xs
xsm
sm
md
lg

สโลว์ไลฟ์มั้ยจ๊ะ ๑.๑ : ควันหลงโคมลอย ที่ท่าแพ

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

ความเดิมต่อที่แล้ว อ่าน
สโลว์ไลฟ์มั้ยจ๊ะ ๑.๐ : เชียงใหม่ 3rd time.

๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ : วัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่

วิถีแห่งการใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยของผมกำลังดำเนินเหมือนจักรยานที่ผมเช่าปั่นมาจากวัด ไปสู่จุดหมายแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ไกลจากตัวเมืองไปราวๆ ๗ กิโลเมตรได้ ภารกิจที่ต้องทำในวันนี้คือการตามหาร้านกาแฟของรุ่นน้อง ตามแผนที่บอกว่าอยู่ในหมู่บ้านเชียงใหม่เลคแลนด์ ตรงถนนรอบเมืองเชียงใหม่ หลังท่าอากาศยานเชียงใหม่

แน่นอนว่าผมคิดถูกที่เช่าจักรยานมา เท่าที่ดูแถวนี้ไม่ยักกะเห็นรถสาธารณะผ่านเลยแหะ แต่ว่า การปั่นๆ ช่วงก่อนเที่ยงแบบนี้ ก็ต้องแลกกับแสงแดดแรงๆ อากาศร้อนๆ จนผิวหนังเราอาจไหม้เกรียมได้ ด้วยความที่ไม่คุ้นชินเส้นทางทำให้พอเรายิ่งขี่ยิ่งรู้สึกไกลออกไป จนคิดในใจว่า แล้วเราจะไปร้านมิตรสหายอีกท่านไหวมั้ยวะ

จนในที่สุดผมก็ถึงจุดหมายอันลึกลับ จะว่าเป็นไอเท็มลับก็ไม่น่าใช่สำหรับร้านกาแฟ "อสมา คาเฟ่" (A/sa/ma Cafe) เพราะเห็นว่าเป็นที่รู้จักของคอกาแฟจำนวนไม่น้อย เจอน้องมุก เจ้าของร้านกำลังง่วงกับการทำกาแฟให้ลูกค้าที่มากันเพียบเชียว ผมจึงแว่บไปทานข้าวก่อนดีกว่า กับร้านเก่าแก่ในย่านที่ชื่อ "ครัวย่า" ซึ่งอยู่ติดกันนั่นล่ะ เป็นร้านอาหารไทยมีเมนูประจำและเมนูเฉพาะวันให้ได้เลือกทานกัน อย่างเช่นวันนี้ มีข้าวผัดปลาทอดขมิ้น เป็นอาหารพิเศษประจำวัน และผมก็ไม่พลาดที่จะสั่งมา

ตัวข้าวนำไปผัดกับไข่และผัก ตักมาคำแรกกลิ่นพริกระฆังเตะจมูกเด่นเลย ส่วนปลาทอดใช้ส่วนลำตัวทอดได้กรอบดี ที่สำคัญเขาเสิร์ฟมาให้พร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดด้วย ก็ตัดเลี่ยนเพิ่มให้ทานได้อร่อยขึ้น จริงๆ อยากจะสั่งอีกหลายเมนู แต่ทานคนเดียวก็กลัวจะไม่ไหว ต้องขี่จักรยานกลับอีก ฮ่าๆๆ ร้านนี้เปิดตั้งแต่เช้า ปิดประมาณบ่าย ๒ โมงได้ ส่วนร้านกาแฟเปิดถึง ๔ โมงเย็น เมื่อทานเสร็จสรรพก็กลับเข้าไปในร้านกาแฟอีกครั้ง คราวนี้คนเริ่มน้อยลงแล้ว

