xs
xsm
sm
md
lg

Alone in Aichi ๑.๑ : Inuyama jo ปราสาทดั้งเดิมที่ยังเหลือในญี่ปุ่น

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

ความเดิมตอนที่แล้ว อ่าน
Alone in Gifu ๑.๐ : กว่าจะถึงทาคะยะมะ ...
Alone in Gifu ๑.๑ : ตะลุย หมู่บ้านชาวฮิดะ Hida no sato
Alone in Gifu ๑.๒ : มรดกโลก Shirakawa go
Alone in Gifu ๑.๓ : Sanmachi เขาว่าที่นี่ Little Kyoto
Alone in Chubu : ข้าวหน้าทะเล สุดอลัง!! ที่ Kanazawa
Alone in Kyoto ๒.๐ : Nishi hongan ji วัดนี้ไม่ธรรมดา
Alone in Kyoto ๒.๑ : Nijo castle ที่นี่(เคย)มีปราสาท?
Alone in Kyoto ๒.๒ : ศาลเจ้า สำหรับสาวที่อยากสวย?
Alone in Gifu ๑.๔ : บุกปราสาทกิฟุ - ไหว้พระใหญ่ที่สุดในเมือง
Alone in Aichi ๑.๐ : ซากุระยามค่ำ ที่ปราสาทนาโกย่า

๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ : สถานีรถไฟเมย์เท็ทสึ นาโกย่า เมืองนาโกย่า จ.ไอจิ

ความผิดพลาด บางทีก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป (มั้ง) ...

อย่างเช่นโปรแกรมในวันนี้ ผมตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนเลือกที่จะมายังเมืองอินุยะมะให้ได้ หลังจากที่ขึ้นรถไฟผิดขบวนจนพลาดท่าไม่ได้ไปเที่ยวเมื่อวาน ทำเอานอยไปพอสมควร วันนี้เลยอุทิศภาคเช้าให้กับเมืองนี้แบบเต็มๆ

การเดินทางจากนาโกย่า เราต้องไปขึ้นรถที่สถานีรถไฟเมย์เท็ทสึ นาโกย่า (Meitetsu Nagoya) โดยนั่งรถไฟสาย เมย์เท็ทสึ อินุยะมะ (Meitetsu Inuyama Line) ไปลงที่สถานีรถไฟ เมย์เท็ทสึ อินุยะมะ ค่าโดยสารอยู่ที่ ๕๕๐ เยน ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๔๐ นาทีได้

“อินุยะมะ” เป็นเมืองใหญ่อีกเมืองของ จ.ไอจิ อยู่ทางตอนบนติดกับ จ.กิฟุ มีส่วนหนึ่งของแม่น้ำคิโสะ (Kisogawa) คั่นเขตแดน ในสมัยเอะโดะเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโอะวะริ ก่อนจะถูกยกสถานะให้เป็นเมืองเมื่อปี ๒๔๙๗ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อาทิ สวนลิงและศูนย์ฝึกลิงญี่ปุ่น , พิพิธภัณฑ์เมจิมุระ (Meiji Mura Museum) ที่รวบรวมสถาปัตยกรรมยุคเมจิมาจัดแสดงให้ได้ชม รวมไปถึง สวนอุระ คุเอ็ง (Urakuen) สวนญี่ปุ่นที่มีโรงชงชาดีที่สุด ติดอันดับ ๑ ใน ๓ ของประเทศ แต่ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองนี้ก็คงหนีไม่พ้นปราสาทอินุยะมะ ซึ่งวันนี้ผมจะพาไปบุกปราสาทแห่งสุดท้ายของทริปนี้

รถไฟพาเรามาถึงสถานีเมย์เท็ตสึ อินุยะมะ จริงๆ ผมตั้งใจว่าจะไปลงสถานีเมย์เท็ตสึ อินุยะมะยุเอ็ง (Inuyamayuen) แล้วเดินจากที่นั่นมายังตัวปราสาท ซึ่งดูจากในแผนที่แล้วน่าจะไกลกว่า แต่ด้วยความเบลอจึงตีตั๋วมาลงแค่ที่นี่ซะงั้น ... แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดพลาดที่เลวร้ายอะไรครับ เมื่อผมพบว่ามีผู้ร่วมชะตากรรมอีกมากมายที่ลงสถานีนี้เพื่อไปยังจุดหมายเดียวกัน (เหรอ?) และที่นี่เองก็มีแผนที่แจกซึ่งบอกเส้นทางรอบๆ ย่านปราสาทให้ได้ทราบอีกด้วย ซึ่งไอ้เจ้าสิ่งนี้มันมีประโยชน์กับผมมาก

