xs
xsm
sm
md
lg

เสียงเตือนจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง “หลุมดำ”ถนนสายนักเรียน-นักเลง

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

แชมป์ อดีตนักเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง ถ่ายทอดประสบการณ์เตือนนักเรียนที่คิดก่อเหตุรุนแรงจะมีอนาคตอย่างไร
ASTV.ผู้จัดการออนไลน์ - ปัญหาอาชญากรรมเด็กในสังคมไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและน่าตกใจ มีทั้งที่เด็กเป็นผู้ถูกกระทำและอีกหลายคดีที่เด็กเป็นฝ่ายตกเป็นจำเลยผู้กระทำความผิดเสียเอง ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมเมื่อเด็กหรือเยาวชนตกเป็นผู้ต้องหาจะต้องมีการใช้กฎหมายเฉพาะในการพิจารณาคดีโดยศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางซึ่งกระบวนการพิจารณาโทษจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ที่กระทำความผิดในคดีเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าเด็กหรือเยาวชนเป็นผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีโอกาสที่จะกลับตัวเป็นคนดีของสังคมได้ จนบางครั้งมีการตั้งข้อสังเกตุว่าอัตราโทษในการพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนเบาเกินไปจนทำให้เด็กไม่เกรงกลัวกฎหมาย

