xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องที่(ยัง)ไม่ได้เล่าจากเกาหลี :ไม่เป็นมิตรญี่ปุ่น

เผยแพร่:   โดย: ดรงค์ ฤทธิปัญญา

ความเดิมตอนที่แล้วอ่าน
เรื่องที่(ยัง)ไม่ได้เล่าจากเกาหลี : โซล-เมียงดง

เดี๋ยวนี้ชาวเกาหลีมาเที่ยวข้าวสารเยอะขึ้นครับ ถ้าลองเข้ามาสำรวจบริเวณซอยรามบุตรี ย่านนี้ถือว่ามีบ้านพักแบบเกสต์เฮาส์แปะป้ายภาษาเกาหลีอยู่หลายๆ แห่ง ซึ่งที่พักเหล่านี้ก็มีทั้งที่เป็นห้องเดี่ยว และเป็นเตียง ๒ ชั้นพักรวมในห้องเดียวกัน พวกมนุษย์แบ็กแพกจะนิยมมาพักเยอะมาก เพราะราคาถูกและค่อนข้างปลอดภัย เนื่องจากบางแห่งมีคนบ้านเดียวกันเป็นเจ้าของธุรกิจ (ร่วมทุนคนไทย) เอง

ส่วนคนไทยถ้าอยากมาลองร้านอาหารเกาหลี ก็แวะมาชิมแถวนี้ได้ สำหรับผมก็ไม่ต้องไปไกลถึงสุขุมวิท ซอย ๑๒ แล้ว หรือจะมาเดินเตร่ๆ ดูหนุ่มสาวเกาหลี ก็ขอเชิญ จะได้เห็นกันจะจะว่า งามอย่างในซีรี่ยส์ที่นิยมดูกันหรือไม่ พวกที่มาเมืองไทยส่วนใหญ่เท่าที่เห็นจะแต่งเสื้อผ้าน้อยชิ้นแลดูสบายๆ หน้านี่เห็นแว่บแรกก็รู้ว่า ผ่านมือแพทย์มาแล้วแน่ๆ ส่วนหุ่นสาวๆ นี่ ชายไทยได้เห็นต้องตามมอง ทั้งขาว ทั้งอึ๋มสมส่วน (คุณดรงค์ควรเช็ดน้ำลายด่วน)

แต่คนพวกนี้มักไม่ชอบถามทาง เหมือนพวกจีน ไต้หวัน ที่ชอบมั่วในแผนที่เอง ผิดกับฝรั่ง หรือญี่ปุ่น ที่มักจะถามไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในแผนที่ตัวเอง อาจจะเป็นเพราะภาษาอังกฤษไม่เก่งก็ได้ เพราะผมเคย (เสือก) บอกทางสาวโสมซึ่งพบว่า ในกลุ่ม ๕ คนมีแค่ ๒ คนเท่านั้นที่พูดอังกฤษได้ หรืออีกเหตุนึงคืออาจกลัวโดนหลอกจากคำเตือนที่ต่อๆ กันมาจากเพื่อนชนชาติตัวเอง
จัตุรัส ควัง ฮวา มุน
ย้อนกลับไปที่เกาหลี ผมก็ได้เห็นสาวโสมขาวแบบเต็มอิ่มเลย หน้านี่บล็อกเดียวกันเป๊ะ ดูแรกๆ ก็ว่าสวยดี แต่สักพักเริ่มเฉยๆ แหะ จำได้ว่าไกด์ชาวเกาหลีเล่าให้ฟังบนรถว่า เรื่องศัลยกรรมนี่เหมือนเป็นนโยบายระดับชาติเลยล่ะ รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนทำ โดยมี เมืองแดกู (Daegu) ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นฐานแห่งอุตสาหกรรมศัลยกรรมของประเทศ พูดง่ายๆ ว่า ใครอยากมาโม (Modifly) หน้าใหม่ให้มาที่นี่ เพราะจะมีหมอเก่งๆ อยู่มากมาย และยังเป็นที่นิยมของคนไทยด้วย

ลักษณะนิสัยแรกพบของสาวโสม ผมว่าเขาดูเชิดๆ ไร้อารมณ์นะ สังเกตุจากเวลามองตามท้องถนน ผู้หญิงจะดูหน้านิ่งๆ เรียบๆ แต่พอได้ลองซักถามทางก็ดูไม่ยะโสนัก พี่ไกด์ท้องถิ่น แกเล่าให้ฟังว่า “จริงๆ แล้วคนเกาหลีจะรู้สึกว่าคนไทยเป็นมิตร เพราะเรามาช่วยรบให้เกาหลีใต้ในสงครามชาติพันธุ์เขา” แกก็จะพูดในเชิงคนเกาหลีเป็นบุญคุณต่อชาวสยาม เช่นเดียวกับเหล่าคณะผู้บริหารที่ผมไปดูงาน ก็จะเกริ่นเรื่องนี้นำก่อนกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ

