xs
xsm
sm
md
lg

Alone in Aichi ๑.๒ : ยล Atsuta Jingu ศาลเจ้าลำดับที่ ๒ ของญี่ปุ่น

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

ความเดิมตอนที่แล้ว อ่าน
Alone in Gifu ๑.๐ : กว่าจะถึงทาคะยะมะ ...
Alone in Gifu ๑.๑ : ตะลุย หมู่บ้านชาวฮิดะ Hida no sato
Alone in Gifu ๑.๒ : มรดกโลก Shirakawa go
Alone in Gifu ๑.๓ : Sanmachi เขาว่าที่นี่ Little Kyoto
Alone in Chubu : ข้าวหน้าทะเล สุดอลัง!! ที่ Kanazawa
Alone in Kyoto ๒.๐ : Nishi hongan ji วัดนี้ไม่ธรรมดา
Alone in Kyoto ๒.๑ : Nijo castle ที่นี่(เคย)มีปราสาท?
Alone in Kyoto ๒.๒ : ศาลเจ้า สำหรับสาวที่อยากสวย?
Alone in Gifu ๑.๔ : บุกปราสาทกิฟุ - ไหว้พระใหญ่ที่สุดในเมือง
Alone in Aichi ๑.๐ : ซากุระยามค่ำ ที่ปราสาทนาโกย่า
Alone in Aichi ๑.๑ : Inuyama jo ปราสาทดั้งเดิมที่ยังเหลือในญี่ปุ่น

๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ : สถานีรถไฟเมย์เท็ทสึ อินุยะมะ เมืองอินุยะมะ จ.ไอจิ

ถ้าพูดถึงเมืองนาโกย่า หลายคนก็คงจะนึกถึงปราสาทนาโกย่าที่ผมเพิ่งพาไปชมความงามในยามค่ำคืนมา แต่ที่เมืองนี้ก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่มีตำนานอันยาวนานทางประวัติศาสตร์อยู่ด้วย และที่นั่นก็คือ ศาลเจ้าอัตสึตะ ศาลเจ้าใหญ่เก่าแก่ที่ถือว่าได้รับการเคารพนับถือเป็นอันดับที่ ๒ ของญี่ปุ่น

และแน่นอน ผมไม่พลาดที่จะมาเยือน มากราบไหว้ให้เป็นสิริมงคลสักครั้งในชีวิต แต่ก่อนอื่น ผมต้องนั่งรถไฟจากเมืองอินุยะมะ ไปยังเมืองนาโกย่า จากนั้นนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี จิงงุนิชิ (JINGU NISHI) เดินออกมาสักพักก็จะถึงทางเข้าด้านข้างของศาลเจ้านี้แล้วล่ะครับ

ผมรีบจ้ำเข้ามาภายในศาล ไม่ใช่กลัวจะไปไหว้ไม่ทัน แต่กลัวจะไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยวต่างหากครับ ที่นี่เขาก็มีอาหารขายและยังเป็นอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่ออย่าง ก๋วยเตี๋ยวเส้นแบน "คิชิเม็ง" (Kishimen) อีกด้วย ร้านนี้ “มิยะ คิชิเม็ง” ( 宮きしめん) ค่อนข้างดังพอสมควร จากทางเข้าที่เราเดินมาจะอยู่ทางด้านขวามือครับ ผมไปถึงนี่ต้องใช้คำว่าเฉียดฉิวจะไม่ได้กินเลยทีเดียว เพราะเขาจะเก็บร้านแล้วครับ

เมนูของร้านนี้มีแค่ไม่กี่อย่าง ซิกเนเจอร์ของเขาก็คือ คิชิเม็งธรรมดา ใครๆ มาก็ต้องสั่ง ผมก็เลยขอลองดูครับ ที่นี่จะต้องเดินไปสั่งที่เคาน์เตอร์แล้วยืนรอรับอาหาร เดินถือไปนั่งทาน พอทานเสร็จก็เอาชามไปคืน เหมือนระบบโรงอาหารทั่วไป น้องพนักงานปรุงไม่นานก็เอาชามมาวางให้ได้นำไปทาน สิ่งที่เห็นก็คือ บะหมี่เส้นแบน ในซุปสีน้ำตาลอ่อน ใส่เต้าหู้ทอด ผักโขมลวก ลูกชิ้นปลาคามาโบะโกะ โรยด้วยปลาแห้งคัตสึโอะ ส่วนต้นหอมญี่ปุ่นซอยนี่ผมไปเอามาโรยทีหลังเพื่อความสวยงาม