ผมเดินลงมาจากสถานีรถไฟ พบกับกรุ๊ปทัวร์คนชรากลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางซึ่งดูแล้วก็คงไปปราสาทเช่นกัน ไกด์ทัวร์พาลัดเลาะเข้าซอยเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวไม่มากัน ผมก็เดินตามไปแบบงงๆ กรุ๊ปทัวร์นั้นก็ดูงงๆ ว่าไอ้นี่ตามมาทำไม จนกระทั่งมาถึงทางแยกหนึ่ง ไกด์ก็พาลัดเลาะเข้าซอยเพื่อจะทะลุไปสู่เส้นทางด้านหน้าปราสาทที่เป็นย่านการค้าเก่า ใจผมก็อยากจะตามเขาไปล่ะครับ แต่เผอิญว่าไอ้ฉากข้างหน้าผมมันช่างเย้ายวนใจมาก สิ่งที่ผมเห็นคือสะพานข้ามคลองคอนกรีตธรรมดา แต่ริมคลองดูเหมือนจะมีต้นซากุระอยู่ ผมดูแผนที่แล้วคะเนเอาว่า คลองนี้ก็น่าจะนำไปสู่ตัวปราสาทได้ ก็เลยเดินข้ามฝั่งเลาะริมคลองไป

แล้วผมก็รู้สึกว่า ... ตัวเองคิดถูกมากที่มาเส้นนี้ ทั้ง ๒ ฟากริมคลองล้วนขนาบไปด้วยต้นซากุระ แม้จะไม่มากแต่ก็สวยงามไม่แพ้ที่อื่น ทำเอาเดินชมเพลินจนลืมไปเลยว่าเส้นทางนั้นไกลขนาดไหน มองดูรอบกายไม่มีนักท่องเที่ยวสักคน แหม่ ... มันฟินมากๆ เหมือนได้ค้นพบแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ผมเดินเลาะริมคลองไปเรื่อยๆ ก็ถึงบริเวณตีนเขาทางขึ้นของปราสาทพอดี





ด้านหน้าทางเข้าในวันนี้มีชาวบ้านมาตั้งซุ้มเฉพาะกิจขายอาหารให้ได้เลือกทานกันอยู่หลายเจ้า ตรงนี้มีศาลเจ้าอยู่ด้วย ชื่อว่า “ซังโกะอินะริ” (Sankoinari jinja) มีคำว่าอินะริก็หมายความว่าต้องเป็นศาลที่บูชาสุนัขจิ้งจอก พร้อมกับเสาโทริอิสีแดงเรียงรายเป็นทางให้เราเดินเข้าไปยังใจกลางวิหาร ประวัติความเป็นมานี่ผมไม่ทราบเท่าไหร่ แต่เห็นคนก็แวะเข้ามาไหว้กันพอสมควร มีการเขียนใบคำอธิษฐานเป็นรูปหัวใจด้วย อาจจะเกี่ยวข้องกับความรักก็เป็นได้


และเมื่อเดินทะลุศาลเจ้ามาตามทางเรื่อยๆ ก็จะพบกับอีกศาลเจ้านึงครับ ที่นี่มีชื่อว่า “ฮาริทสึนะ” (Haritsuna jinja) มีโคมไฟประดับไว้ริมบันไดทางเดินและซุ้มหน้าทางเข้าศาลด้วย ซึ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนของทุกปี เขาจะมีการจัดงานประเพณี อินุยะมะ มัตสึริ (Inuyama Matsuri) กันที่ศาลเจ้าแห่งนี้ โดยงานเทศกาลนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๑๗๘ แล้ว ตามคำสั่งของ มาสะโทะระ นารุเสะ (Masatora Naruse) ผู้ปกครองปราสาทอินุยะมะในขณะนั้น น่าเสียดายที่ผมมาเร็วไปหน่อย ไม่งั้นคงมีโอกาสได้ชมขบวนแห่เกี้ยวขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่า ๒๕ ฟุต รวมทั้งหมด ๑๓ เกี้ยว คงจะอลังการไม่น้อย