อันที่จริงผมก็ไม่ค่อยสันทัดเรื่องกาแฟเท่าไหร่ แม้จะชอบดื่มก็ตามที จึงบอกน้องเพียงแค่ว่า เอาที่มาแล้วต้องสั่ง และเขาก็จัดให้ กับกาแฟสูตรเฉพาะที่ทางร้านสั่งคั่วมาเอง ... สำหรับแก้วแรก เอสเพรสโซ่ พันนาคอตต้า บอกแค่นี้อาจจะว่าเป็นของหวานธรรมดา เสิร์ฟมาก็คือพันนาคอตต้า (วุ้นเจลาตินผสมนมและครีม) ราดด้วยกาแฟสด ๑ ช็อต แต่รสชาตินี่ อื้อหือมาก เหมือนทานพุดดิ้งคาราเมลหอมๆ หวาน มีรสกาแฟเปรี้ยวอมขมเสริม ลงตัวจนอยากจะสั่งอีกแก้ว แต่น้องบอกพี่หมดแล้ว ว้า... อดเลยจ้า ไหนๆ ก็มาแล้วขอลองอีกสักอย่าง เจ้าของร้านจัดอีกเมนูซิกเนเจอร์ ชื่อ กราวิตี้ เป็นกาแฟนม ด้านล่างเป็นนมผสมจนข้นคล้ายครีมแล้วราดด้วยกาแฟ ๑ ช๊อต อื้อหือ หอมมันตัดรสเข้มและเปรี้ยวของกาแฟได้ลงตัว

พูดถึงน้องมุก เจ้าของร้านนี่ผมไม่ได้เจอเธอมาเกือบ ๘ ปีน่าจะได้ ตั้งแต่สมัยที่ยังเล่นอยู่ในเว็บบอร์ดพันทิพ กาลเวลาผ่านไปหลายปีดีดัก จนเพิ่งจะทราบว่าเธอไปฝึกฝนเป็นบาริสต้า (นักชงกาแฟ) แถมเป็นแชมป์ประเทศไทย ในการแข่งขัน ไทยแลนด์ อินดี้ บาริสต้า แชมเปี้ยนชิพ ครั้งที่ ๔ ในปี ๒๕๕๕ ด้วย ก่อนจะได้พื้นที่ส่วนหนึ่งของร้านของย่าของเธอมาเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ แต่ร่มรื่น ที่พูดอย่างนี้เพราะด้านส่วนนอกร้านมีบึงน้ำขนาดใหญ่พร้อมความเขียวขจีของธรรมชาติให้ผู้มาเยือนได้นั่งทิ้งสายตา ปล่อยใจ ปล่อยอารมณ์ ละซึ่งความเครียดชั่วขณะ

เราซักถามสารทุกข์สุขดิบกันสักระยะหนึ่งผมก็จะขอตัวลาเพราะกะว่าจะปั่นไปร้าน "ฮอปปี้พอลล่า" (Hoppipolla) แต่น้องมุกค้านว่า เฮ้ย มันไกลนะพี่!! นั่นทำให้ผมเริ่มมานั่งดูแผนที่ผ่านโทรศัพท์มือถือกันใหม่ พบว่าจากร้านนี่ถ้าจะขี่จักรยานไปก็ไกลจริงๆ แหะ เลยชวนเจ้าของร้านมานั่งคุยกันดีกว่า ... ไม่นานจารย์ปืน ก็ขับรถมาถึง ที่เรียกจารย์ เพราะคุณปืน แกเคยเป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ก่อนที่จะลาออกมา แล้วก็มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ เปิดช่วงเย็นๆ อยู่ใน อ.หางดง เมนูเด็ดของที่นี่คือ สเต็ก ,ซี่โครงหมูย่าง ที่มาพร้อมผักและผลไม้แบบจัดเต็ม ผมเห็นแกโพสต์ในเฟซบุ๊กแล้วแบบ อยากมาก!! แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลอง

ช่วงนี้จารย์ปืน กำลังเจอปัญหาลูกค้าโทรจองแล้วไม่ยอมมาตามนัดทำให้ร้านเองก็เสียลูกค้าไป ตอนนี้ก็เลยปรับเปลี่ยนแผนกันใหม่ พอแกมาก็นั่งคุยกันหลายเรื่องเพราะผมกับคุณปืนนี่ก็ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้วเหมือนกัน แต่ประเด็นส่วนใหญ่จะหนักไปทาง เชียงใหม่มีอะไรอร่อย ... เขาบอกว่า ร้านเด็ดๆ มักอยู่ในซอย ที่คนไม่ค่อยรู้ ... อืม จดพิกัดกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว ฮ่าๆๆๆ