นั่นอาจเป็นคำพูดชื่นชมแบบทางการแต่ในความเป็นจริงเราก็มิอาจทราบได้ว่าประชากรเขาคิดเช่นนั้นด้วยหรือไม่

แล้วชาติไหนที่เขาไม่ชอบล่ะ!!

อันนี้ผมไม่ได้ถามไกด์ แต่ถามพนักงานสาวชาวเกาหลีที่นั่งมาด้วยกันบนรถขณะเดินทาง ผมถามด้วยความ (ยัง) ไม่รู้ในประวัติศาสตร์บ้านเขามากนักว่า อย่างคนไทยจะไม่ชอบพม่า เพราะเขามาเผาบ้านเมืองเราในสมัยกรุงศรีอยุธยา (แต่จริงๆ เราควรเกลียดฝรั่งเศสที่พยายามจะยึดครองสยามจนเราเสียดินแดนมากกว่า) เธอก็พูดสั้่นๆ ว่า “ไม่อยากเป็นมิตรกับญี่ปุ่น!!” แล้วเธอก็นั่งนิ่งๆ ทำเอาผมไม่กล้าถามเธอต่อ จนผมมาค้นหาต่อก็ถึงบางอ้อ พี่ยุ่นนี้แกไปยึดเกาหลีเป็นอาณานิคมไว้ และเหมือนเป็นต้นตอทำลายอาณาจักรเขาให้ล่มสลายนี่เอง

ในวันที่ ๒ ของการเยือนเกาหลีในช่วงเช้าได้ทราบว่า พี่น้องสื่อมวลชนหลายคนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงประทับ ณ โรงแรมเดียวกัน และเสด็จลงมาเสวยพระกระยาหารเช้าในห้องอาหาร แต่ผมบุญน้อยนัก นั่งกินอยู่ที่ห้องอาหารนั้นด้วยแต่ไม่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เพิ่งมารู้เรื่องคือตอนอยู่บนรถแล้ว ส่วนในช่วงเย็นหลังกลับจากชมเขื่อนอเนกประสงค์ โซยองกัง (Soyanggang) คณะทัวร์ได้พาเรามาที่ห้างสรรพสินค้าปลอดภาษี ให้ได้ซื้อของฝากกัน ในเวลาราว ๑ ชั่วโมง ผมก็ลงรถไปเดินดูเล่นเห็นแต่ของแพงๆ จึงใช้เวลาที่มีอันน้อยนิดไปหาอะไรทำสนุกๆ ดีกว่า
พระราชวังคยองบ๊ก
จากที่ห้างดิวตี้ฟรี ผมเดินออกมาเจอสี่แยกขนาดใหญ่ เห็นรูปปั้น ๒ บุคคลอยู่ตรงแยก สอบถามไกด์คนไทยได้ความว่า ตรงนี้เขาเรียกว่า “จัตุรัสควัง ฮวา มุน” (Gwanghwamun Square) คล้ายๆ กับย่านราชดำเนินบ้านเราน่ะ ดูลักษณะเป็นลานโล่งๆ มองจากแยกจนไปสุดตาจะเห็นบางสิ่งที่คล้ายกับโบราณสถาน ที่นั่นคือ “พระราชวังคยองบ๊ก” (Gyeongbokgung) เป็น ๑ ใน ๕ พระราชวังใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยราชวงศ์โชซอน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๙๓๗ โดยอัครมหาเสนาบดี ชอง โด-จอน (Jeong Do-jeon) และได้กลายเป็นพระราชวังหลวงสำหรับประทับว่าราชการของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์มาโดยตลอด ในช่วงต้นราชวงศ์มีตำหนักมากถึง ๒๐๐ อาคาร กระทั่งปี พ.ศ.๒๑๓๕ ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกรุก ได้ถูกเผาทิ้งไปเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะได้รับการบูรณะและสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิม

แต่ผมไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมนะ เพราะไม่ได้อยู่ในแผนการของคณะ (ก็บอกแล้วว่ามาทำงาน) เลยได้แค่ด้อมๆ มองๆ เดินถ่ายรูปเล่นแถวนี้ ซึ่งจัตุรัสดังกล่าวนี่อันที่จริงเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เอง ตามแผนปรับปรุงภูมิทัศน์ของนครพิเศษโซล เพื่อเชื่อมโยงกับการก่อสร้างรื้อฟื้นคลองชองเกย (Cheonggyecheon) ซึ่งคลองนี้ สมัยก่อนเป็นคลองที่ใช้สัญจรเหมือนบ้านเรา แต่ต่อมาภายหลังสงครามเกาหลีจบลง คลองเริ่มหมดความสำคัญ (แบบบ้านเราเปี๊ยบเลย) ก็เลยถมคลองสร้างทางด่วนซะ

แต่พอในปี ๒๕๔๖ นายกเทศมนตรีนครพิเศษโซลที่ชื่อ ลี มิยุง บั๊ก (Lee Myung-bak) ซึ่งต่อมาเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ผุดไอเดียทุบทางด่วนขุดคลองรื้อคืนมาซะงั้น? โดยอ้างว่าเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ จริงๆ ผมว่าหาเรื่องทำเพื่อขายการท่องเที่ยวมากกว่า ซึ่งคลองนี้สร้างเสร็จพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๘ ในปัจจุบันก็กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไปตามคาด ที่น่าเสียดายคือ ผมไม่ได้เดินไปดู ได้แต่ชมวิดีทัศน์ที่เขาฉายในภายหลังเท่านั้น
ศาลา บิกั๊ก
ตรงแถวๆ แยกจัตุรัสผมเหลือบเห็นอะไรบางอย่างครับ คล้ายๆ กับศาลาสถาปัตยกรรมเกาหลีอยู่ตรงสี่แยก ที่นี่คือ “บิกั๊ก” (Bigak) ครับ เป็นศาลาที่สร้างขึ้นใน พ.ศ.๒๔๔๕ เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่ จักรพรรดิ์โกจอง (Emperor Gojong) ทรงครองราชย์ครบ ๔๐ ปี และทรงมีพระชนมายุ ๕๐ พรรษา ในยุคอาณาจักรเกาหลี ซึ่งศาลานี้มีศิลปะคล้ายกับเทวาคาร วอนกูดัน ที่ผมเล่าไปแล้ว มีตัวประหลาดคล้ายสิงหน้ากลมดูตลกๆ ด้วย มันคือ “แฮชิ” (Haechi) เขาบอกว่าเป็นยูนิคอร์นผสมสิงโตในตำนาน (ห๊ะ!!) ที่เชื่อกันว่าสามารถปกป้องพระราชวังจากไฟไหม้ได้ ก็คงเหมือนกับสิงห์ กิเลน พญานาค ที่อยู่หน้าวัดในแถบเอเชียตะวันออกรวมถึงบ้านเราด้วย ซึ่งไอ้เจ้าแฮชิ เนี่ยยังถูกเลือกให้เป็นสัญลักษณ์ของนครพิเศษโซลใน พ.ศ.๒๕๕๑ ด้วย

กลับมาที่จัตุรัสที่มองเห็นอนุสาวรีย์แรกเป็นชายรูปร่างสูงในชุดเกราะเท้าสะเอวพร้อมยืนถือดาบน่าเกรงขาม คนนี้ชื่อ “แม่ทัพลี ซุนชิน” (Yi Sun-sin) ด้านล่างมีเรือลักษณะคล้ายเต่าอยู่ด้วย ซึ่งเขาเนี่ยล่ะเป็นคนให้กำเนิดเรือแบบนี้ขึ้นมา เขาคือแม่ทัพเรือในยุคราชวงศ์โจซอน นำกองทัพเรือรบกับพวกญี่ปุ่นที่มารุกรานในช่วงพ.ศ.๒๑๓๕ - ๒๑๔๑ เป็นผู้บัญชาการ ๓ จังหวัดทหารเรือ แม่ทัพลี สามารถเอาชนะกองทัพยุ่นด้วยกำลังพลเพียงไม่มาก พร้อมทั้งประดิษฐ์เรือรบหุ้มเกราะเหล็กลำแรกของโลกที่ชื่อ “โคบ๊กซอน” (kobukson) ที่ถือได้ว่าเป็นเรือรบหุ้มเกราะเหล็กลำแรกของโลก
อนุสาวรีย์แม่ทัพลี ซุน ซิน
เขานำชัยชนะป้องกันเกาหลีจนพี่ยุ่นถึงกับขยาด จึงต้องใช้อุบายสายลับลวงบอกแผนแก่นายพลคิม อูงซู ให้ไปโจมตีกองทัพญี่ปุ่น นายพลคนนี้ก็หลงเชื่อเลยไปแจ้งแม่ทัพสูงสุดให้ทูลรายงานพระเจ้าซอนโจ ซึ่งพระองค์ทรงกระหายชัยชนะ มีพระบรมราชโองการให้ส่งกองทัพไปตี แต่แม่ทัพลี กลับปฏิเสธพระบรมราชโองการเพราะทราบว่าเป็นแผนลวงของศัตรู เหตุพื้นที่ไม่เหมาะแก่การทำศึก จึงถูกพวกเพ็จทูลจนกษัตริย์สั่งถอดยศและทรมานทั้งโบย เฆี่ยน นาบด้วยเหล็กร้อน และมีรายงานว่าถูกหักขาด้วย ก่อนจะถูกลดยศให้ไปเป็นทหารเลวอีกครั้ง