พอผ่านทั้ง ๒ ศาลเจ้าก็มาถึงซุ้มขายตั๋วเข้าปราสาทแล้วครับ ได้เวลาที่ต้องควักเงิน ๕๕๐ เยนเป็นค่าบัตรผ่านประตูเพื่อเข้าไปชมภายในกันล่ะ พอผ่านซุ้มประตูด่านเก็บตั๋วก็เข้าสู่ภายในอาณาบริเวณของปราสาทที่เต็มไปด้วยต้นซากุระมากมาย พร้อมปราสาทเป็นฉากด้านหลัง นักท่องเที่ยวไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับวันนี้ที่เข้ามาชมความงามของสถานที่สำคัญในเมืองอินุยะมะ จนผมอดไม่ได้ที่จะต้องถ่ายรูปตนเองเป็นที่ระลึก ระหว่างนั้นก็มีผู้สูงวัยท่านหนึ่ง แขวนสายสะพายเหมือนนางงามเดินตรงเข้ามาหาผม แล้วพูดภาษาท้องถิ่นใส่ พลางทำท่าถ่ายรูป ผมจึงเข้าใจว่าปู่แกคงอยากถ่ายรูปให้ ก็เลยมอบโทรศัพท์มือถือให้แกถ่าย ก่อนจะกล่าว อะริงะโตะโกไซมัส เป็นคำขอบคุณไป พอสังเกตสักพักจึงเข้าใจว่าแกคงเป็นจิตอาสา หรือไม่ก็ได้รับมอบหมายให้ช่วยนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกระมัง



มากันที่โบราณสถานแห่งนี้ดีกว่าครับ สำหรับ “ปราสาทอินุยะมะ” (Inuyama jo) จัดว่าเป็นปราสาทที่เก่าแก่อันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๐๘๐ โดยโนะบุยะสุ โอะดะ (Nobuyasu Oda) ลุงของโนบุนะงะ โอะดะ เคยถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในหน่วยบัญชาการการศึกสำคัญ อย่างเช่นในสมัยที่โนะบุนะงะ เรืองอำนาจ ก็ได้ให้ขุนพลที่ชื่อ สึเนะโอะกิ อิเกะดะ (Tsuneoki Ikeda) เข้ามาเป็นแม่ทัพควบคุมปราสาทแห่งนี้ เมื่อคราทำศึกอาเนะงะวะ (Anegawa no Tatakai) ในปี ๒๑๑๓ รวมทั้งถูกกองทัพของฮิเดะโยะชิ โทะโยะโทะมิ (เมื่อครั้งยังนามสกุลฮาชิบะ) ใช้ในการศึกโคะมะกิ นะงะกุเตะ (Komaki-Nagakute no Tatakai) ที่รบกับโนะบุคัทสึ โอดะ (Oda Nobukatsu) และอิเอะยะสุ โทะกุงะวะ ในปี ๒๑๒๗

ต่อมาภายหลังการศึกเซะกิงะฮาระ อิเอะยะสุ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยยกสถานะอินุยะมะให้เป็นแคว้น มีปราสาทนี้เป็นศูนย์บัญชาการ และให้โยะชิทสึงุ โอะงะซะวะระ (Ogasawara Yoshitsugu) เป็นไดเมียวคนแรก ซึ่งตั้งแต่ยุคเอะโดะ เป็นต้นมาตระกูลนารุเสะ (Naruse) ได้ครอบครองปราสาทโดยตลอด จนกลายเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลไปเลยทีเดียว จนกระทั่งในปี๒๕๔๗ ปราสาทได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของมูลนิธิในจังหวัดไอจิ

พูดง่ายๆ คือ ปราสาทที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ เป็นของดั่งเดิมมาตั้งแต่เกือบ ๕๐๐ ปีที่แล้วนั่นเอง

โดยปราสาทอินุยะมะ ถือเป็น ๑ ใน ๕ ปราสาทที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติ แม้จะไม่เคยถูกทำลายจากศัตรูทั้งในและนอกประเทศ แต่ก็เคยได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๔ และก็เป็นตระกูลนารุเสะที่ซ่อมแซมมาให้เห็นเป็นรูปร่างในปัจจุบัน