คดีอาชญากรรรมที่เด็กตกเป็นจำเลยในการกระทำความผิดเสียเองที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด อย่างกรณีการเสียชีวิตของนายศตวรรษ หรือนิว จำนงภักดิ์ อายุ 20 ปี นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรรมกรุงเทพ ซึ่งเป็นหลานชายของ “เต๋า สมชาย เข็มกลัด” ดารานักแสงชื่อดังซึ่งถูกนักเรียนโรงเรียนคู่อริยิงเสียชีวิตภายในตลาดวงศกรเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมาโดยคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุนั่งซ้อนจยย.ลงมายิงนายศตวรรษแล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็วก่อนวันที่ 7 มิ.ย.นายแบงค์ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปีเยาวชนที่ลงมือก่อเหตุจะติดต่อขอเข้ามอบตัวตำรวจพร้อมของกลางจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน ษกบ 958 กทม. ที่ใช้ก่อเหตุ
หากมองย้อนไปปัญหาเด็กนักเรียนตีกันตายไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นแต่เกิดขึ้นมานานและยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวี่แววว่าจะสามารถยุติปัญหาเด็กนักเรียนตีกันตายได้อย่างไร แม้ก่อนหน้านี้จะมีการยกเลิกเครื่องแบบเสื้อชอปหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆที่เป็นเครื่องบ่งบอกสถาบันก็ตาม บางรายฆ่ากันตายเพียงแค่เรียนอยู่ต่างสถาบันทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีเรื่องมีราวกันมาก่อนก็มี
วันนี้เราจึงจะขอหยิบยกเรื่องราวของเยาวชนภายในศูนย์ฝีกอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก (สถานพินิจ) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม มาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงพร้อมแสดงทัศนะเกี่ยวกับปัญหาเด็กนักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตและทำให้พวกเขาต้องมาอยู่ที่บ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจเด็กและเยาวชนในสังคมให้ตระหนักถึงการกระทำที่เกิดขึ้นว่ามีผลร้ายแรงเพียงใด...
ทิชา ณ นคร ผอ.บ้านกาญจนา เปิดโอกาสให้เราได้เข้าสัมภาษณ์เด็กและเยาวชนภายในบ้านกาญจนาอย่างใกล้ชิดผ่านทาง “ครูสะอาด” ครูพี่เลี้ยงซึ่งคอยดูแลเด็กและเยาวชนในบ้านกาญจนาภิเษก สถานพินิจเด็กและเยาชนแห่งเดียวที่ไม่มีกำแพงสูงและลวดสลิงที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าโดยรอบเหมือนสถานพินิจอื่นที่ป้องกันเด็กและเยาวชนที่ต้องโทษหลบหนี
“เบ็นซ์ - หนึ่ง - แชมป์” สามเยาวชนที่ถูกควบคุมตัวไว้ที่บ้านกาญจนาภิเษกขอถ่ายทอดประสบการณ์ตนเองเพื่อเป็นวิทยาทานให้กับเด็กและเยาวชนในสังคมจะไม่ก้าวพลาดเหมือนตนเองโดยยินยอมที่จะขอเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงอย่างไม่กังวลแต่อย่างใดโดยให้เหตุผลว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่เป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไม่ใช่เรื่องที่น่าอายแต่อย่างใด
“เบ็นซ์” อายุ 21 ปี อดีตเด็กนักศึกษาอาชีวะแห่งหนึ่งย่านปทุมธานีที่ต้องคดีร่วมกันทำร้ายร้ายกายผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ศาลชั้นต้น - อุทธรณ์พิพากษายืนโทษ 2 ปี 6 เดือนคดีถึงที่สุดแล้ว บอกว่าตนรอคอยวันนี้มานานที่จะมีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองและชี้แจงกับสังคม คดีของตนเป็นข่าวโด่งดังมากหากจำกันได้ ข่าวหน้า 1 นสพ.ทุกฉบับ “อุกอาจ!นักเรียนนักเลงปาระเบิดถล่มอริต่างสถาบันใน รพ.ปทุมเวช”โดยเหตุเกิดวันที่ 11 ก.