xs
xsm
sm
md
lg

ท่องมาเลย์ ๑: ได้เวลาออกเดินทาง!!

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ถ้าใครจำกันได้ วันนี้เมื่อปีที่แล้ว ผมได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เดินทางในทริปท่องเที่ยวด้วยตัวเองต่างแดนที่เขตปกครองพิเศษ มาเก๊า - ฮ่องกง และมาปีนี้ ผมก็กำลังเดินทางเช่นกัน แต่จุดหมายกลับไม่ใช่ที่เก่า

ผมกำลังไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อขึ้นเครื่องบินของสายการบินไทยสมายล์ ทะยานสู่สนามบินหาดใหญ่ ตามโปรแกรมการท่องเที่ยวต่างประเทศประจำปีของผม ว่าแต่ ทำไมต้องไปหาดใหญ่ ไม่ไปที่หมายเลยล่ะ ท่านผู้อ่านคงงงแน่ๆ

จริงๆ ผมวางแผนไว้มานานแล้วว่า อยากไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านให้หมด เริ่มจากที่อยากไปที่สุดคือ พม่า อันนี้วางแผนมานานแล้วแต่พอเคาะไปๆ มาๆ ไม่พร้อมด้วยงบประมาณ เท่าที่สอบถามค่าที่พักที่นั่นค่อนข้างแพงเกินค่าของเงินมาก ญวน ก็อยากเที่ยว ลาว แม้จะเคยไปแล้วแต่ก็อยากขึ้นเหนือถึงหลวงพระบาง ลงใต้ถึงปากเซ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ เขมร ก็อยู่ในความคิดที่จะเยือนทั้งนั้น แต่เรียบเรียงไปมาสุดท้ายก็มาจบที่ มาเลเซีย ...

ทำไมต้องเป็นมาเลย์ ?

ความคิดที่จะท่องเมืองใต้มันเกิดขึ้นหลังจากพับแผนเยือนเพื่อนบ้านซีกตะวันตก ผมปรึกษากับท่านผอ. (คุณวริษฐ์ ลิ้มทองกุล) ว่า ถ้าพูดถึงอาเซียน พี่อยากให้ผมไปที่ไหนมากที่สุด แกบอก ไปมาเลย์สิ ที่ปีนังก็มีของกินเยอะ ... ของกิน มาเลย์ ผมนึกในใจ แล้วก็ตอบตกลงที่จะไปลุยทันที จริงๆ คนไทยก็ไปเที่ยวกัน ทั้งในกัวลาลัมเปอร์ ปุตราจายา เมืองหลวงใหม่ มะละกา เมืองเก่า หรืออย่างปีนัง เกาะลังกาวี มีคนโพสต์โชว์สถานที่ท่องเที่ยวกันพอสมควร ส่วนตัวเองเห็นรูปแล้วรู้เฉยๆ แต่มันคาใจไงว่า แล้วเมืองอื่นในมาเลย์ มันมีอะไรน่าเที่ยววะ?

นั่นคือต้นตอของการเดินทางฉบับนี้ครับ...
ท่าเรือตำมะลัง จ.สตูล
เผอิญช่วงต้นเดือนมกราคม ผมได้เห็นโปรโมชั่นสายการบินแอร์เอเชีย บินไปกลับ ๒ พันนิดๆ มันยั่วยวนใจให้ผมกดปุ่มจองมาก แต่พอตรวจสอบเวลาแล้ว ขาไปกลับไม่ได้ในช่วงที่อยากไปเลย จึงต้องจองแค่ขากลับจากกัวลาลัมเปอร์ มาสู่สนามบินดอนเมืองแทน ส่วนขาไปก็นั่งตามที่ผมได้เขียนเอาไว้ข้างต้น ซึ่งราคาก็สมเหตุสมผลในช่วงนั้น
แต่ใช่ว่าจะสมหวังเสียทีเดียว ...

