สน.พระอาทิตย์
ปรากฏการณ์ “โปลิศจับตำรวจ” ส่งท้ายปี 2557 นี้ ถือว่าสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นอย่างมาก เพราะทั้ง “วงใน - วงนอก” ต่างรู้พฤติกรรมตำรวจกลุ่มนี้กันเป็นอย่างดี แต่เรื่องราว “โปลิศจับตำรวจ” ในห้วง คสช. เข้ามาบริหารประเทศยังมีอีกมากมาย ชนิดที่วันๆ แทบไม่ต้องเสียเวลาไปไล่จับโจรที่ไหน เอาใกล้ๆ ตัวนี่แหละ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุคกำกับดูแลโดยทหารกลายเป็นช่วงที่เกิดเรื่องราวต่างๆ อย่างมากมาย ที่สุดหากลำดับเหตุการณ์ต่างๆ แล้ว จะเห็นได้ว่าในช่วงกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา มีบรรดาตำรวจนอกแถวถูกกวาดทิ้งไปจำนวนมาก
ประเดิมด้วยคดีที่สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมไทยและแวดวงสีกา ก็คือ ยุทธการขุดรากถอนโคนอดีตเจ้าพ่อสอบสวนกลาง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์ อดีต ผบช.ก. กับพวกในข้อหาตาม ป.อาญามาตรา 112 และอื่นๆ รวม 5 คดี ต่อมามีการขยายผลถึงขบวนการแอบอ้างเบื้องสูงกับบ่อนพระราม 9 - โคลอนเซ่ และแก๊งค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้มีผู้ต้องหาที่เป็นตำรวจ กับติดร่างแหในฐานะใกล้ชิด
ประกอบด้วย พล.ต.ต.โกวิท วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต ผบช.ก. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีต ผกก.4 ป. พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล อดีต ผกก.ตม.สมุทรสาคร พ.ต.อ.วริศร์สิริภ์ ลีละศิริ อดีต ผกก. 5 รน. พ.ต.อ.ธนชาติ ศุภวุฒิ อดีต ผกก.7 รน พ.ต.อ.จักรพันธ์ รัตนเทวมาตย์ ผบก.เรือ (สบ4) ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา และด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ส่วนที่เหลือคือ พ.ต.อ.อัครวุฒิ หลิมรัตน์ อดีต ผกก.1 ป. เสียชีวิต พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ อดีตผบก.ป. ถูกย้ายไปเป็นตำรวจราชสำนัก
จากคดีสั่นสะเทือนยุทธจักรสีกากีนี้เอง ถ้าเปรียบกับปรากฏการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงยังตามด้วยอาฟเตอร์ช็อก กระเพื่อมไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นกรณีแอบอ้างเบื้องสูงเปิดอภิมหาบ่อนพระราม 9 - โคลอนเซ่ ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.พรรครักประเทศไทย ออกมาแฉ หรือกรณีส่วยน้ำมันเถื่อนที่กำลังเก็บสแปร์ตำรวจ และมีแนวโน้มจะขยายไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการพลเรือน นักการเมืองท้องถิ่น และระดับประเทศตลอดจนศุลกากร
อยู่ที่ว่าผู้มีอำนาจในบ้านในเมือง จะเอาจริงแค่ไหน?