ส่วนรสชาติชามนี้ เน้นหนักไปทางเค็ม แต่ก็ไม่เค็มจัดอย่างที่เจอในร้านก๋วยเตี๋ยวที่เมืองทาคะยะมะ เส้นแบนของเขาเหนียวนุ่มอร่อยดีครับ ทานร้อนๆ ในอากาศเย็นๆ นี่คงจะฟินน่าดู แต่ผมคงจะมัวมาชิลล์คงมิได้ เพราะมิเช่นนั้นจะยิ่งเย็นและอาจอดเข้าไปไหว้ข้างในศาลเจ้ากันล่ะ ฮ่าๆๆ

พอทานเสร็จเราก็มุ่งหน้าสู่ศาลเจ้ากันเลยครับ สำหรับ ”ศาลเจ้าอัตสึตะ” (Atsuta Jingu) อย่างที่บอกไปว่าเป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่และมีความสำคัญเป็นลำดับที่ ๒ รองจากศาลเจ้า อิเสะ แห่งเมือง อิเสะ จ.มิเอะ ศาลแห่งเทพเจ้าผู้ให้กำเนิดแดนอาทิตย์อุทัย ส่วนที่นี่ตามตำนานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ราว ๑,๙๐๐ ปีที่แล้ว ในสมัยพระจักรพรรดิเคย์โกะ (Keiko) โดยเจ้าหญิง มิยะสุ ฮิเมะ โนะ มิโกะโตะ (Miyasuhime-no-Mikoto) พระชายาแห่งเจ้าชายยามะโตะ ทาเกะรุ โนะ มิโกะโตะ (Yamatotakeru-no-Mikoto) ซึ่งได้มีการนำ ๑ ใน ๓ เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งจักรพรรดิญี่ปุ่น นั่นก็คือ "ดาบศักดิ์สิทธิ์คุซะนะงิ" (Kusanagi-no-tsurugi) มาไว้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ด้วย

ซึ่งดาบศักดิ์สิทธิ์นี้ที่แปลว่า ดาบตัดหญ้า หรือ อีกชื่อหนึ่งก็คือ ดาบอาเมะโนะมุระคุโมะ (Amenomurakumo - no - Tsurugi ตามตำนานก็คือ เทพซุซะโนะโอะ (Susanoo - no - Mikoto) ได้นำมาถวายเทพีอามะเทะระสุ (Amaterasu) เทพีแห่งดวงอาทิตย์ผู้เป็นต้นราชวงศ์จักรพรรดิญี่ปุ่น หลังสังหารงูใหญ่ ๘ หัว แล้วนำดาบออกมาจากท้องของเจ้างูตัวนี้ ต่อมาในสมัยพระจักรพรรดิเคย์โกะ เจ้าชายยามะโตะ ได้รับดาบเล่มนี้มาจากพระปิตุจฉา ที่เมืองอิเซะ เพื่อใช้ปราบปรามอริราชศัตรู ที่แคว้นซาคะมิ ที่นี่เองหัวหน้าแคว้นได้ใช้อุบายหลอกให้เจ้าชายไปอยู่กลางทุ่งหญ้าก่อนจุดไฟเผาล้อม เจ้าชายจึงชักดาบออกมาทำให้แผ่รัศมีจนตัดทุกอย่างที่ขวางหน้าราบเป็นหน้ากลอง นี่เป็นที่มาของชื่อดาบนั่นเอง

แต่ทว่าดาบเล่มปัจจุบันที่อยู่ในศาลเจ้า กลับไม่ใช่ของดั้งเดิมครับ ตามประวัติศาสตร์ระบุว่า ในช่วงปลายสงครามเก็มเป (Genpei War) ระหว่างตระกูลมินาโมโตะและตระกูลไทระ ๒ ตระกูลผู้มีอำนาจแห่งญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.๑๗๒๘ ตระกูลไทระที่กำลังจะพ่ายแพ้ได้หลบหนีไปยังทะเลสาบอิสึโมะพร้อมนำดาบเล่มนี้ไปด้วย กองทัพมินาโมโตะ ไล่ตามอย่างไม่ลดละ พระชายาและรัชทายาทแห่งพระจักรพรรดิญี่ปุ่นที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลไทระ เห็นท่าจวนตัวจึงตัดสินใจคว้าดาบกระโดดน้ำตายไป ทำให้ดาบเล่มนี้หายสาบสูญตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งต่อมาก็ได้มีการตีขึ้นมาใหม่อีกครั้งแล้วนำมาไว้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้