ผมมาตัดสินใจทิ้งตั๋วเครื่องบินขากลับใน ๒ วันสุดท้ายของการเดินทาง เพราะความกระชั้นชิดเกินไปทำให้ผมวางแผนได้ผิดพลาด หลายคนก็บอกว่าไปเถอะ เอาหนังสือไป ๑ เล่มแล้วท่องตามๆ ไป แต่ผมทำใจไม่ได้ถ้าผมไม่ได้วางแผนมันด้วยตัวเอง ประกอบกับช่วงนั้นจะมีสถานการณ์การเมือง ก็เป็นห่วงกลัวไม่มีใครช่วยงานกองบก.ด้วย ผมจึงตัดสินเปลี่ยนแผนตัดทิ้งโปรแกรมที่เหลือ ทั้งเมืองอิโปห์ กลันตัน ตรังกานู คาเมรอนไฮแลนด์ กัวลาลัมเปอร์ มะละกา ยะโฮร์ ที่เขียนแผนเสร็จไปแล้วเกือบ ๙๐ % (เหลือแค่จองโรงแรม) ต้องโละหมด

ถือเสียว่ามาเซอร์เวย์พื้นที่ก่อน ทั้งในเรื่องการคมนาคม อาหาร ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว เผื่อถ้าติดใจ ไปไม่เลวร้ายมาก ก็จะได้รื้อแผนเดิมที่เคยวางเอาไว้

เครื่องบินร่อนถึง “สนามบินหาดใหญ่” ผมเดินออกมาขึ้นรถสองแถวตรงถนนใหญ่ไปท่ารถตลาดเกษตร ราคา ๒๐ บาท ตามแผนที่ตรงนั้นจะมีรถตู้จากหาดใหญ่ ไปท่าเรือตำมะลัง จ.สตูล ใช้เวลาพอสมควรก็ถึง เข้าไปซื้อตั๋วบอกจะไปท่าเรือปรากฏว่า ลุงคนขายบอกรถไปถึงแค่ตัวเมืองสตูล ต้องนั่ง ๒ แถวต่อไปอีก เอาล่ะสิ ... งานเข้า จะทำอย่างไรล่ะ อันนี้อยู่นอกแผนการเลยจริงๆ

ใช้เวลารอรถราว ๑ ชั่วโมง ก็มีรถซึ่งมีผู้โดยสารที่มาจากท่ารถ บ.ข.ส.หาดใหญ่ แน่นเกือบเต็มคันรถ เหลือเพียงที่ว่างของผมกับผู้โดยสารอีก ๒ ราย มารู้ภายหลังว่า ถ้านั่งจากที่ บ.ข.ส.จะดีกว่าตรงที่สามารถคุยให้รถไปที่ท่าเรือได้เลย และหากรถที่หาดใหญ่เต็มจะไม่วกเข้ามารับคนในตลาดเกษตร ซึ่งจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้น แต่สำหรับคราวนี้ ก็ว่ากันไป

ตอนอยู่บนรถก็ถามผู้โดยสารคนอื่นๆ ไปเรื่องตั้งแต่เรื่องสถานการณ์ทางใต้ เพราะครั้งนี้ถือเป็นการลงใต้ที่สุดในชีวิต แต่ก่อนเคยไปใต้สุดคือ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ฮ่าๆๆ สถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งคำถามที่น่าสงสัยเกี่ยวกับ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อาทิ ความปลอดภัย สถานที่ท่องเที่ยว แต่เรื่องที่ผมเพิ่งทราบมาก่อนคือ “คนมาเลย์ กลับนิยมมาเที่ยวที่นี่มาก”