อีกเรื่องที่ผมเพิ่งรู้ก็คือ ... ลอยกระทงที่เชียงใหม่จะสิ้นสุดในวันนี้ ที่สำคัญจะมีขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ประจำปีอีกด้วย โอ้...นี่ผมยังมาถูกวันใช่มั้ย ... คุยกันยาวนานจนใกล้ถึงเวลาร้านอสมา คาเฟ่ จะปิด ผมก็ขอตัวจากลา เพื่อปั่นจักรยานเข้าไปรอดูขบวนในเมือง น่าจะตื่นตาไม่น้อย

ทางผ่านขากลับเข้าเมืองของถนนเส้นนี้เราจะได้พบกับสถานที่สำคัญอีกแห่งของจังหวัด นั่นคือ "วัดอุโมงค์" (สวนพุทธธรรม) และแน่นอนนี่คือวัดหนึ่งที่ผมตั้งใจว่าจะไปให้ได้ ซึ่งทางเข้าวัดก็ดูงงๆ สำหรับคนแปลกถิ่นอย่างผม จนต้องถามทางชาวบ้านอยู่หลายครั้ง พอเห็นป้ายวัดก็คลายความกังวล ลงจอดรถแล้วเดินสำรวจกัน ที่นี่ดูสงบและร่มรื่นมาก เป็นศาสนสถานที่อยู่ในป่า มีต้นไม้ใหญ่ๆ เยอะแยะ มีพระพุทธรูปปูนปั้นที่ชำรุดถูกจัดวางอยู่บริเวณโบราณสถานก่ออิฐเป็นลักษณะคล้ายอุโมงค์

ตามประวัติว่าวัดนี้สร้างในสมัยพระเจ้ามังราย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เพื่อเป็นที่พำนักของภิกษุชาวลังกาที่ได้ทูลเชิญมาเผยแพร่พุทธศาสนาให้เป็นแบบลังกาวงศ์จากพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย ในพื้นที่ป่าไผ่ ๑๑ กอ ทรงขนานนามว่า วัดเวฬุกัฏฐาราม ต่อมาในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราช ราว พ.ศ.๑๙๑๐ - ๑๙๓๐ ทรงบูรณะวัด และพอกปูนเจดีย์ทรงระฆัง ศิลปะแบบพุกาม ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับสร้างอุโมงค์เพื่อให้พระมหาเถรจันทร์ ภิกษุผู้ชำนาญด้านพระไตรปิฎกจำพรรษา ไว้สำหรับเดินจงกรม โดยชาวบ้านก็เรียกกันว่า วัดอุโมงค์เถรจันทร์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาหลังจากราชวงศ์มังรายล่มสลายก็ขาดการบูรณะ ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา มาจนถึงยุคปัจจุบัน ที่มีเจ้าชื่น สิโรรส เป็นผู้ปฏิสังขรณ์อีกครั้ง โดยขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ใน พ.ศ.๒๔๗๘

เท่าที่สำรวจภายในอุโมงค์นี้มีการเจาะช่องไว้วางเทียบส่องแสงสว่าง แต่เดี๋ยวนี้เขาใช้ความสว่างจากหลอดไฟแรงเทียนที่ติดตั้งใหม่แทน เมื่อมองเข้าไปยังใจกลางจะพบกับพระพุทธรูป และแสงสว่างจากด้านบนที่คาดว่าน่าจะพังทะลุลงมาจนต้องทำหลังคามาคลุมอีกชั้นเพื่อป้องกันฝน ข้างในนี้เปรียบเสมือนถ้ำที่มีการเจาะเป็นหลายๆ ช่อง แต่ละจุดก็จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานไว้ บรรยากาศนี่เงียบสงบจนรู้สึกวังเวงเหมือนกันนะ พอเดินขึ้นมาด้านบนก็จะพบกับเจดีย์ขนาดใหญ่ ให้ได้สักการะ ส่วนรอบนอกก็คือด้านบนของอุโมงค์เป็นลานโล่งๆ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเขาห้ามคนเดินเข้าไปในบริเวณนั้นหรือไม่ แต่เห็นมีบางคนเขาทำ ส่วนผมพอนึกขึ้นว่าด้านใต้ของพื้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่ก็ขอไม่เข้าไปเอาอย่างด้วยดีกว่า...