นับจากวันที่ ผบ.ตร. ออกมาโชว์ใบเสร็จเล่มใหญ่ยังไม่เห็นการล้างบางอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากย้ายระดับ พ.ต.อ. ไปเพียง 3 คน ซึ่งหาก “เอาจริง” หรือ “จัดหนัก” ประเภทเดินหน้าสุดซอย หรือเร่งเครื่องสุดกำลังตำรวจน้ำรับส่วยน้ำมันคงไม่มีแค่ พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน กับสมัครพรรคพวกอีก 2 - 3 พระหน่อเท่านั้น ยังน่าจะมีระดับ รอง ผบก. หรือระดับสารวัตร ร่วมกับขบวนการด้วย และสำคัญที่สุดบรรดาอดีต ผบก.รน. หรือ ผกก.รน. ที่เคยผ่านงาน เคยคลุกกับส่วยน้ำมันเถื่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยท่าน ผบ.ตร. จะปล่อยให้เดินลอยชายโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นกระนั้นหรือ
ยิ่งไปกว่าก็คือแก๊งสีกากีที่ร่วมรับผลประโยชน์กับบ่อนพระราม 9 - โคลอนเซ่ หากไม่เป็นมวยล้มต้มคนดู หรือเล่นงานกลุ่ม “สอบสวนกลาง” แต่เพียงข้างเดียว “ตำรวจนครบาล” จะต้องมีคนถูกสะเก็ดไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อยคนเป็นอย่างน้อยไม่ว่าจะเป็นระดับบนสุด คือ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รองผู้บัญชาการฯที่ได้รับมอบหมาย ผบก. รอง ผบก. ผกก. รอง ผกก. สารวัตรสืบฯ สารวัตรป้องกัน - ปราบปราม กองกับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจ 191
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ “โปลิศจับตำรวจ” ส่งท้ายปี 2557 นี้ถือว่าสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นอย่างมากเพราะทั้ง “วงใน - วงนอก” ต่างรู้พฤติกรรมตำรวจกลุ่มนี้กันเป็นอย่างดี แต่เรื่องราว “โปลิศจับตำรวจ” ในห้วง คสช. เข้ามาบริหารประเทศยังมีอีกมากมายชนิดที่วันๆ แทบไม่ต้องเสียเวลาไปไล่จับโจรที่ไหน เอาใกล้ๆ ตัวนี่แหละ
เช่น เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ชำนาญ พุ่มไพรจิตร อดีตรอง ผกก.ป.สภ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ถูกจับพร้อมของกลางยาบ้า 800,000 เม็ด ยาไอซ์ 1 กก. มูลค่า 164 ล้านบาท ประวัติของ รอง ผกก. ผู้นี้ เป็นมือปราบยาเสพติดคนเก่งจนได้โล่เกียรติคุณในฐานะปราบปรามยาเสพติดดีเด่นจากนายกรัฐมนตรี มาแล้ว
วันที่ 4 ต.ค. ตำรวจจับ นางกรผกา โพติยะ ภรรยา พ.ต.ท.วชิรธิป วิชิรชานนท์ รอง ผกก.ป.สภ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี พร้อมของกลางยาบ้า 3,990 เม็ด ซ่อนอยู่ในยกทรง สารภาพว่าร่วมกับสามีขนยาบ้าผ่านพรมแดนมาหลายครั้ง
อีกกรณีที่อื้อฉาวน่าอับอายที่สุด คือ ตำรวจยึดห้องสืบสวน เป็นที่ค้ายาเสพติดเรื่องราวเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ร.ต.ท.สุชาติ สุดบุรินทร์ รอง สว.สส.สภ.อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ถูกจับฐานค้ายาบ้าเมื่อพาไปค้นห้องทำงานตั้งอยู่หลังโรงพักพบยาบ้าซ่อนอยู่ในโต๊ะ 97 เม็ด ยาไอซ์อีก 2 กรัม
ทั้ง 3 รายเป็นเพียงข้อมูลจากแฟ้มข่าวซึ่งหากมีการตรวจค้นอย่างละเอียดแล้วน่าจะมีคดียาเสพติดที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องและถูกดำเนินคดีมากกว่านี้อย่างแน่นอน และยังรวมไปถึงความผิดอื่นๆ ด้วย