ทำไมนะหรือ? จากปากคำที่พี่เขาอ้างเพราะหาดใหญ่ ค่าครองชีพถูกกว่า อาหารอร่อย มีแหล่งช้อปปิ้งราคาถูกอย่างพวกตลาดกิมหยง ที่สำคัญ เขาสามารถเที่ยวผับที่นี่ได้ ซึ่งตามหลักอิสลามที่มาเลเซียนั้นเคร่งครัดในเรื่องห้ามดื่มแอลกอฮอล์มาก คนมุสลิมจะไม่สามารถเข้าไปแหล่งอบายมุขอย่าง ผับ ไนท์คลับ บาร์ ได้เลย พวกวัยรุ่น (แต่ไม่รู้ว่าศาสนาไหนนะ) ก็เลยย่องเข้ามาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เรียกได้ว่า หวังปลดปล่อยกันให้เต็มที่เลยทีเดียว
บรรยากาศบริเวณท่าจอดเรือ ท่าเรือตำมะลัง
รถเคลื่อนมาใกล้ถึงเมืองสตูล คนขับรถขอดูตั๋วโดยสารของฝรั่งว่าไปสิ้นสุดที่ไหน แล้วก็พบว่า โชคมันเข้าข้างผมแล้วครับ ตั๋วใบนั้นระบุให้ไปส่งที่ท่าเรือตำมะลังพอดี พี่เพื่อนคนขับที่กำลังบอกเล่าวิธีการเดินทางจากเมืองไปท่าเรือต่อให้ผมฟังนั้น ก็รีบแย็บใส่ผมเลยว่า น้องนี่โชคดีนักนี่ปกติเขาจะไม่พาไปนะ อย่าลืมให้ค่าโดยสารเพิ่มด้วยล่ะ ...พอแกพูดแบบนี้ผมก็เริ่มคำนวนตังค์ทันที ค่ารถปกติจากท่ารถไปท่าเรือเสีย ๑๐๐ บาท แต่ถ้ามาแค่เมืองจะคิด ๗๐ บาท ผมจึงต้องให้เขาอีก ๓๐ บาท เป็นค่ารถเพิ่มแบบ เออ ก็ยังดีกว่าต้องไปต่อรถสองแถวเองวะ...

ถึงท่าเรือเกือบบ่ายสองโมง ผมก็รีบเดินไปที่ช่องขายตั๋วโดยหวังเล็กๆ ว่าเรือรอบบ่ายโมงครึ่งจะยังไม่ออก แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน ต้องรอไปจนถึงบ่าย ๔ โมงกว่าเรือลำสุดท้ายจะแล่นไป เลยต้องใช้เวลาที่เหลือเตร่ๆ หาอะไรทำเล่นๆ ค่าเวลา .... ว่าแต่ ผมกำลังจะไปไหนล่ะ

"ลังกาวี" คือจุดหมายแรกของผมครับ

ถ้าพูดถึงเกาะนี้คงมีหลายคนร้องอ๋อ บางคนเคยไป บางคนเคยได้ยินจากตำนาน บางคนคิดว่ามันอยู่ประเทศเรา แต่ไม่ใช่ครับ เกาะนี้อยู่ในรัฐเคดะห์ ของมาเลเซีย หรืออดีต จ.ไทรบุรี ของสยามนั่นเอง ไอ้ผมก็อยากรู้ว่า มันมีอะไรน้า ทำไมคนถึงอยากไปกัน จึงตัดสินใจเลือกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกในทริปนี้

ซึ่ง “ท่าเรือตำมะลัง” ถือเป็นจุดบริการทางเรือจุดเดียวที่จะสามารถไปถึงได้ โดยเรือเฟอร์รี่ขนาดกลางขับพาไป มีรอบ ๙ โมงครึ่ง บ่ายโมงครึ่ง และสี่โมงเย็น ส่วนถ้าขึ้นจากลังกาวี ก็มีรอบ ๙ โมงครึ่ง บ่ายโมง และ ๔ โมงเย็น ตามเวลาท้องถิ่น ก็บวกจากเวลาบ้านเราไป ๑ ชั่วโมง ค่าโดยสาร ๓๐๐ บาท ใช้เวลาเดินทางราวๆ ๑ ชั่วโมงกว่าๆ ได้
อาหารปักษ์ใต้ ในโรงอาหารท่าเรือตำมะลัง
ไหนๆ ก็ว่างแล้ว หาอะไรกินเลยดีกว่า ... อาคารท่าเรือแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่ครับ เมื่อเข้ามาภายในทางด้านซ้ายจะเป็น ตม.และทางเดินไปยังท่าจอดเรือ ด้านขวาจะเป็นร้านขายของที่ระลึก บริษัททัวร์ และร้านค้าปลีก ส่วนด้านหลังจะมีโรงอาหารขายข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว วิวข้างนอกมองออกไปเห็นจุดรอเรือ และทิวทัศน์ริมปากน้ำ มีป่าชายเลนที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ดีนัก