เวลาที่ไปถึงเป็นช่วงพระเริ่มสวดมนต์ทำวัดเย็นในวิหารเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ฝรั่งบางคนก็สนใจ เอากล้องไปถ่ายบริเวณรอบนอกกันหลายท่าน ส่วนผมชมจนรู้สึกพอใจในระดับนึง ก็ออกเดินทางต่อ เกรงว่าหากยังเอ้อระเหยลอยชายต่อจะถึงที่พักมืดค่ำเสีย จึงรีบปั่นๆ ออกมาจากวัดสู่ถนนสุเทพ ไปเรื่อยๆ จนถึงโฮสเทล เพื่อเช็กอินเข้าพัก ระหว่างทางก็ได้เห็นชีวิตยามเย็นบนท้องถนนแถวนี้ รถราติดเอาเรื่องเหมือนกัน เห็นว่าวันนี้มีปิดถนนด้วยคงจะหนักเอาการกว่าเดิมอยู่

พอเก็บของใส่ใต้เตียงที่พักในคืนนี้เสร็จ ก็ได้เวลาออกมาหาอะไรกิน เผอิญคุณก้อย เพื่อนของเพื่อนผมซึ่งรู้จักกันเมื่อหลายปีก่อนทักมาชวนว่าไปดูขบวนแห่กันไหม ผมก็สนใจตอบตกลงไปบอกเจอกันสักทุ่มนึง แล้วจึงไปตามจุดหมายอีกแห่งที่อยากลองมานาน กับบุฟเฟ่ต์ หมูกระทะเกาหลี ร้าน "เมียงดง" อยู่บนถนนช้างเผือก ซอย ๔ ไม่ไกลจากสถานีขนส่งช้างเผือกมากนัก ซึ่งหลายๆ เว็บอาหารบอกว่าบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างที่นี่อร่อยจริง

มาถึงหน้าร้านเป็นลานกว้างๆ สามารถจอดจักรยานยนต์ได้แต่เสียค่าจอด ๒๐ บาท แล้วค่อยไปรับคืนจากร้านทีหลัง ผมขับจักรยานมาเขาก็ไม่ได้เก็บอะไรนะ ภายในร้านนี่น่าจะมาโต๊ะมากกว่า ๕๐ โต๊ะได้ ร้านนี้ใช้เตาบรรจุแก๊สกระป๋องย่าง ส่วนกระทะเป็นกระทะทรงกลมลาดเข้าหาจุดศูนย์กลางให้น้ำมันลงมา ไลน์อาหารก็มีหมู เนื้อ ไก่ กุ้งแม่น้ำตัวนิด ปลาหมึก ปลา ผักต่างๆ และของกินเล่นอีกหลายชนิด ส่วนน้ำจิ้มก็มีทั้งสุกี้กวางตุ้ง น้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำจิ้มที่มีส่วนผสมของโคชูจัง (น้ำพริกเกาหลี) สนนราคา ๑๖๙ บาท ไม่รวมน้ำ แต่ถ้ารวมน้ำรีฟีลด้วยก็เพิ่มเงินอีก ๓๕ บาท ก็ยังคุ้มอยู่นะ

โดยรวมถ้าเทียบกับหมูกระทะในกรุงเทพฯ บางเจ้า ผมว่าที่นี่ดูดีกว่า ทั้งวัตถุดิบ และตัวกระทะ ส่วนรสชาติก็ไม่ต่างกันมากนัก