ส่วนที่นี่มีชื่อเรียกแบบบ้านๆ ว่า อัตสึตะ ซะมะ หรือ มิยะ เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้า อัตสึตะ โนะ โอะโอะกามิ (Atsuta-no-Ookami) ในสมัยก่อนชาวเมืองต่างเคารพนับถือเพราะเชื่อว่าจะช่วยปกปักษ์คุ้มครองผลผลิตทางการเกษตร จนได้รับการบูรณะและอุปถัมภ์กันมาอย่างต่อเนื่องทั้งโชกุนในยุคมุโระมะจิ ไดเมียวคนสำคัญอย่าง โนบุนะงะ โอะดะ ,ฮิเดะโยะชิ โทะโยะโทะมิ และตระกูลโทะกุงะวะ แห่งโชกุนในยุคเอะโดะ

จนมาถึง พ.ศ.๒๔๓๖ ก็ได้มีการออกแบบก่อสร้างขึ้นใหม่ให้คล้ายกับโครงสร้างของศาลเจ้าอิเสะ แต่ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่นี่ก็ไม่รอดพ้นจากภัยคุกคาม อาคารหลายส่วนก็ได้ถูกเพลิงเผาไหม้ทำลาย ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้มีการระดมทุนบูรณะปฏิสังขรณ์จากผู้มีจิตศรัทธา จนสามารถซ่อมแซมมหาวิหารหลักสำเร็จในปี ๒๔๙๘

ภายในศาลเจ้าก็ดูร่มรื่นตามแบบฉบับของศาสนสถานของญี่ปุ่น ที่มีแต่ต้นไม้เขียวขจีเต็มไปหมดอย่างที่ผมเคยพาไปชมหลายๆ ที่ที่ผ่านมา ส่วนที่เราจะไปสักการะคือ มหาวิหารหลัก หรือ ฮงงุ (Hongu) อยู่ทางทิศเหนือสุดของอาณาเขตศาล ซึ่งโซนที่เราเข้าได้คงเพียงแต่แค่ซุ้มด้านหน้าวิหารเท่านั้น แม้จะเป็นเวลาเย็นแล้ว แต่ก็ยังมีชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวพากันมาไหว้ขอพรอยู่ตลอด

นอกจากวิหารแล้วด้านซ้ายยังมีร้านให้เช่าวัตถุมงคล และอาคารอื่นๆ ที่ใช้ประกอบพิธีอยู่รายรอบ หลายๆ ห้องดูมีความใหม่เหมือนเพิ่งบูรณะอยู่พอสมควร เมื่อเราเดินออกมาจากเขตวิหารกลับมายังทางออก ถ้าสังเกตจะพบกับกำแพงโบราณ ซึ่งก็มีตำนานว่าไดเมียวโนบุนะงะ เป็นผู้สร้างถวายเพื่อขอบคุณที่ช่วยให้มีชัยในศึกโอเกะฮะซะมะ พอเดินออกมาอีกหน่อยก็จะเห็นต้นการบูรยักษ์ถูกล้อมด้วยเชือกน่าจะคล้ายกับสายสิญจน์บ้านเรา ซึ่งแถวนี้มีห้องพิธีชงชาอยู่ด้วย





ถัดมาตรงสามแยกที่เราเดินเข้ามา แถวนี้มีอาคารอยู่หลังนึงชื่อว่า บุงกะ (Bunka den) หรือ หอจัดแสดงสมบัติของศาลเจ้า ภายในมีสิ่งของโบราณมากราวกว่า ๔,๐๐๐ ชิ้น ที่ถูกบริจาคให้นำมาจัดแสดง ทั้งจากราชวงศ์แห่งพระจักรพรรดิ โชกุน ไดเมียว และชาวบ้าน ซึ่งก็มีพวกสิ่งของที่ใช้ในพิธีกรรม ,ดาบ ,กระจกแบบแขวน หน้ากากที่ใช้ในการแสดงแบบโบราณ ที่เรียกว่า บุงะกุ (Bugaku) ,เอกสารโบราณ และเครื่องใช้ในครัวเรือน โดยทั้งหมดนี้มี ๑๗๔ ชิ้นที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของจังหวัด น่าเสียดายที่มาเย็นไปหน่อยปิดทำการพอดี