จริงๆ แล้วบนเครื่องไทยสมายล์ ก็มีขนมเค้กและน้ำอัดลมให้ได้ทานรองท้องนิดหน่อย (แอร์โอสเตสน่ารัก บริการดี อันนี้ขอชม) แต่คิดหรือว่าจะอิ่ม มื้อแรกของผมจึงบังเกิดที่นี่ ผมเดินเตร่ๆ ดูอาหารตามร้านที่เริ่มจะเก็บกันแล้ว เห็นข้าวราดแกงแล้วดูน่าทาน เลยสั่งมามี แกงไก่มันขี้หนู เพิ่งเคยกินแกงใส่ขมิ้นเป็นครั้งแรก ที่นี่ทำเผ็ดไม่มาก กลมกล่อมดี ส่วนมันก็อร่อยดี ขนาดประมาณนิ้วก้อย รสมันอมหวานนิดๆ

อย่างที่ ๒ ไข่แดงทรงเครื่องผัดพริกชี้ฟ้า ดูรูปลักษณ์คล้ายไข่ลูกเขย คือไข่ต้มทอดแล้วราดซอส แต่อันนี้เอาไปผัดกับพริกแกง กินแล้วไม่เผ็ดเท่าไหร่ อร่อยดี ที่นั่นเขาเรียก มาเสาะจาใบ และสุดท้ายไก่ผัดซีอิ๊ว ผมกินแล้วรู้สึกคล้ายผัดเปรี้ยวหวานบ้านเรา แต่ที่นั่นใส่ซีอิ๊วดำเพิ่มขึ้นมา เขาเรียก มาเสาะดีจัฟ ๓ อย่าง ๕๐ บาท ระหว่างกินก็นั่งคุยโน่นนี่ไปเรื่อย ป้าชเลาะฮ์ เจ้าของร้านแกเห็นที่ข้อมือผม ซึ่งใส่ “สายรัดข้อมือลายธงชาติ” แกถามไปซื้อมาจากไหน ผมก็บอกไปตามตรงซื้อมาจากสยามในม็อบ กปปส. เท่านั้นล่ะครับ..

ป้าแกก็เปิดฉากเล่าเรื่องยาวเลย บอกไปชุมนุมตลอดทั้งในเมืองสตูล หรือแม้กระทั่งวันที่กำนัน (สุเทพ เทือกสุบรรณ) แกเรียกให้มาที่กรุงเทพฯ ก็ขนกันไปกันทั้งบ้าน ผมก็ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว แล้วแกก็เอาสแปรอ มาให้ชิม ... ไอ้ที่ว่านี่คือกะหรี่พัฟใส่ไส้กุ้งขนาดเล็ก ที่ผัดด้วยพริกแกง มะพร้าว และเครื่องปรุงอื่นๆ รสชาติหวานเผ็ดมัน ก็ดีครับ แปลกๆ ก่อนจะขึ้นเรือ ป้าแกเล่าให้ฟังว่า แถวนี้จริงๆ ก็มีทัวร์ไปเที่ยวป่าชายเลนเกาะฝั่งตรงข้ามท่าเรือด้วย ราคาเท่าไหร่นี่ผมฟังไม่ถนัดนัก แกบอกวันหลังถ้าสนใจก็ให้ติดต่อมาได้

เสียดายที่ผมต้องไปต่อแล้วล่ะ ... มองนาฬิกา ๔ โมงเย็นแล้วก็ถึงเวลาขึ้นเรือ เพื่อไปสู่ปลายทางแห่งแรก ไม่รู้ว่าจะสนุก ตื่นเต้น หรือน่าเบื่อขนาดไหนกันนะ ลาก่อนสตูล ไว้จะมาใหม่เมื่อมีโอกาส

ได้เวลาออกเดินทาง!!!!

กำลังโหลดความคิดเห็น