กินไปได้สักพักก็ถึงเวลาพบปะกับมิตรสหายอีกท่าน คราวนี้เราต้องเอาจักรยานไปเก็บที่โฮสเทลก่อน เพราะเจ้าของที่พักแกเตือนมาว่าถ้าเอาไปจอดซี้ซั้ว คนเยอะอย่างนี้มีสิทธิ์หายแน่นอน แล้วค่อยเดินต่อไปยังประตูท่าแพ จุดนัดหมาย แต่ระหว่างทางฝนก็ดันตกมาซะอย่างงั้น งงกันทั้งเมือง นี่มันเข้าหน้าหนาวแล้วไม่ใช่หรือ ทำเอาผู้ขับรถมอเตอร์ไซด์ต้องพากันแวะจอดหาที่พักกันเต็มริมทาง แต่ไม่นานฝนก็หาย ได้เดินทางกันต่อ จนถึงที่หมาย

เพื่อนก้อย มาพร้อมกับแฟนหนุ่มทั้งคู่มีงานอดิเรกเป็นช่างภาพอยู่ในชมรมแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ เราทักทายกันก่อนจะหาที่เหมาะๆ เป็นจุดถ่ายภาพขบวนแห่ประจำปี พูดถึงงานลอยกระทงหรืองาน “ประเพณีเดือนยี่เป็ง” ที่เทศบาลนครเชียงใหม่นี่จัดกัน ๓ วันเลยนะครับ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ เป็นวันเปิดงาน มีการประกวดขบวนแห่โคมยี่เป็ง ครั้งที่ ๒๔ ,ประกวดหนูน้อยยี่เป็งเชียงใหม่ ,การแสดงและการประดับโคมไฟสีสันสวยงามรอบเมือง ส่วนวันลอยกระทงก็มีการประกวดเทพียี่เป็งหรือนางนพมาศบ้านเรา ,ประกวดแห่กระทงเล็ก ,โคมลอย ซึ่งจะอนุญาตให้ลอยโคมบนท้องฟ้าได้ รวมทั้งการแสดงอื่นๆ

ส่วนวันนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานสำหรับการประกวด “ขบวนแห่กระทงใหญ่” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าประกวดจำนวน ๒๒ ขบวน ภายใต้แนวคิดเชียงใหม่นครที่เป็นที่สุดแห่งความสง่างามทางวัฒนธรรม โดยเริ่มเคลื่อนขบวนจากบริเวณข่วงประตูท่าแพ ไปตามถนนท่าแพ และถนนไปรษณีย์ ก่อนจะไปสิ้นสุดขบวนที่หน้าเทศบาลนครเชียงใหม่ แต่ทว่าตอนผมมาถึงนี่เริ่มไปได้หลายขบวนซะแล้ว

ผู้คนมากมายทั้งไทยและเทศต่างมารอดูอย่างตื่นตาตื่นใจ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แล้วแต่ละขบวนนี่โอ้โห จัดเต็มทั้งชุด เครื่องแต่งกายของผู้ร่วมขบวน ทั้งการตกแต่งตัวรถแห่ที่ทำได้อย่างอลังการดาวล้านดวงมาก ราวกับหลุดมาจากในหนังสือเลยทีเดียว แต่ละองค์กร มหาวิทยาลัยนี่ต้องใช้แรงคิดและแรงกายลงมือสร้างสรรค์มาได้อย่างน่ายกย่อง ก้อยบอกว่า งานนี้เหมือนเป็นการประชันผลงานทางศิลปะและวัฒนธรรมของแต่ละมหาวิทยาลัยในพื้นที่ว่าจะงัดเอาทีเด็ดอะไรมาสู้กัน

แล้วก็พาลคิดถึงเมืองนนท์ถิ่นที่่อาศัย ถ้ามีงานประจำปีให้นักศึกษาได้แสดงไอเดียมาอวดกันยิ่งใหญ่แบบนี้ นอกจากจะสร้างความภูมิใจให้แก่สถาบันการศึกษาแล้วคงจะเรียกนักท่องเที่ยวเข้ามาได้อีกไม่น้อยเลย

