xs
xsm
sm
md
lg

Alone in Tokyo ๑.๒ : สึคึจิ ตลาดปลา ใครเขาก็มากัน

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

**บทความนี้ ไม่ใช่การรีวิว ,ไกด์บุ๊ก หรือ กูรู เป็นเพียงการเล่าประสบการณ์ในสิ่งที่เห็นและสัมผัส หากท่านผู้อ่านมีข้อมูลเสริมสามารถร่วมกันแชร์ได้ผ่านช่องทางแสดงความคิดเห็นด้านล่าง และขอให้สนุกกับการเดินทางไปด้วยกัน **

ความเดิมตอนที่แล้ว อ่าน
Alone in Tokyo ๑.๐: สู่ดินแดนอาทิตย์อุทัย
Alone in Tokyo ๑.๑: ฟูจิซังไกลลิบๆ ที่ภูเขาทะคะโอะ

๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ : ทะคะโอะซัง กรุงโตเกียว

เสน่ห์ของภูเขาทะคะโอะอย่าง ๑ ที่ผมได้สัมผัสคือ คุณสามารถเลือกทางเดินได้เองว่าจะไปถึงยอด และลงจากยอดอย่างไร เพราะแต่ละเส้นทางก็มีทัศนียภาพต่างกัน..

..นี่คือข้อดีที่กระตุ้นให้เราอยากมาที่นี่อีก

และทางที่ผมเลือกใช้ลงจากยอดเขาสู่พื้นล่างก็คือเส้นทางธรรมชาติที่ ๑ โอะโมะเตะซังโดะ (Omotesando) ซึ่งมันจะผ่านไปยัง วัดยะคุโอะ อิน ยุกิ (Takao-san Yakuo-in Yuki-ji) ที่ถือเป็นอีก ๑ แลนด์มาร์กของภูเขานี้ ตามตำนานบอกว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.๑๒๘๗ ตามพระบัญชาของจักรพรรดิโชมุ เป็นวัดนึงที่บรรดานักรบให้ความนับถือ โดยจะมาสักการะ อิซุนะ ไดงนเง็น (Izuna Daigongen) ที่ว่ากันว่าเป็นร่างอวตารของพระไดนิจิ ยูไร (Dainichi Nyorai) เพื่อให้ชีวิตมีความสุขและปลอดภัยจากภยันตรายทั้งมวล ตามตำนานยังบอกอีกว่า บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นที่สิงสถิตของภูติจมูกยาวมีลักษณะคล้ายครึ่งคนครึ่งนกที่ชื่อ เท็งงุ (Tengu) ผู้นำสาส์นจากเทพเจ้าและพระโพธิสัตว์มาลงโทษคนชั่วร้ายและปกป้องคนดีด้วย


หากเราเดินลงมาเรื่อยๆ จุดแรกที่เราจะพบก็คือศาลเล็กๆ ที่ชื่อ ฟูจิ เซ็นเง็น ฉะ (Fuji Sengen sha) ถัดมาก็เป็นศาลาเล็กๆ โอะคุโนะอิน ฟุโดะ โดะ (Okunoin Fudo-do) ตรงจุดนี้มีที่น่าสนใจคือ เสาเตี้ยๆ ต้นนึงด้านหน้าห้อง มีลูกนิมิต (น่าจะเห็นภาพง่ายสุด) อยู่บนยอดมีฐานเป็นดอกบัว ตรงนี้จะมีวงล้อให้หมุน น่าจะเป็นขอพรกระมัง ถัดลงมาก็จะเป็นศาลาอิซุนะ งนเง็น ( Izuna Gongen-do) อาคารไม้สีแดงตรงนี้ถือเป็นที่สักการะเทพเจ้า และด้านหน้าศาลาก็ยังมีรูปปั้นภูติเท็งงุอยู่ ๒ ตนด้วย และก็มีชื่อเรียกต่างกัน ตนหนึ่งหน้าเป็นอีกาถือดาบคือ คะระซุ เท็งงุ (Karasu Tengu) เป็นบริวารของภูติตนหนึ่ง ที่จมูกยาวถือพัดขนนกยืนอยู่ใกล้กัน นั่นคือ ยะมะบุชิ เท็งงุ (Yamabushi Tengu)