คราวนี้เราเข้าไปในปราสาทกันบ้างครับ ตัวปราสาทเป็นอาคารที่ไม่ใหญ่นัก ภายในมีชั้นใต้ฐาน ๒ ชั้น และชั้นบนฐานอีก ๔ ชั้น ชั้นใต้ฐานเป็นเพียงบันไดทางขึ้นไปสู่ภายในปราสาท ชั้น ๑ เป็นห้องที่อยู่ของเจ้าเมือง มีการจัดแสดงชุดเกราะซามูไร และยอดจั่วรูปปลาหน้าเสือที่ชำรุด ใส่ตู้กระจกเอาไว้ ส่วนชั้น ๒ เป็นคลังเก็บอาวุธ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นที่จัดแสดงรูปภาพปราสาทดั่งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น และโครงสร้างของปราสาท ชั้นที่ ๓ เป็นห้องอยู่ระหว่างส่วนหน้าจั่วของปราสาทพอดี และชั้น ๔ คือยอดหอคอยของปราสาท ภายในมีภาพเจ้าเมืองและเจ้าของปราสาทติดโชว์ไว้ ทิวทัศน์บนนี้ก็สวยงามไม่แพ้ที่ใด เห็นทั้งเมือง ภูเขา และแม่น้ำคิโสะ ที่อยู่ติดกับเขาที่ตั้งปราสาทด้วย






ผมสังเกตไม้ในแต่ละชั้น หลายๆ จุดมีลักษณะถูกการเสียดสี ถลอก เหมือนมีการใช้งานมาอย่างหนัก ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความขลังของที่นี่ไม่น้อยเลย เยี่ยมชมจนพอใจก็ได้เวลากลับเมืองนาโกย่า ก่อนกลับก็ขอแวะซื้อของฝากที่ร้านค้าด้านล่างภายในบริเวณปราสาท มีขายขนมหลายชนิด แต่ผมติดใจขนมทรงกลมสีน้ำตาลมีรูปตัวปราสาท สุนัขสัญลักษณ์ของเมือง และดาบ เป็นตราประทับไว้บนขนม ชื่อของมันผมก็ไม่ทราบว่าอะไร แต่รสชาติคล้ายทองม้วนบ้านเรามาก ดูแล้วคงถูกปากผู้รับดีแท้ จริงๆ ด้านนอกก็มีร้านค้าขายของที่ระลึกและขนมของฝาก แต่ถ้าของชนิดเดียวกันภายในปราสาทจะถูกกว่านิดนึงครับ

จากปราสาทเราต้องหาทางกลับไปที่สถานีรถไฟ เมย์เท็ทสึ อินุยะมะ ซึ่งผมคงไม่กลับทางเดิมแน่ๆ เพราะเขาบอกว่าแถวนี้มีย่านการค้าโบราณด้วยครับ อยู่บน “ถนนฮงมะจิ” (Honmachi) ถนนเส้นตรงตรงข้ามทางขึ้นตัวปราสาท มีบ้านขนาบ ๒ ฝั่งลักษณะคล้ายกับพวกย่านโบราณในยุคเอโดะ แต่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่และแลไม่เก่าแก่นัก ส่วนใหญ่กลายเป็นร้านขายอาหาร ของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวได้เลือกหาซื้อก่อนกลับ ซึ่งย่านนี้จะอยู่จนถึงสี่แยกฮงมะจิ ผมต้องเดินเลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงสถานีรถไฟ

ถือว่าเป็นโชคดีของผมที่ดันขึ้นรถไฟผิดขบวนจนไม่ได้มาที่นี่เมื่อวานนี้ ทำให้วันนี้จึงได้เดินอย่างเต็มที่ และได้เห็นความงดงามแบบที่คาดว่า ถ้ามาทันเมื่อวานก็คงจะไม่ได้พบ หรือ รีบจนไม่สามารถเก็บบรรยากาศต่างๆ ได้เต็มอิ่มแน่ๆ ถือเป็นอีกประสบการณ์ที่น่าจะทำให้ผมจดจำเอาไว้ในการวางแผนเดินทางครั้งใหม่ ส่วนที่นี่ ยอมรับเลยว่า จะรู้สึกเสียดายมากถ้ามานาโกย่าแต่ไม่ได้แวะมา โดยเฉพาะช่วงนี้ หน้าซากุระ มันสวยมากจริงๆ ต้องขอบคุณนิสิตสาวอักษรจุฬาฯ ประจำบู๊ทการท่องเที่ยวนาโกย่าในงานไทยเที่ยวไทยไปได้ทั่วโลกด้วย ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ถ้าพี่ชอบปราสาท พี่ควรไปให้ได้ ...เออ วันนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงควรค่าแก่การมา...

อ่านต่อฉบับหน้า..

http://www.haritsunajinja.com/ , http://inuyama-castle.jp/ , วิกิพีเดีย
กำลังโหลดความคิดเห็น