และแล้วก็เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ผู้คนต่างวิ่งกันอุตลุตหาที่หลบไม่ให้ตนเปียก แต่ไม่ทันไรขบวนแห่ก็เคลื่อนเข้ามา เหล่าบรรดานักแสดงยังคงยืนสง่าท้าทายสายฝน เดินตามจังหวะของรูปขบวนได้โดยไม่กลัวว่าตนจะเปียก โป๊ หรือหน้าจะพังจากเครื่องสำอาง ทุกคนใจสู้กันมาก จนไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพรรณาได้ เมื่อฝนหยุด เราทั้งหมดจึงเร่งสปีดเท้าเดินนำขบวนเพื่อจะไปดูขบวนแรกๆ ที่มาถ่ายไม่ทัน แต่ก็ไม่ทันจริงๆ พอไปถึงหน้าเทศบาลหลายขบวนก็ไปเสียแล้ว เราจึงตัดสินใจไปหาอะไรกินต่อ



ระหว่างนั้นเอง ผมกลับรู้สึกไม่ดีต่อสภาพร่างกายอีกเสียแล้ว โดยเฉพาะเท้าและขาที่ระบมจากการปั่นจักรยานและเดินอีกรวมกันหลายกิโลเมตรในเวลานี้ จนอยากจะพัก แต่ก็เกรงใจเพื่ออุตส่าห์พาเรามาเที่ยว เลยตามเขาไปหาของกินที่เจ้าเด็ด ... แต่ พอไปถึงร้านก็ดันปิด เดินลัดเลาะกันไปเรื่อยจนถึงไนท์บาซาร์ แวะเข้าร้านเบอร์เกอร์เจ้าดัง ผมนี่อยากจะสั่งสักเมนูมากแต่ขามันเปรี๊ยะจนหมดอารมณ์กินไปทุกสิ่ง สุดท้ายก็ต้องยอมบอกกับเพื่อนขอตัวกลับที่พักและหาร้านขายยาซื้อยานวดสักหลอดเผื่อช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง

ตามทางเดินที่ผ่านผมก็เห็นหลายๆ คนต่างนำโคมมาจุดลอยกัน ทั้งในพื้นที่ชุมชน และลานโล่งๆ อย่างประตูท่าแพ นักท่องเที่ยวต่างชาติดูจะมีความสุขกันมากกับกิจกรรมนี้ พากันซื้อโคมมาจุดที่ลานกันเต็มไปหมด เพื่อนถามว่าผมเอาบ้างมั้ย ผมยิ้มแล้วส่ายหน้า แน่นอนว่าภาพที่ออกมามันดูดีมาก แสงสว่างจากโคมค่อยๆ ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ยิ่งมีจำนวนมากยิ่งดูเหมือนดาวฤกษ์ระยิบระยับที่ลอยไปมา ... แต่ผลที่ตามมาตอนมันจากไปนี่ทำให้ผมขยาดเหมือนกัน ทั้งขยะจำนวนมากที่เกิดจากโคม และหากมันลอยไปติดบ้านใครเขากลายเป็นไปก่อให้เกิดอัคคีภัย แทนที่จะได้ปล่อยทุกข์ของเรากลายไปเพิ่มทุกข์ให้ผู้อื่นอีก

ก่อนจากลาเราก็ขอบคุณก้อยและแฟนที่พามาเที่ยวอีกครั้ง และขออภัยที่ไม่ได้เดินทัวร์ให้เต็มที่ แต่สภาพร่างกายนี่ไม่ไหวจริงๆ ครับ รู้เลยว่าการไม่ได้ออกกำลังกายเพื่อฟิตตนเองให้พร้อมนี่มีผลจริงๆ จนส่งผลให้เกิดความกังวลในสิ่งที่จะตามมากับการเดินทางครั้งสำคัญในอีก ๒ วันข้างหน้าเสียแล้ว!!

อ่านต่อฉบับหน้า

ที่มาข้อมูลบางส่วน : http://www.watumong.org , http://www.cmcity.go.th/cmcity/images/document/PublicRelations/pr125.pdf , วิกิพีเดีย
กำลังโหลดความคิดเห็น...