ลงเขามาอีกสักพักก็เจอกับวิหารหลักใจกลางวัดหลังใหญ่ๆ ที่ไม่ได้ทาสีแดง ในข้อมูลเข้าใจว่า เป็นสถานที่ที่พระจะใช้ทำพิธีเผาฝืนที่เรียกว่า โกะมะ (Goma) เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แถวนี้ก็จะมีร้านให้เช่าเครื่องราง รวมถึงทำพิธีเขียนป้ายขอพร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแค่ตัวหนังสือแต่บางคนไอเดียบรรเจิดวาดเป็นตัวการ์ตูนลงไปด้วย บ่งบอกถึงความเป็นดินแดนแห่งมังงะได้ดีทีเดียว ด้านหน้าศาลาจะมีซุ้มประตูทางเข้าสีแดงที่ชื่อ นิโอะ (Nio-mon) นอกจากนั้นก็มีศาลาไดชิ (Daishi-do) อยู่ทางด้านหลัง ตรงนี้มีรูปปั้นพระองค์เล็กเรียงรายให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปที่ระลึก ส่วนด้านข้างก็มีศาลาเล็กน้อย มีแผ่นป้ายอะไรสักอย่างซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน




พอลงมาเรื่อยๆ ก็จะเจอร้านขายของฝาก วัตถุมงคล มีซุ้มชำระร่างกายตามธรรมเนียมเข้าศาสนสถานญี่ปุ่น ที่จะต้องนำกระบวยมารองน้ำแล้วเทล้างมือทั้ง ๒ ข้าง ก่อนนำเข้าปากเพื่อกลั้วแล้วบ้วนทิ้ง ส่วนน้ำที่เหลือในกระบวยก็ให้เทเป็นแนวตั้งให้น้ำไหลลงมาตรงปลายด้าม และมองจนไปสุดเขตวัดก็คือซุ้มประตูขนาดใหญ่ ชิเท็งโนะ (Shitenno-mon) มีรูปสลัก ๔ เทพผู้พิทักษ์โลกประจำอยู่ตรงซุ้ม .... สรุปง่ายๆ คือ ผมเดินสวนทางเข้านั่นเองครับ

*เก้าอี้หฤหรรษ์ ผมนี่เสียวเลย..

พอหลุดจากตรงนี้ก็จะเป็นสถูปสถาปัตยกรรมคล้ายบ้านเราอันนี้ผมไม่ได้เข้าไป แล้วเดินมาไม่ไกลก็จะถึงจุดแวะพักซึ่งมีอาหาร ขนมท้องถิ่น ของฝากขาย ผมเลือกซื้อดังโงะ (Dango) ขนมเหนียวทรงกลมคล้ายลูกชิ้นเสียบไม้ ด้วยข้อมูลที่เราได้มาคือ เขาฮิตกินไอ้นี่กัน โดยเฉพาะรสงาดำ แต่เห็นราคาแล้ว แหม่ ... เอาจริงหรอวะ ๓๑๐ เยนหน่ะ แต่ไหนๆ ก็มาแล้วต้องลอง สั่งแม่ค้าเลือกไม้ที่อังไฟอยู่ เขาก็จัดแจงเอาไปชุบน้ำซอสสีน้ำตาลเข้มแล้วยื่นมา กัดไปคำแรก อื้อหือ ... ซอสมันเค็มเสียจริง อารมณ์เหมือนกินข้าวเหนียวปิ้งจิ้มน้ำปลาหอมๆ ดีนะไม่บอกเขาว่าขอซอสเยอะๆ ที่จริงแถวนี้ยังมีของขึ้นชื่ออย่าง ไทยากิรูปกัปปะด้วย แต่ผมหาไม่เจอว่าร้านไหน