ระหว่างนี้ก็เดินเก็บเกี่ยวบรรยากาศไปเรื่อยๆ สูดอากาศบริสุทธ์จากต้นไม้กลางเมืองใหญ่จนชื่นใจก็ได้เวลาหาของกินบ้างล่ะครับ ผมกลับมาที่สถานีรถไฟใต้ดินนาโกย่า เดินเล่นรอบๆ และหาของกิน แถวนี้มีแลนด์มาร์กสวยๆ เช่น เจอาร์ เซ็นทรัล ทาวเวอร์ ตึกทรงกระบอกคู่ที่ดูเหมือนปล่องควัน จังหวะที่ผมกำลังเดินๆ อยู่ก็ได้เห็นวิธีการสอบสวนของตำรวจบ้านเขาที่ดูไม่ค่อยเหมือนกับบ้านเราสักเท่าไหร่

ผมเห็นรถตำรวจคันหนึ่งขับเปิดไซเรนพร้อมส่งสัญญาณไปยังรถเก๋งเป้าหมายเรียกให้จอด ซึ่งรถคันดังกล่าวก็ยอมขับจอดชิดฟุตบาทแต่โดยดี จากนั้นตำรวจสองคนก็เดินพุ่งตรงไปยังรถคันนั้น แล้วเชิญตัวชายผู้ต้องสงสัยเข้าไปคุยภายในรถตำรวจ? ใช่ครับ ดูงงๆ เหมือนกัน เพราะปกติอย่างบ้านเราคือถ้ามีเรื่องจะคุยตรงนั้น หรือจับกุม เขียนใบสั่งอะไรก็ว่าไป แต่นี่คือเรียกเข้าไปในรถ แล้วก็ปิดประตูคุยกันอยู่สักพักใหญ่ๆ ก่อนจะปล่อยตัวชายคนนั้นออกมา แล้วแยกย้าย คือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!! ซึ่งผมก็ทำมองๆ เมินๆ ไปบ้าง ไม่กล้ายืนดูแบบที่บ้านเรา เพราะสังเกตดูรอบๆ ข้างก็ไม่เห็นมีชาวญี่ปุ่นเขาสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยครับ!! ทำทุกอย่างเป็นปกติ ถ้าเป็นบ้านเรานี่มีซุบซิบกันแล้ว ... เออ ก็แปลกดี

สรุปมื้อนี้ผมไปสอยของกินลดราคามาจากชั้นล่างของห้างเมย์เท็ทสึ ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ได้ปลาทูน่าดิบชั้นดีมาในราคาไม่ถึงร้อยบาท แถมด้วยทาโกยากิลดราคาอีก ๑๐ ลูก และซาลาเปาหมูที่รสชาติธรรมดาอีก ๑ ลูกใหญ่ แถมด้วยไอศกรีมจากมินิมาร์ท อิ่มไปได้หนึ่งมื้อก่อนนอน

๑ เมษายน ๒๕๕๙ : เกสต์เฮาส์ วาซาบิ นาโกย่า เอกิ มาเอะ เมืองนาโกย่า จ.ไอจิ

เหมือนผมจะลืมเล่าถึงที่พักในหลายคืนที่ผ่านมาไปนะ... ผมนอนที่ "เกสต์เฮาส์ วาซาบิ นาโกย่า เอกิ มาเอะ" (Guesthouse WASABI Nagoya Ekimae) เป็นที่นอนแบบช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า เหมือนพวกนอนแคปซูลอะไรประมาณนั้น แต่ไม่มีประตูปิด มีเพียงผ้าม่านบังแทน ภายในค่อนข้างเล็กและแคบ แต่ก็ไม่ได้อึดอัดมาก ที่ชอบคือมีทีวีให้ได้ชมรายการบ้านเขาด้วย ดึกๆ หมุนไปเจอช่องถ่ายจากกล้องวงจรปิดจากริมคลองที่ไหนสักแห่ง เออ มาได้ไงวะ? ฮ่าๆๆ ซึ่งที่นี่คนพักก็ไม่ค่อยซ้ำหน้า และไม่ใช่แค่ชาวต่างชาติแต่คนญี่ปุ่นเองก็มาใช้บริการเยอะอยู่ เหมือนมาพักเพียงชั่วข้ามคืน ผมก็ว่ามันก็เหมาะดีเพราะใกล้สถานีรถไฟ แต่ถ้านอนยาวหลายวันนี่ ไม่ค่อยแนะนำครับ

