xs
xsm
sm
md
lg

รวบ “โค ชางคุน” หัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวัน พลาดท่าเปลี่ยนเครื่องที่สุวรรณภูมิ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online - ผบ.ตร.ควง “บิ๊กโจ๊ก” นำทีมแถลงรวบ “โค ชางคุน” ผู้บงการใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวัน เครือขาย “ฉี เคอ” ที่ถูกจับไปแล้ว หลังพลาดท่าเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมมอบเงินคืนผู้เสียหาย 5 ราย เป็นเงินร่วม 5 แสนบาท

วันนี้ (20 เม.ย.) เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศป.ฉปทน.ตร.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท.นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกองคดี 1 สำนักงาน ปปง. และตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมนายโค ชางคุน สัญชาติไต้หวัน ตัวการใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หนึ่งในผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายสำคัญที่ตำรวจไทยขอให้องค์การตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล ออกหมายแดง จำนวน 8 ราย

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 เม.ย.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการของ ศป.ฉปทน.ตร. นำโดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.บก.ทท.1 บช.ทท. ได้สืบทราบว่า นายโค ชางคุน หรือเคลวิน ชาวไต้หวัน ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ เครือข่ายนายฉี เคอ สัญชาติไต้หวันถูกชุดสืบสวนของ ศป.ฉปทน.ตร.บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา จะเดินทางโดยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 518 ผ่านเข้ามายังประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนจะเดินทางต่อไปยังไต้หวัน เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานทางท่าอากาศยานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจับกุมตัวนายโค ชางคุน ทั้งนี้ จากการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพทำให้สถิติการรับแจ้งเหตุจากผู้เสียหายลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในเดือนเมษายนไม่มีผู้เสียหายแจ้งเหตุเพิ่ม แม้สถิติการรับแจ้งเหตุจะลดลง แต่ตนก็ได้สั่งการให้มีการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง

เบื้องต้นแจ้งข้อหากระทำความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, กระทำการเป็นอั้งยี่และซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน โดยพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.กล่าวว่า ศป.ฉปทน.ตร.ได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างผู้ต้องหาตามหมายจับคดีคอลเซ็นเตอร์ที่หลบหนีการจับกุมตามหมายจับที่พนักงานสอบสวนทั่วประเทศได้ดำเนินการออกหมายจับไว้ถึงปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 526 หมายจับกุมไปแล้ว 295 หมาย ผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศรอการส่งกลับ 47 ราย คงเหลือ 231 หมาย คงเหลือทั้งสิ้น 148 หมาย สรุปผลการประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ จำนวน 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2561 จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 5 คน เป็นคนไต้หวัน จำนวน 3 คน, คนมาเลเซีย 2 คนครั้งที่ 2 ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2561 จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 37 คน เป็นคนไต้หวัน 6 คน, คนไทย 26 คน และคนกัมพูชา 5 คนครั้งที่ 3 ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2561จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 16 คน เป็นคนไต้หวัน 5 คน และคนไทย 11 คน ครั้งที่ 4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองดูไบ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2561จับผู้ต้องหา จำนวน 23 คน เป็นคนไต้หวัน 1 คน และคนไทย 22 คน ครั้งที่ 5 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มณฑลฝูเจี้ยน เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2561 จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 6 รายเป็นคนไต้หวัน 1 คน และคนไทย 5 คนรวมจับกุมผู้ต้องหา ทั้งสิ้น 87 คนเป็นคนไต้หวัน 16 คน, คนไทย 64 คน, คนมาเลเซีย 2 คน และคนกัมพูชา 5 คน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า สำหรับนายฉี เคอ ชาวไต้หวัน ตัวการใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำหน้าที่ควบคุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย ลาว ฟิลิปินส์ และจีน ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2560 ในท้องที่ สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้พิพากษาลงโทษในความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่ากำหนด จำคุก 4 เดือน และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ลงโทษจำคุก 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราโทษสูงสุด แต่นายฉี เคอ ให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษเหลือจำคุก 5 ปี 2 เดือน ทั้งนี้ นายฉี เคอ นับเป็นจำเลยคนแรกที่ถูกลงโทษตามกฎหมายฉบับนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้มอบเงินที่สามารถอายัดไว้ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย 5 ราย เป็นเงินจำนวน 485,420.86 บาท


กำลังโหลดความคิดเห็น