ทางลง ที่นี้มีให้เลือก ๓ เส้นทาง คือ นั่งกระเช้า นั่งแชร์ลิฟท์ และ เดินลงตามเส้นทางที่ ๑ ในแพ็กเกจตั๋วโดยสารที่ซื้อมามันสามารถนั่งทั้ง ๒ อย่างได้ครับ ขึ้นอยู่กับผมแล้วว่าจะเลือกอะไร .... ไอ้กระเช้านี่เราก็นั่งบ่อยแล้ว ลองแชร์ลิฟท์บ้างดีกว่า ว่าแต่ มันคืออะไรล่ะ ... สำหรับคนที่เคยเล่นสกีหรือดูภาพยนต์ที่มีฉากนั้นคงจะคุ้นๆ อยู่ ดูลักษณะก็เหมือนกับกระเช้าที่ผ่าครึ่ง เหลือแค่ม้านั่งกับโครงเสาแล้วมันก็เลื่อนไปเรื่อยๆ ตามสายเคเบิ้ล แต่สำหรับคนไม่เคยอย่างผม มันก็ตื่นเต้นไปหมดล่ะครับ

แชร์ลิฟท์ของที่นี่ เปิดให้ใช้งานเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ หลังกระเช้าลอยฟ้าที่สร้างมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๐ โดยสมัยก่อนมีที่นั่งเดียว แต่ต่อมาก็เพิ่มเป็น ๒ ที่แบบปัจจุบัน มีระยะทางยาว ๘๗๒ เมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๒ นาที ต้นทางที่ผมยืนต่อแถวอยู่นี่คือ สถานีซันเจียว (Sanjyo) ส่วนปลายทางคือสถานีซันโระคุ (Sanroku) ตรงจุดนี้มีที่ปั๊มตราด้วยนะ เมื่อแถวเลื่อนไปจนถึงจุดฉีกตั๋วก็จะพบกับบรรดาเก้าอี้มีลอยเลื่อนเตรียมรับผู้โดยสาร เราจะต้องเดินไปยืนบนบันไดเลื่อน ห๊ะ!! ใช่ครับ มันจะเลื่อนเราไปให้สอดรับกับเก้าอี้ ที่เข้ามาด้านหลัง พอมันชนกับขาก็นั่งได้เลย ... ไฮเทคมากๆ

เก้าอี้จะค่อยๆ ไหลไปเลื่อนๆ พร้อมกับทัศนียภาพภูเขาในเบื้องหน้า ส่วน ๒ ข้างทางก็เต็มไปด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนสีแดงบ้าง เหลืองบ้าง สลับกับพวกที่ยังเขียวสดและที่โรยราเหลือแต่ก้าน แต่ก็สวยงามมากๆ ส่วนที่นั่งนี้โล้นๆ เลยครับ ไม่มีเข็มขัดนิรภัย สูงจากพื้นล่างราวๆ ๒ - ๔ เมตรได้ ซึ่งด้านล่างก็มีตะข่ายรองรับในทุกระยะ เขามีกฏด้วยว่าห้ามแกว่ง โอ้โห ใครจะไปกล้าล่ะพ่อคู๊ณณณ แค่นี้ก็ทั้งเสียว ทั้งเย็นจนไม่อยากจะกระดิกตัวเลย

แต่ก็สนุกไม่น้อยเลยล่ะ .... อยากให้ได้ลองกันครับ

ลงมาถึงข้างล่างก็ได้เริ่มเย็นย่ำพอดี ประเทศนี้มืดเร็วมากครับ ๕ โมงกว่าๆ แสงตะวันก็ลาลับแล้ว ระหว่างทางกลับสถานีรถไฟก็มีร้านขายของมากมาย ทั้งของฝาก พวกอาหารแห้ง ขนมที่มีสัญลักษณ์หน้ากากเท็งงุ ของที่ระลึก และร้านอาหาร ตัวอาคารของแต่ละร้านดูราวกับย้อนไปยังยุคเก่า เสียดายบ้านเราไม่ค่อยเก็บไว้ เพราะเขาไม่รู้กันว่ามันมีค่าสามารถขายทางวัฒนธรรมได้ จึงเหลือให้ได้ยลเพียงจังหวัดละไม่กี่แห่งเท่านั้น