เช่น ตำรวจทำตัวเป็นโจรจับนักธุรกิจชาวต่างชาติไปเรียกค่าไถ่ ความผิดฐานพัวพันร่วมรับผลประโยชน์จากบ่อนพนัน - ซ่อง หรือสถานบริการเปิดให้มั่วสุมยาเสพติดจนถูกย้ายแทบไม่เว้นแต่ละวันและในบรรดาความเน่าเหม็นต่างๆ ในแวดวงสีกากีที่ยกมานั้นยังมีเรื่องทุจริตของนายตำรวจใหญ่ที่ค้างคาอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อีกเรื่องหนึ่งนั่นคือขบวนการทุจริตป้ายโฆษณาจอแอลอีดี ซึ่งขณะนี้ ผบ.ตร. สั่งให้รื้อป้ายโฆษณาผิดกฎหมายดังกล่าวแล้วเหลือเพียงสอบสวนหานายตำรวจ ที่ต้องรับผิดชอบทั้งในส่วนบนสุดของกองบัญชาการตำรวจนครบาล และส่วนบนสุดของแต่ละสถานีตำรวจ ที่ลงนามอนุมัติทั้งที่ไม่อยู่ในฐานะนิติบุคคล กับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่เอาไปใช้จ่ายอะไรหรือนำเข้ากระเป๋าตัวเอง
โดยนายตำรวจระดับบนที่อยู่ในข่ายรับผิดชอบประกอบด้วย พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา พล.ต.ท.วินัย ทองสอง และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง 3 อดีต ผบช.น. ไม่น่าจะพลาดไปจากนี้...แต่เท่าที่ติดตามท่าทีของ ผบ.ตร. แล้วดูเหมือนท่านไม่อยากเล่นบท “โปลิศจับตำรวจ” กับเรื่องนี้เท่าไหร่...“ยุคผมใหญ่แค่ไหนก็จับ” จะเป็นจริงหรือแค่วาทะกรรมแนะนำให้ดูกันไปนานๆ
ปิดท้ายปฏิบัติการย้ายชุดปราบปรามยาเสพติดและอบายมุข สภ.เมืองอุดรธานี แบบยกโรงพักโดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ์ ผบช.ภ.4 สั่งย้ายตำรวจระดับสารวัตรปราบปราม - รองสารวัตรและชั้นประทวนรวม 14 นาย คือ พ.ต.ต.พัฒนวงศ์ จันทร์พล สวป.สภ.เมืองอุดรธานี ร.ต.อ.สุรบดินทร์ วงศ์รินทอง ร.ต.อ.ภัทรธน เจริญผล ร.ต.อ.ชัยรัตน์ ประสารพันธ์ ร.ต.ท.พิเชษฐ์ ปักเคชาติ ร.ต.ต.บัญชา สาระปัญญา ร.ต.ต.จำลอง ทองเฟื่อง ร.ต.ต.วินัย ผิวผ่อง ทั้งหมดเป็นรอง สวป.สภ.เมืองอุดรธานี และ ด.ต.ธนู จันทร์ดาเบ้า ด.ต.เสกสรรค์ สุวรรณบุตร ด.ต.ประทุม กรมวงศ์ ด.ต.ชัยวัฒน์ ชื่นอิสระ จ.ส.ต.ประเทือง ริยะวงศ์ ผบ.หมู่ ป.สภ.เมืองอุดรธานี ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธร ภาค 4
เหตุผลของการย้ายยกชุดฯข่าว astv ผู้จัดการออนไลน์ ระบุชัดเจนว่าตำรวจที่ถูกสั่งย้ายล้วนเป็นชุดปราบปรามยาเสพติดนอกเครื่องแบบเรียกว่าชุด “อัศวิน” ก่อนหน้าทางต้นสังกัดได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหลังมีผู้ปกครองกลุ่มวัยรุ่นเกือบ 10 คนเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษว่าถูกตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดดังกล่าวข่มขู่รีดไถเงินรายละ 10,000 บาทต่างกรรมต่างวาระ
ผู้ปกครองเด็กวัยรุ่นระบุด้วยว่าตำรวจชุดนี้มักตั้งด่านบนถนนสายอุดรฯ - ขอนแก่น และบริเวณเขตอำเภอเมือง มีการเรียกตรวจรถยนต์และจักรยานยนต์แล้วเรียกรับเงินซึ่งผู้ร้องเรียนพบเห็นเป็นประจำเรื่อยมาก
รายละเอียดบอกกันแค่นี้ แต่ในสังคมตำรวจโดยเฉพาะข่าววงในรู้กันดีว่าตำรวจปราบยาเสพติดบางคนก็หาเงินกับยาเสพติดนั่นแหละ ตั้งตัวเป็นเอเยนต์ให้ลูกน้องออกขายบ้าง ผิดสีผิดยี่ห้อล้ำเข้ามาถูกจับ บางคนรู้ว่าเด็กคนไหนเสพก็จะจับมาตรวจปัสสาวะถ้าพบแทนที่จะดำเนินคดี หรือส่งสถานบำบัดก็จะรีดเป็นเงินแลกเปลี่ยนกับอิสระภาพหรืออ้างไปว่าเพื่ออนาคตของเด็กแต่พ่อ-แม่ต้องจ่ายเงินเรือนหมื่นเรือนแสนเพื่อปิดคดี
วันนี้, นอกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องทำหน้าที่ในฐานะผู้พิทักษ์แล้วยังต้องปราบปรามโจรผู้ร้ายที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองแล้วยังต้องคอยระแวดระวัง “โจรในเครื่องแบบ” ที่แฝงตัวมาในร่างของผู้ใต้บังคับบัญชา - ผู้บังคับบัญชา หรือกระทั่งเพื่อนฝูง
ปฏิบัติการ “โปลิศจับตำรวจ” คงไม่ใช่เรื่องเล่นหรือสำนวนที่ใช้ประชดประชันกันอีกต่อไป เพราะยิ่งมีตำรวจมากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าจำนวนโจรในเครื่องแบบจะเพิ่มเป็นเงาตามตัวเท่านั้น


