมาตรา 157 ที่เป็นบทหนักสุด จำคุกคนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 6, 9 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ซึ่งจัดทำเอกสารเท็จ โดยยกฟ้องจำเลยที่ 3, 4, 5

ต่อมาจำเลยที่ 1, 2, 6, 7, 8, 9, 10, 11 ยื่นอุทธรณ์ กระทั่งมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2556 พิพากษาแก้เป็นให้ลดโทษ จำเลยที่ 1, 2, 7, 10 เหลือจำคุกคนละ 4 ปี และจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 8, 11 โดยพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6, 9 และพิพากษายืนยกฟ้องจำเลยที่ 3, 4, 5

จากนั้นจำเลยที่ 1, 2, 7, 8, 10, 11 ยื่นฎีกาสู้คดี ส่วนจำเลยที่ 3, 4, 5 โจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา หลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง คงฎีกาในส่วนจำเลยที่ 6, 9 ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง

คดีนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาครั้งแรกวันที่ 22 มี.ค. 2561 แต่เนื่องจากครั้งนั้น พ.ต.อ.สมิง จำเลยที่ 1 และ จ.ส.ต.(หญิง) ศศิธร จำเลยที่ 9 มีอาการป่วย โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงศาลเชื่อว่าป่วยจริง จึงนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาครั้งที่ 2 ในวันที่ 11 พ.ค. 2561 แต่ปรากฏว่า เนื่องจาก ร.ต.อ.วันเผด็จ แท่นรัตน์ จำเลยที่ 10 ยื่นคำร้องขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ และขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลสอบถามคู่ความแล้วไม่คัดค้าน ศาลจึงส่งสำนวนและคำร้องของจำเลยที่ 10 กลับให้ศาลฎีกาพิจารณาอีกครั้ง กระทั่งนัดฟังคำพิพากษาฎีกาครั้งที่ 3 ในวันนี้ (18 ธ.ค. 2562) ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.พรรณศักดิ์ วรบูลย์สวัสดิ์ จำเลยที่ 2 ก็ยื่นคำร้องขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพเช่นกัน

วันนี้ พ.ต.อ.สมิง จำเลยที่ 1 กับพวกจำเลยลูกน้องที่ได้ยื่นฎีกา และได้รับการประกันตัวเดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเมื่อถึงเวลานัด ศาลได้อ่านคำสั่งศาลฎีกาในส่วนที่จำเลยที่ 2 และ 10 ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมจากที่เคยให้การปฏิเสธ เป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าการถอนคำให้การของจำเลยที่ 2 และ 10 ต้องยื่นก่อนศาลมีคำพิพากษา พฤติการณ์เป็นลักษณะการประวิงเวลาอ่านคำพิพากษา จึงไม่อนุญาต โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1,2,7,8 ,10 และ 11 ว่า จำเลยทั้งหกดังกล่าวกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 83 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้อย่างมั่นคงว่า จำเลยที่ 2,7 ,10 กับพวกร่วมกันจับกุมและควบคุมโจทก์จากบริเวณท่าอากาศยานดอนเมืองแล้วพาไปยังที่ต่างๆ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1,2,7, 8 ,10,11 ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 2,7,10 กับพวกจับกุมตัวโจทก์ในวันที่ 16 มิถุนายน 2548 เวลาประมาณ 14.00 น. จากบริเวณท่าอากาศยานดอนเมืองโดยไม่มีหมายจับ และไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะจับกุมโจทก์ได้โดยไม่มีหมายจับแล้วพาไปยังสถานที่ต่างๆ และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยอื่นนั้นมาพบพูดคุยกับโจทก์และมีจำเลยที่ 8 ,10,11 นอนเฝ้าโจทก์ไว้ และทำบันทึกการจับกุมว่าได้มีการจับกุมโจทก์ในวันที่ 17 มิถุนายน 2548 เวลาประมาณ 17.00 น. พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 100 เม็ด อันเป็นความเท็จ ย่อมแสดงว่าจำเลยดังกล่าวมีเจตนาร่วมกันกระทำการดังกล่าวต่อโจทก์ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นของจำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้สืบเนื่องจากจากการปฏิบัติหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และต้องการขยายผลไปถึงผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งโดยสภาพเป็นการยากต่อการปฏิบัติการสืบสวน แม้การกระทำของจำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และข่มขืนใจโจทก์โดยมีอาวุธ แต่ปรากฏว่าภายหลังเกิดเหตุโจทก์ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2910/2555 ว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจริง ทั้งต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและถอนฎีกาคดีนี้ โดยปรากฏจากคำร้องขอถอนฟ้องและถอนฎีกาของโจทก์ และรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 30 ตุลาคม 2561 เหตุที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เพราะประสงค์ใช้เป็นหลักฐานในการต่อสู้คดีที่โจทก์ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเกิดความเข้าใจผิดของโจทก์ที่มีการจับกุมโจทก์โดยไม่มีหมายจับของศาล จึงใช้เป็นประโยชน์ในการต่อสู้คดี และโจทก์ไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 อีกต่อไป โดยจำเลย 6 คนดังกล่าว ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความทั้งคดีแพ่งและคดีอาญากับฝ่ายจำเลยอีก อันเป็นการบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์แล้ว

ขณะที่จำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 เป็นข้าราชการตำรวจ ไม่ปรากฏว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าว เป็นการกระทำหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์ในการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบมาก่อน การให้โอกาสแก่จำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเลย แต่เพื่อให้หลาบจำและใช้อำนาจภายในขอบเขตการปฏิบัติการตามหน้าที่ จึงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157เดิม, 309 วรรคสองเดิม ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1, 2,7,10 คนละ 3 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 8 ,11 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1,2,7,8,10,11 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3,4,5,6,9


กำลังโหลดความคิดเห็น...