*ศาลาว่าการกรุงโตเกียวเขาก็มีวิวให้ชมฟรีนะ

จริงๆ ผมถือว่าโชคดีมากที่ตั๋วอีกสถานที่ ๑ ไม่สามารถจองได้ เพราะไม่คิดว่าที่นี่จะมีจุดให้หยุดชมเยอะแยะจนใช้เวลาอยู่นานขนาดนี้ และถ้าจองสำเร็จจริงก็อาจจะทำให้ทริปไม่ได้ชิลล์ตามใจปราถนาแน่ .. ผมนั่งรถไฟกลับสู่สถานีชินจุกุ เป้าหมายต่อไปของผมคือการขึ้นไปชมวิวครับ
ไหนๆ ก็มาที่ชินจุกุแล้ว ก็ต้องลองทำตามทริปคนทั่วไป ที่สำคัญ ฟรี!!! ก็คือ ขึ้นอาคาร "ศาลาว่าการกรุงโตเกียว" (Tokyo Metropolitan Government Building) ที่อยู่ไม่ไกลสถานีรถไฟมากนัก มีป้ายบอกทางเป็นระยะ ควรสังเกตุเพราะเขาจะย่อว่า TMG ซึ่งศาลากลางบ้านเขาเป็นตึกแฝดสูงเสียดฟ้า ๔๘ ชั้น ความสูง ๒๔๓ เมตร ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๑ เสร็จในปี ๓๔ โดยจุดชมวิวเขาสามารถขึ้นได้ทั้ง ๒ ตึกคือฝั่งเหนือ กับ ใต้ แต่ฝั่งใต้จะปิดเร็วราวๆ ๕ โมงครึ่ง ผมมาถึงเกือบค่ำเลยต้องขึ้นฝั่งเหนือแทนเพราะเขาปิดให้บริการถึง ๕ ทุ่มเลยล่ะ แต่ต้องมาขึ้นก่อนปิดครึ่งชั่วโมงนะ

ทางขึ้นจุดชมวิวอยู่ที่ชึ้น ๑ ตรงนี้มีศูนย์การท่องเที่ยวกรุงโตเกียวให้นักท่องเที่ยวได้เดินไปสอบถามข้อมูล มีแผนที่ไกด์บุ๊กแทบทุกเขตของเมืองหลวง บางชุดเป็นภาษาไทยด้วย เอาล่ะ เรามาขึ้นตึกกันดีกว่า ที่หน้าลิฟท์มีเจ้าหน้าที่สาวคอยให้บริการอยู่หน้าลิฟท์ พูดภาษาอังกฤษและเกาหลีได้ (รู้ได้ไง .. ก็เห็นเขาทักทายสาวเกาหลีเป็นภาษาของแดนโสมอยู่) ส่วนภายในลิฟท์ก็มีเจ้าหน้าที่ยืนคุมลิฟท์ที่ยิงยาวขึ้นไปสู่ชั้นบนสุดจุดเดียว พอเปิดออกมานี่ผมล่ะอึ้งเลยครับ ..มันเป็นลานขายของที่มีวิวเป็นกระจกอยู่ และตัวกระจกก็ไม่ได้เชื่อมต่อกันเป็นวิวแบบ ๓๖๐ องศา อย่างใจคิดด้วย นึกสภาพเหมือนมองหน้าต่างในออฟฟิศตึกสูงๆ ประมาณนั้น แถมจุดชมวิวแจ่มๆ ก็ถูกร้านอาหารยึดพื้นที่ให้ลูกค้าได้ชื่นชมบรรยากาศด้วย

ก็ยังดีที่มีให้ดู ..

*ตรอกเล็กๆ ริมรางรถไฟชินจุกุ

จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ คือตรอกร้านอาหารแห่ง ๑ แต่ระหว่างเดินกลับจากศาลาว่าการฯ มายังสถานีรถไฟ ก็กลับนึกถึงสิ่งที่เพื่อนผมชอบเล่าให้ฟัง นั่นคือ อาหารลดราคาในซูเปอร์มาร์เกต แถวนี้มีหลายห้าง แต่ผมเผอิญเดินเข้ามาในห้างเคย์โอะ ซึ่งห้างเมืองนี้ปิดเร็วมากครับ แค่ ๒ ทุ่มก็มืดตืดตือแล้ว และร้านต่างๆ ก็จะเริ่มลดราคาสินค้าอาหารปรุงสุกที่ผลิตในวันนั้นหรือก่อนหน้านั้น เช่น ข้าวปั้น ของทอด ก่อนห้างปิดราวๆ ๑ ชั่วโมงครึ่ง เท่าที่สังเกตุส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น ๓ ช่วง เริ่มตั้งแต่ ๖ โมงครึ่งก็จะปล่อยของลด ๑๐ - ๒๐% พอสักพักก็จะเปลี่ยนป้ายใหม่เหลือลด ๓๐% ยิ่งห้างปิดบางร้านลดตั้งแต่ ๕๐ - ๗๐% เลย เรียกได้ว่า เหมาะสำหรับพวกแบ๊กแพคงบน้อยอย่างผมจริงๆ จึงได้หมูทอด ทงคัตสึ ร้านไมเซน มา ๑ กล่อง และ ข้าวปั้นจากร้านอะซะฮี ซูชิ มาอีก ๑ เซ็ท