พ.2551 หลังนักเรียนโรงเรียนคู่อริต่างสถาบันย่านรามอินทรากลุ่มใหญ่ประมาณ 30 คนนั่งรถเมล์ล่องมาที่ปทุมธานีซึ่งเป็นเขตโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ วันนั้นเลิกเรียนผมกับเพื่อนประมาณ 10 กว่าคนก็จะเดินทางกลับบ้านตามปกติ เมื่อมาถึงบริเวณตลาดรัตนโกสินทร์ 200 ปี กลุ่มนักเรียนโรงเรียนดังกล่าวที่เยอะกว่าก็ลงมาทำร้ายร่างกายโดยมีอาวุธครบมือในขณะที่พวกผมไม่มีอาวุธอะไรเลย พวกเราจึงตัดสินใจหนีกันเข้าตลาดไปในขณะเดียวกันรุ่นพี่อีกกลุ่มที่เห็นเหตุการณ์ก็ได้เข้ามาช่วย มีเสียงปืนดังขึ้นโดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง กลุ่มนักเรียนโรงเรียนดังกล่าวจึงแตกกระจายไปคนละทิศคนละทาง
จากนั้นก็มีกระแสข่าวว่าฝ่ายโรงเรียนผมถูกยิงเข้ารักษาตัวที่ รพ.ปทุมเวชผมกับเพื่อนก็เลยตัดสินใจจะเข้าไปเยี่ยมเพื่อนกันใน รพ.โดยไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วฝ่ายถูกยิงเป็นนักเรียนโรงเรียนคู่อริ เมื่อเข้าไปถึงต่างฝ่ายต่างตกใจก็เลยเกิดเหตุขึ้นโดยมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่สติไม่ดีเป็นคนพาระเบิดเข้าไปจนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต เมื่อผมเห็นดังนั้นจึงค่อย ๆ เดินออกจาก รพ.แล้วก็มาถูกจับที่บริเวณใกล้เคียงกับ รพ.
“ตอนผมถูกจับผมพยายามอธิบายให้ตำรวจและนักข่าวเข้าใจว่าผมไม่ได้มีเจตนาทำอะไรรุนแรงในโรงพยาบาลขนาดนั้น ผมยอมรับว่าผมเอามีดฟันนักเรียนคู่อริจริงแต่ผมไม่ได้ยิงนักเรียนโรงเรียนดังกล่าวจนได้รับบาดเจ็บแล้วไปปาระเบิดใส่ซ้ำในโรงพยาบาล แต่ไม่มีใครฟังเลยผมถูกเหมารวมว่าเป็นคนยิงคนปาระเบิดทั้งที่ไม่ได้ทำ หลังเกิดเหตุตำรวจจับตัวผมและเพื่อน ๆ ได้ก็รีบแถลงข่าวจนไม่ได้แยกแยะประเด็นคดีที่เกิดขึ้นว่าใครเป็นคนยิง ใครเป็นคนปาระเบิด ผมยอมรับว่าผมทำร้ายโดยการเอามีดไปฟันนักเรียนโรงเรียนคู่กรณีจริงเพราะรู้สึกว่าเขามาหาเรื่องเราก่อนคิดดูโรงเรียนเขาอยู่รามอินทราแต่มาปทุมธานี 30 คน หลังข่าวปรากฎออกไปผมตกเป็นเป็นจำเลยสังคมทันทีว่าทำไมมีจิตใจโหดร้ายขนาดนั้นโดยไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเลย”เบ็นซ์ ระบุ
เบ็นซ์ บอกด้วยว่าปัญหาเด็กนักเรียนตีกันเกิดขึ้นจากสาเหตุหลัก ๆ พร้อมเสนอแนะวิธีการแก้ปัญหาที่น่าสนใจคือ 1.โรงเรียนไล่ออกเด็กนักเรียนที่มีปัญหา ตรงนี้อยากฝากไปถึงภาครัฐว่าการยุบโรงเรียนทิ้งหรือการไล่ออกเด็กไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ซ้ำร้ายกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นเพราะเด็กเหล่านี้เมื่อไม่ได้เรียนหนังสือก็ยิ่งยากที่จะช่วยพัฒนาให้เขาคิดได้ด้วยตนเอง เมื่อไม่ได้เรียนก็จะมายุยงรุ่นน้องให้ก่อเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ถ้าโรงเรียนเลือกที่จะตัดให้เขาเกเร ไม่เปิดโอกาสให้ได้เรียนต่อเขาก็จะเกเรไปตลอด”ซึ่งรุ่นพี่ถือว่ามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมรุ่นน้องเป็นอย่างมาก
2.ค่านิยมผิดๆในกลุ่มเด็กช่าง ตรงนี้อยากเตือนสติน้อง ๆ ที่ยังมีโอกาสได้เรียนหนังสือให้คิดเยอะ ๆอย่าให้ใครมาจูงจมูกเราได้ ต้องตีความคำว่า“ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย”ให้ถูกต้อง ที่ผ่านมารุ่นพี่จะปลูกฝังรุ่นน้องเรื่อง “ศักดิ์ศร๊” อย่างไม่ถูกต้อง “ศักดิ์ศรี” ที่แท้จริงแล้วคือ “การทำหน้าที่ลูกให้พ่อแม่ภาคภูมิใจและบวชเรียนทดแทนคุณพ่อแม่”ไม่ใช่ไปฆ่าเด็กนักเรียนโรงเรียนอื่นตายแล้วว่าประกาศเป็น “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ผมมาถึงจุดนี้แล้วกว่าจะรู้ว่ามันไร้สาระ