หลังจากนั้นญี่ปุ่นก็สบาย สามารถกำจัดเสี้ยนหนามไปได้สำเร็จ จึงบุกมาทางเรืออีก ในครานั้นแม่ทัพคนใหม่ที่ชื่อ วอน กยูน ได้เข้ามาบัญชาการรบ นำเรือ ๑๕๐ ลำบู๊กับกองทัพญี่ปุ่น แต่ถูกโจมตีอย่างฉับพลัน ที่ช่องแคบชิลชอนใน พ.ศ.๒๑๔๐ นักรบแดนอาทิตย์อุทัยไล่ฆ่ากำลังพลฝ่ายตรงข้ามจนเหลือรอดกลับมาแค่ ๑๓ ลำ เท่านั้น เมื่อพระเจ้าซอนโจ ทราบข่าวจึงได้ยอมคืนยศแก่แม่ทัพลี อีกครั้งหนึ่ง และด้วยยุทธวิธีของเขาก็สามารถกำจัดเรือรบญี่ปุ่นได้ในยุทธนาวีช่องแคบมลองยอง และสามารถฆ่าแม่ทัพศัตรูได้ด้วย เมื่อ ๒๖ ตุลาคม

จนกระทั่งวันที่ ๑๖ ธันวาคม กองทัพเรือญี่ปุ่นได้ทำสงครามกับเกาหลีอีกครั้งที่ช่องแคบโนลยาง แม่ทัพลี เปิดฉากรบจนศัตรูไม่สามารถโงหัวขึ้น แต่นี่กลับกลายเป็นสมรภูมิสุดท้ายของเขา เมื่อเขาถูกกระสุนปืนยิงเข้า แม่ทัพลี รู้ตัวว่าไม่รอดแน่จึงสั่งเสียลูกและหลาน อย่าให้กำลังพลทราบถึงการตายของตน ก่อนที่หลานชายของเขาจะสวมเกราะของลุงขึ้นไปตีกลองรบสร้างขวัญกำลังใจแก่ทหารจนการศึกสัมฤทธิ์ผล และเมื่อเสร็จศึกทหารทั้งเกาหลี และจีนที่มาช่วยทำการรบต่างร้องไห้เมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของแม่ทัพ ซึ่งชาวเกาหลี ต่างยกย่องแม่ทัพลี ให้เป็น "วีรบุรุษตลอดกาล"