ว่าแต่ ... ผมต้องไปกินต่ออีกไม่ใช่เหรอ??

หึหึ แค่นี้ท้องผมสบายๆ ... ว่าแล้วก็เดินออกจากห้างไปตรอกที่ชื่อว่า โอะโมะอิเดะ โยะโกะโจ (Omoide Yokocho) ชุมชนการค้าเล็กๆ เหนือสถานีรถไฟชินจุกุ ต้นซอยจะอยู่แถวๆ ร้านยูนิโคล่ ส่วนปลายซอยจะอยู่ติดกับสี่แยกใหญ่ๆ เลียบทางรถไฟ ตรงนี้ในยุคหลังสงครามโลก ราวๆ พ.ศ.๒๔๘๙ มีแต่ซากปรักหักพัง ก็ถูกแปรสภาพเป็นย่านขายเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องอุปโภค หนังสือมือ ๒ และก็มีร้านอาหาร พวกโอเด้ง ,มันฝรั่ง ถั่วแดงต้ม , เทมปุระ ฯลฯ ต่อมาได้เกิดไฟไหม้จนเสียหาย ประกอบกับรัฐบาลได้มีการจำกัดการใช้แป้งสาลี จึงได้มีการนำอาหารชนิดใหม่ ที่ทำด้วย หมูหรือเนื้อ เสียบไม้ย่าง มาขายในย่านนี้ นั่นคือ โมะสึ ยากิ (Motsu - yaki) หรือ ยากิโทริ จนกระทั่งในช่วงปี ๒๕๐๐ กรุงโตเกียวได้ขอคืนพื้นที่เพื่อขยายชินจุกุให้เป็นสถานีรถไฟปลายทางจึงทำให้ ๓๐๐ กว่าร้านต้องถูกรื้อออก จนเหลือแค่ตรอกเล็กๆ ที่ผมกำลังเดินอยู่เนี่ยล่ะครับ


ที่ผมเดินสำรวจในซอยเล็กๆ นี้เห็นร้านสไตล์ไม้เสียบปิ้งค่อนข้างเยอะ และก็มีบรรดาพนักงานออฟฟิศสวมสูทนั่งกินแกล้มเหล้าญี่ปุ่นหรือเบียร์ กับคู่สนทนากันหน้าบาร์ในร้านแคบๆ แลดูน่าร่วมวงไม่น้อย แต่มองจากของที่ซื้อมาจากห้างแล้ว คงได้แค่บะหมี่สักชามล่ะครับ ... แหะๆ จะบอกว่าแถวนี้พวกโซบะ ราเม็ง ก็ขึ้นชื่อไม่แพ้ปิ้งย่างเลยล่ะ ซึ่งร้านที่ผมเลือกก็คือ คะเมะย่ะ (Kameya) ร้านโซบะเทมปุระ เขาว่าเด็ด ผมเห็นคนต่อคิวรอก็เลยยืนกับเขาด้วย มองดูร้านมีที่นั่งแค่หน้าบาร์ มีตู้ใส่ของทอดพร้อมติดป้ายราคาไว้ เช่นเดียวกับบนขื่อที่มีเมนูพร้อมราคาติดไว้เช่นกัน แต่ ... ไม่มีภาษาอังกฤษ เอาล่ะสิ ...