และ 3.ที่ผ่านมามีการแก้ปัญหาแบบตัวใครตัวมันขาดตัวตั้งตัวตี อยากให้โรงเรียนมีการนำรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพและรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ชีวิตต้องคดีอาญามาถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับรุ่นน้องได้เรียนรู้ถึงผลของการกระทำดีและไม่ดีแตกต่างกันอย่างไร รุ่นน้องก็จะเห็นเป็นตัวอย่างให้เขาเห็น “ถ้ารุ่นพี่ที่รักน้องจริง ๆ คงไม่มีใครอยากให้รุ่นน้องตนเองต้องไปฆ่าใครตายเพื่อศักดิ์ศรีสถาบันแล้วต้องมาติดคุกอย่างแน่นอน”
ด้าน “หนึ่ง” อายุ 21 ปี อดีตนักศึกษาแผนกวิชาก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งย่านสามเสน ต้องคดีร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ศาลพิพากษาโทษ 5 ปี คดีถึงที่สุด เล่าว่าตนต้องตกเป็นจำเลยเพราะรักเพื่อนทั้ง ๆที่ตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย รุ่นพี่เป็นคนยิงเข้าที่ขานักเรียนแห่งหนึ่งขณะกำลังจะคว้ามีดเข้ามาทำร้ายตนที่นั่งรถเมล์อยู่ริมหน้าต่างและคู่กรณีอยู่ริมฟุตปาธ เมื่อตนเห็นว่าเหตุการณ์จะบานปลายไปกันใหญ่ก็เลยวิ่งลงไปหากลุ่มคู่กรณีเลยคนเดียวโดยไม่มีอาวุธอะไรเลย พอผมลงไปคนเดียวพวกนั้นก็วิ่งหนีกระเจิงเพราะคิดว่าผมมีอาวุธปืน
พวกตนจึงแยกย้ายกันกลับบ้านโดยไม่คิดว่าตำรวจจะมาตามจับถึงที่บ้านในเวลาใกล้เคียงกัน เขาจำหน้าผมได้คนเดียวเขาเชื่อว่าผมเป็นคนยิงและชี้ตัวได้อย่างถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่ไม่พบอาวุธปืนของกลางและเขม่าดินปืนที่มือตนเลย
“ผมเชื่อว่าอย่างไรผมก็ไม่ติดคุกเพราะผมไม่ได้ทำ ผมสู้คดีแต่แพ้ทั้งชั้นต้นและอุทธรณ์ ลุงผมซึ่งเป็นทนายแก้ต่างให้ผมพอถึงวันพิพากษาแกวูบเลยต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะไม่สามารถช่วยผมได้ ตอนนี้ผมไม่คิดอะไรมากแล้วครับคิดแต่ว่ามันเป็นกรรมเก่าที่เราต้องชดใช้ เพราะผมก็เคยยิงคนทำร้ายคนมามากแต่ไม่ถูกจับได้ พอถูกจับได้น่าจะรอดแต่มันก็ไม่รอด ผมเชื่อว่าไม่มีใครใหญ่เกินกรรมตนเองครับ เมื่อก่อนผมเป็นคนใจร้อนและรักเพื่อนมาก แต่พอเกิดเรื่องขึ้นก็ทำให้ใจเย็นลงเยอะแต่สำหรับเพื่อนผมยังเต็มที่เหมือนเดิม เรียกว่ามาแตะไม่ได้เลยจริง ๆ เพื่อนผม”
“ผมอยากฝากเตือนน้อง ๆ ว่าสภาพความเป็นอยู่ในสถานพินิจกับที่บ้านมันแตกต่างกันมาก มันลำบากไปหมดไม่ว่าจะกิน จะนอน มีโอกาสเรียนหนังสือให้รักษามันไว้ให้ดี อย่าเข้ามาเลย”
 “แชมป์” อายุ 20 ปี อดีตเด็กนักเรียนอาชีวะแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ ต้องคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คดีถึงที่สุดโทษ ขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 5 ปี เล่าว่าหากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ทำเป็นอันขาด อย่างกรณีตนต้องการไปยิงนักเรียนโรงเรียนคู่อริแต่ดันไปโดนเด็กนักเรียนชายวัย 9 ขวบเสียชีวิตบนรถเมล์ที่มีกลุ่มนักเรียนคู่อริอยู่ มันเป็นตราบาปที่ทำให้ผมที่ไม่มีวันลบเลือน “ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่าเด็กคนนั้นแต่จะให้ทำอย่างไรกระสุนมันออกจากกระบอกปืนไปแล้วผมตัดสินใจเหนี่ยวไกไปแล้วในขณะที่กระสุนไปถูกเด็กคนนั้นล้มลงบนรถเมล์ภาพนั้นยังคงติดตาผมอยู่เลย”
ส่วนตัวมองว่าปัญหาเด็กช่างทำร้ายโรงเรียนคู่อริมันเกิดจากค่านิยมก่อนเลยอันดับแรก เพราะก่อนที่ผมจะตัดสินใจเลือกเดินถนนสายอาชีวะผมเห็นเด็กช่างตั้งแต่ผมยังเรียนชั้นมัธยมเห็ฯเขาพกปืนพกมีด ใส่เสื้อชอปสกรีนประกาศศักดิ์ดาและความยิ่งใหญ่ มันเห็นแล้วจิตใจมันฮึกเหิมอยากเป็นบ้าง เกิดพฤติกรรมการลอกเลียบแบบ เพราะผมเชื่อว่า “มันคือความเท่ห์” ซึ่งอยากจะเตือนน้อง ๆ ว่านั่นคือค่านิยมที่ผิด ๆ ขอให้น้อง ๆ ที่คนที่มีโอกาสเรียนหนังสือตั้งใจศึกษาอย่าเอาชีวิตและอนาคตมาแลกเลยมันไม่คุ้มหลอกกับประสบการณ์อันเลวร้ายที่เราจะได้รับ
และนี่คือเสียงเตือนจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องด้วยความปรารถนาดี “อย่าเข้ามาเลย”กู่ดังกังวาลมาจากสถานพินิจเด็กบ้านกาญจนาที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาภูมิคุ้มกันทางความคิดเด็กและเยาวชนไทยให้ตระหนักท่องแท้เห็นผลของการกระทำดีกว่าต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง!!!

สอนของพ่อ สถิตในดวงใจ/รายงาน
เบ็นซ์” อายุ 21 ปี อดีตเด็กนักเรียนอาชีวะย่านปทุมธานี ที่ตกเป็นจำเลยสังคม เข้าไปถล่มคู่อริถึงในโรงพยาบาล ทั้ง ๆที่ไม่ตั้งใจจะก่อเหตุ
หนึ่ง อดีตนักเรียนอาชีวะย่านสามเสน
ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการสถานพินิจบ้านกาญจนาภิเษก

บรรยากาศภายในบ้านกาญจนาภิเษก
กิจกรรมละลายพฤติกรรม ด้วยการให้เด็กที่ต้องคดีอาญาอ่านหนังสือแล้วสรุปประเด็นถ่ายทอดประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่านหนังสือให้แก่กัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...