ตรงด้านหน้าอนุสาวรีย์แม่ทัพลี เขาว่าจะมีการแสดงน้ำพุพร้อมแสงสวยงามในเวลากลางคืนด้วย ส่วนด้านหลังเป็นลานกว้างๆ ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ตรงนี้ผมเห็นคนเดินเข้าไปในอุโมงค์ที่อยู่ใต้ลาน ซึ่งที่นั่นคือทางเชื่อมต่อไปยังรถไฟใต้ดินสถานีควางฮวามุนด้วย มีคนเคยพูดกับผมว่า ถ้าอยากรู้จักชีวิตชาวเกาหลีให้ลองไปขึ้นรถไฟใต้ดินดู แล้วจะเห็นมวลมหาประชาชนโสมอย่างแน่นขนัดเนื่องจากเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายที่สุดแล้ว ในโซลเองก็มีรถไฟใต้ดินหลายสายมาก เชื่อมต่อกันทั้งเมือง ที่น่าเสียดายคือ ผมเองยังไม่ได้ลองใช้บริการเลย
พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าเซจงมหาราช
ส่วนรูปปั้นสีทองด้านในสุด เป็นชายใส่ชุดคล้ายข้าราชการนั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมผายมือด้านขวาออก ในมือซ้ายถือสมุด นั่นคือพระบรมราชานุสาวรีย์ “พระเจ้าเซจงมหาราช” กษัตริย์พระองค์ที่ ๔ แห่งราชวงศ์โชซอน (Joseon) ครองราชย์เมื่อพ.ศ.๑๙๖๑ - ๑๙๙๓ ถ้าเทียบกับบ้านเราก็อยู่ในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้น ระหว่างยุค สมเด็จพระอินทราชา - สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ทรงมีคุโณปการต่อชาวเกาหลีในการประดิษฐ์อักษรเกาหลีที่ใช้ในปัจจุบันขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า “ฮันกึล” (hangul) แทนอักษรผสมแบบจีนที่เรียกว่า ฮันจา (hanja) ส่วนอักษรเดิมนั้น ทางเกาหลีเหนือยังคงใช้อยู่

นอกจากนี้พระเจ้าเซจง ยังได้ก่อตั้งชิบฮย็อนจอน สำนักปราชญ์ขงจื้อ เป็นแหล่งการศึกษาของนักปราชญ์ขงจื้อที่สำคัญ ทรงให้แต่งหนังสือนงซาจิกซอล รวบรวมการทำเกษตรกรรมจากผู้อาวุโส เพื่อแก้ปัญหาผลผลิต พร้อมลดภาษีกสิกรรม นอกจากนี้ยังทรงตั้งนักปราชญ์ที่ชื่อ จางยองชิล เป็นขุนนาง ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝนอันแรกของโลก ในพ.ศ.๑๙๘๔ และยังสร้างนาฬิกาน้ำ,แดด และลูกโลกจำลองท้องฟ้าเพื่อศึกษาดวงดาวด้วย แต่น่าเสียดายที่อีก ๑ ปี ต่อมาแกก็ถูกปลดเนื่องจากปัญหาวรรณะ

ด้านฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์นี้ยังมีทางเข้าด้วย ในนั้นทราบต่อมาว่าเขาจัดนิทรรศการพระชีวประวัติของพระเจ้าเซจง ซึ่งผมก็ไม่ได้เข้าไปดูอีกล่ะครับ ว่าจะเดินไปถึงประตูเมืองตรงวังพอเหลือบดูเวลา โอ้ต้องรีบกลับไปยังที่นัดหมายล่ะ ชะแว่บไปเห็นป้ายรถเมล์บ้านเขาแลไฮเทคมาก มีป้ายดิจิตอลบอกว่ารถเมล์สายไหนกำลังจะมา บริเวณป้ายทำออกมาค่อนข้างทันสมัย มีที่นั่งคล้ายๆ บ้านเรา ป้ายโฆษณาตัวเบ้อเริ่มก็มีอยู่ด้านข้าง ส่วนด้านหลังที่นั่งจะบอกสายรถเมล์ว่าไปที่ไหนบ้าง วนซ้าย ขวา ยังไง ซึ่งเป็นข้อดีของประชากรที่นั่นมาก
ป้ายรถเมล์ที่กรุงโซล
แต่มันเป็นข้อเสียของนักท่องเที่ยวสุดๆ ครับ เพราะป้ายมันเป็นภาษาฮันกึลหมดเลยอ่า!! ไม่มีภาษาอังกฤษ เฮ้ย แล้ว ทำไงฟ่ะเนี่ย? ส่วนรถเมล์ก็มี ๒ ประตูเหมือนบ้านเรา ประตูด้านหลังมาทางลาดเหมือนอำนวยให้คนพิการขึ้นได้ แต่ขึ้น ลง ทางเดียวหรือไม่ ไม่ทราบเพราะไม่ได้ทดลองใช้บริการ จริงๆ เนี่ย เวลาไปต่างแดนล่ะผมโคตรอยากลองเลยครับ อยากรู้ว่าการคมนาคมเขาเป็นยังไง ต่างจากบ้านเราขนาดไหน ก็อย่างว่าล่ะครับว่า ผมมาทำงานไม่ได้มาเที่ยว

ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวล่ะก็ ผมไม่พลาดที่จะทดลองแน่นอน (แต่เมื่อไหร่ไม่รู้....)

อ่านต่อฉบับหน้า...
กำลังโหลดความคิดเห็น