พอถึงคิวผมพ่อครัวชี้ให้นั่งแล้วก็ถามว่าเอาอะไร ผมหันซ้าย หันขวา แล้วก็ชี้ไปที่ชามของลูกค้าข้างๆ เขาก็ขอคิดเงินก่อน แกชูสี่นิ้ว ห๊ะ.. ๔๐๐ เยนเท่านั้น!! สิ่งที่ได้ตรงหน้าคือ โซบะที่โปะหน้าด้วยผักทอดและไข่ต้มแบบไม่สุกดีนัก ที่บ้านเราเรียกว่า ไข่ออนเซน โดยรวมก็อร่อยดี เส้นกึ๊บๆ กระด้าง ไม่เหนียวเหมือนราเม็ง น้ำซุปรสออกโชยุ แต่ไม่เค็มมาก มองดูผู้คนรีบกินรีบลุกทำเราต้องรีบตาม

ร้านแถวนี้หลายแห่งเปิดกันถึงเที่ยงคืน ผิดกับห้างที่ทยอยปิดไฟตามลำดับ แต่ก็ยังใจดีเปิดไฟที่ประดับเตรียมฉลองเทศกาลหน้าหนาวให้ผู้คนได้เดินถ่ายรูปเล่นกัน ส่วนผมก็รีบเดินกลับสู่สถานีรถไฟเพื่อนั่งไปยังสถานที่พักผ่อน นอนเอาแรงรุ่งเช้าไว้สู้กันใหม่ ...

และเมื่อกลับมาถึงโฮสเทลก็ได้พบว่า ... รองเท้าแตะสีเหลืองของผม มันกลับมาแล้ว!!!

๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ สถานีรถไฟโตเอย์ อะสะกุซะบาชิ กรุงโตเกียว

ผมกำลังจะขึ้นรถไฟไปตลาดปลาครับ

โปรแกรมวันนี้คือการท่องเที่ยวในเมืองด้วยรถไฟใต้ดินล้วนๆ เพื่อให้คุ้มค่ากับบัตรโตเกียว ซับเวย์ ๒ เดย์ ที่ซื้อมาจากสนามบิน อ่อ ไหนๆ ก็ขอเสริมเรื่องรถไฟอีกสักนิด เพราะที่นี่ถือเป็นบริการขนส่งสาธารณะที่สำคัญมาก การเชื่อมโยงถ้าดูในแผนผังแผนที่คงงงบรรลัยโลกแน่นอน ทีนี้มันก็มีวิธีที่ทำให้ง่ายขึ้น เอาเฉพาะถ้าจะเที่ยวในเมือง เราต้องรู้ก่อนว่า มันมีรถไฟที่สำคัญอยู่ ๓ เจ้า คือ เจอาร์ ,โตเกียวเมโทร และโตเอย์ ๒ เจ้าหลังเป็นรถไฟใต้ดิน ตามความเข้าใจผมถ้าเป็นเจอาร์หลักๆ นี่มี ๓ สาย คือ เจอาร์ ยะมะโนะเตะ (Yamanote line) สีเขียวอ่อน อันนี้วิ่งเป็นวงกลมรอบเมือง ผ่านสถานีสำคัญๆ ซึ่งบางคนก็ใช้สายนี้เป็นหลักในการท่องเที่ยว ,เจอาร์โซบุ (Sobu line) สายสีเหลือง วิ่งผ่าเมืองจากสถานีชินจุกุ ไปสถานีอากิฮาบาระ และเจอาร์ จุโอะ (Chuo line) สายสีส้ม วิ่งผ่าเมืองจากสถานีชินจุกุ เช่นกัน แต่ไปสถานีโตเกียว จริงๆ มีอีกหลายสายแต่พูดไปก็จะงงเสียเปล่า

ส่วนรถไฟใต้ดินนี่มีสายวิ่งทั่วเมืองเลยครับ ซึ่งสถานีส่วนใหญ่ของทั้ง ๒ เจ้า มักเชื่อมต่อกัน แต่ราคาไม่เหมือนกัน สมมุติถ้าขึ้นต้นและปลายทางยี่ห้อเดียวกัน อาจจะเสียแค่ ๑๗๐ เยน แต่ถ้าเปลี่ยนจากต้นทางเป็นโตเอย์ ปลายทางเป็นโตเกียวเมโทร ราคาก็จะแพงขึ้นอีก ๑๐๐ เยนโดยประมาณ แต่ถ้าคุณใช้บัตรนี้ ก็สามารถนั่งได้เต็มที่กี่รอบกี่เที่ยวตามใจยันเที่ยงคืนเลยจ้า