วันสุดท้ายของการผจญภัยในญี่ปุ่น สิ่งแรกที่ผมต้องทำก็คือ ไปตามหาตลาดปลาแห่งเมืองนาโกย่า!! ซึ่งที่นี่ก็อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนาโกย่าเท่าไหร่ น่าจะราวๆ ๓๐๐ เมตรได้ สำหรับ “ตลาดปลายานะงะบะชิ” (Yanagibashi Chuo Ichiba) ซึ่งตลาดนี้ก็เปิดมายาวนานพอสมควร มีขนาดไม่ใหญ่เท่ากับสึคิจิของโตเกียว และเล็กกว่าตลาดกลางโอซาก้า แต่ก็มีของทะเลสดๆ มาวางขายกันไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งที่นี่เขาเปิดกันตั้งแต่ตี ๔ จนถึง ๑๐ โมงเช้า หยุดวันอาทิตย์ วันพุธ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ... ส่วนคุณดรงค์ มาตั้ง ๙ โมงกว่า จะได้เดินชมอะไรล่ะครับ ของก็ขายกันเกือบหมดแล้ว ... โธ่


แต่... ไฮไลท์ของผมไม่ได้อยู่แค่การชมตลาด มันต้องกินด้วยครับ!! ผมตั้งใจมาที่ร้านนี้ “มากูโร่ ยะ ยานะงิบะชิ”(まぐろや 柳橋) ร้านอาหารริมทางที่ขายพวกข้าวหน้าปลาดิบต่างๆ ซึ่งเมนูที่ฮิตๆ ของเขาก็มีอย่าง ข้าวหน้าทูน่า อะไรอย่างนี้ ข้อดีของร้านนี้คือมีรูปถ่ายอาหารไว้ด้วย นักท่องเที่ยวสามารถยืนชี้บอกใบ้ไม่ต้องคุยอะไรกันมากก็ทานได้เหมือนกัน ผมก็เลยสั่งนี่เลย ข้าวหน้าปลาดิบรวม ชามนี้ ๑,๕๐๐ เยน จัดว่าราคาโหดไม่ใช่เล่นสำหรับมื้อเช้าแต่ก็ต้องลองกันล่ะครับ

รอกันไม่นานเพราะลูกค้าไม่ค่อยเยอะ พ่อครัวก็นำข้าวหน้าปลามาเสิร์ฟ แค่เห็นนี่ก็น้ำลายไหลแล้ว ในชามมีที่โดดเด่นสุดคงหนีไม่พ้นปลาไหลทะเล (Anago) แล่มายาวๆ ครึ่งตัว พร้อมด้วยเนื้อปลาทูน่า แซลมอน ไข่ปลาแซลมอน ปลาข้าวสาร ปลาหมึก ปลากะพง และไข่หวาน รวมอยู่ พอได้ลองทานนี่บอกได้เลยว่า ... โอ้โหยยยย ฟินสุดๆ เนื้อปลาสด ไม่คาว โดยเฉพาะปลาไหลนี่อร่อยเลย เป็นมื้อที่ลบความกากในการไปเยือนตลาดปลาสึคิจิแล้วทานแต่ไข่หวานเพียงอย่างเดียวเมื่อครั้งที่แล้วจนถูกประณามหยามเหยียดได้ดีจริงๆ ... อิอิ

ทานเสร็จสรรพก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ วันนี้เราจะทัวร์เมืองนาโกย่ากันให้เต็มที่ ซึ่งเมืองนี้ก็ยังมีอะไรที่น่าไปสำรวจอีกไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนสถานที่ต่อไปนั้น มีความเกี่ยวข้องกับบ้านเราเป็นสำคัญ และยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ ๕ พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามประดิษฐานอยู่ด้วย จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากที่นี่ครับ ... วัดนิตไต

อ่านต่อฉบับหน้า.....

ที่มาบางส่วน : https://www.atsutajingu.or.jp/en/intro/ , http://anngle.org/th/j-culture/history/kusanagi.html , http://www.nagoya-info.jp/en/see/facilities/yanagibashi_centeral_market.html , https://tabelog.com/aichi/A2301/A230101/23043515/ ,วิกิพีเดีย
กำลังโหลดความคิดเห็น...