..เพียงแค่คุณต้องวางแผนให้เป็น

เช่นเดียวกัน ผมก็ต้องนั่งรถไฟสายสีชมพู อะสะกุซะ ไปต่อที่สายสีเทา ฮิบิย่ะ เพื่อลงสู่สถานีสึคิจิ จุดหมายปลายทางตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ข้อดีของเมืองนี้คือตรงทางออกของสถานีจะมีแผนที่กูเกิ้ลแม๊ปบอกว่าเราอยู่ที่ไหน และออกทางออกไหนจะเจออะไรบ้าง แหม่... ถ้ารถไฟฟ้าบ้านเราทำแบบนี้ก็คงจะดีนะ ...

จากสถานีเดินไปตลาดไม่ไกลมากนัก และจะผ่านวัดที่ชื่อ สึคิจิ ฮนงันจิ (Tsukiji Hongan-ji) ที่สร้างมาตั้งแต่พ.ศ.๒๑๖๐ แต่ด้วยเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้วัดถูกทำลาย จึงได้มีการสร้างวิหารใหม่ในสถาปัตยกรรมอินเดียเมื่อปี ๒๔๗๗ คือที่เห็นอยู่นี่ล่ะ ผมว่าจะเดินเข้าไป แต่เห็นเหมือนเขากำลังทำพิธีอะไรอยู่ เลยกล้าๆ กลัวๆ ถอยออกมาดีกว่า ...

*ถึงแล้วจ้า ตลาดปลาสึคิจิ

ถัดไปไม่ไกลนักก็ข้ามแยกเข้าสู่โซนร้านค้า ส่วนใหญ่ก็จะขายอาหารทะเลทั้งสดๆ โดยเฉพาะ ทูน่า นี่มีให้เลือกทุกส่วนตัดแบ่งขายตั้งแต่แพงยันถูก ปูทะเลอย่างซูไว และอลาสก้า ก็มีให้เลือกกัน ส่วนอาหารแห้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูป และเครื่องปรุง จากปลา นี่ก็เยอะครับ พวกผัก ผลไม้ ก็มี เรียกได้ว่าเหมาะกับคนที่ชอบเดินตลาดแน่นอน แต่สำหรับคนชอบกิน ร้านอาหารแถวนี้คงทำให้พอใจเยอะแยะ ที่นี่จัดว่าขึ้นชื่อในเรื่องของข้าวปั้น หรือ นิกิริซูชิ ปลาดิบ หรือซาซิมิ และข้าวหน้าอาหารทะเลต่างๆ หรือ จิราชิ ซูชิ ราคาก็ไม่แพงมาก มีหลายร้านที่จัดว่า ต้องมาลองให้ได้ ...

ส่วนผมนั้น บังเอิญเดินมาเจอร้านกาแฟที่ชื่อ โยะเนะโมะโตะ (Yonemoto coffee shop) ก็เลยแวะชิมกาแฟร้อนใส่วิปครีมราดซอสคาราเมลซะหน่อย ร้านกาแฟที่นี่เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในร้านได้ ก็ทำเอาผมนั่งได้ไม่นานนัก ได้พบกับ ๒ สาวนักท่องเที่ยวสัญชาติเดียวกัน ก็พูดคุยตามประสาคนพลัดถิ่น แต่เอาจริงๆ ตั้งแต่เดินมานี่ก็ได้ยินภาษาไทยตลอดทางเลย แน่นอนล่ะครับ นี่เป็น ๑ ในสถานที่เที่ยวหลักนิ

ผมเดินทะลุซอยนั้น ซอยนี้ เห็นอาหารละลานตาก็อยากกินไปหมด ชิมโน้นชิมนี่ที่เขาวางไว้ให้ลอง แต่สุดท้ายก็มาจบที่ของกินเล่นอย่างไข่หวานเสียบไม้ หรือ ทะมะโกะยากิ ร้าน ยะมะโจว มะตุเอะ (yamachou-matue) (ชื่อตามเว็บไซต์ร้าน) มันก็คือไข่เจียวที่ทอดในกระทะสี่เหลี่ยมแล้วพอใกล้สุกก็บีบอัดด้วยบล๊อคไม้ให้เป็นก้อน จริงๆ นี่ผมโคตรเกลียดไข่หวานเลย แต่ตามข้อมูลเขาว่าอร่อย เลยต้องลองซื้อ ไม้ละ ๑๐๐ เยนราดซอสเทมปุระและไชเท้าซอยละเอียด รสชาตินี่ ... มันอาจจะโอเคสำหรับคนที่ชอบ แต่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกรักมันขึ้นมาเลย .. T-T

โซนที่ผมกำลังเดินอยู่นี่ถือเป็นเพียงแค่พื้นที่ขายของเท่านั้น ส่วนตลาดจริงๆ ต้องเดินไปด้านหลังครับ ซึ่งเราจะพบกับ ศาลเจ้านะมิโยะเกะ อินะริ (Namiyoke Inari Jinja) ศาลบูชาเทพเจ้าอินะริ เพื่อป้องกันภัยทางทะเล อันนี้สารภาพตามตรงว่าไม่ได้เข้าไปชมครับ ดูเวลาแล้วไม่น่าจะพอเลยข้ามเข้าไปในเขตของตลาดเสียเลย พูดถึง ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Shijo,Tokyo Central Wholesale Market) นี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นภายหลังเกิดเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ จนตลาดปลาเดิมในย่านสะพานนิฮมบาชิ ที่ชื่อ อุโอะงะชิ (uogashi) พังพินาศลง โดยใช้พื้นที่ริมแม่น้ำสุมิดะนี้เป็นตลาดค้าส่งแห่งใหม่ให้ทันสมัยและสร้างเสร็จสิ้นในปี ๗๘ ปัจจุบันมีสัตว์น้ำขายมากกว่า ๔๕๐ ชนิด

โดยพวกสินค้าจะถูกส่งเข้ามาราวๆ ตี ๓ หลังจากนั้นบรรดาพ่อค้าพ่อครัวจะเริ่มมารอไฮไลท์ของตลาดคือการจัดประมูลปลาทูน่ากันในช่วงตี ๕ จนถึง ๗ โมงเช้า ยกเว้นวันอาทิตย์ และวันหยุดราชการ น่าเสียดายผมตื่นไม่ทันได้ชมซะงั้น เข้ามาภายในนี้ก็ตลาดเริ่มวายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีของขายเลยนะ .. ยังคงมีปลาต่างๆ ปู ไข่หอยเม่น ฯลฯ ให้เห็น บางสิ่งก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจ เช่น ปลาหมึกยักษ์ ไข่ปลาแซลมอนเป็นพวงๆ หอยแปลกๆ ปลาไหลที่ถูกแล่บางๆ ถ้าเดินไปจนสุดทางก็จะเห็นบางร้านกำลังชำแหละปลาทูน่าแช่แข็งด้วยเครื่องจักร แต่ส่วนใหญ่มักจะปิดทำการแล้ว

เดินเล่นไปเรื่อยจนเพลิดเพลินมาเหลือบดูเวลาที่นาฬิกาในมือถือ อ้าว เวรแล้ว นี่มัน ๑๐ โมงกว่า ตาลีตาเหลือกเลยทีนี้ ... ผมนี่รีบเดินไปลงรถไฟใต้ดินที่สถานีสึคิจิ-ชิโจ เพื่อไปยังจุดหมายที่ ๒ ของวัน ....

แล้วก็เพิ่งมานึกขึ้นได้ว่า ลืมกินอาหารทะเลที่ตลาดปลา ... โถ...พ่อคุณเอ๊ยยยยยยย

(อ่านต่อฉบับหน้า...)

*ข้อมูลบางส่วน http://www.takaosan.or.jp/english/about.html ,http://www.onmarkproductions.com/html/tengu.shtml ,http://shinjuku-omoide.com/english/history/index.html , http://www.tsukiji-market.or.jp/youkoso/about_e.htm
กำลังโหลดความคิดเห็น...