xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 321 “ตลกแฝงความจริง เอาไว้ในความขบขัน” (ตลกการเมือง ก็ไม่ยกเว้นนะ!)

เผยแพร่:   โดย: วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมแล้ว ขณะเตรียมจัดของเพื่อนำไปทำบุญเช้า ได้ดูข่าวต่างประเทศตอนตีห้า ทางโทรทัศน์ช่อง ๓ ซึ่งมีคุณ แคลร์ ปัจฉิมานนท์ ผู้รายงานข่าวขวัญใจตลอดกาลของผู้เขียน นำข่าวต่างประเทศมาเล่าให้ฟังกันก่อนออกจากบ้าน ทำให้ตามสถานการณ์ต่างประเทศได้ทันเหตุการณ์สม่ำเสมอ

เมื่อปลายปีที่แล้ว คุณหนู แคลร์ฯ ได้สัมภาษณ์ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวโปแลนด์ ชื่อ Jiri Menzel วัย ๖๙ ปี ซึ่งเป็นมือระดับออสการ์ หรือตุ๊กตาทอง ในโอกาสที่เดินทางมากรุงเทพเพื่อร่วมงาน The World Film Festival of Bangkok เมื่อต้นเดือนที่แล้ว และรับหน้าที่เป็นผู้มอบรางวัล ให้กับผู้ที่ชนะในการประกวดครั้งนี้ด้วย

ยีรี่ เมนเซล ผู้นี้ ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สำหรับภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศในเรื่อง Closely Observed Trains ตั้งแต่ปี ๑๙๖๗ ตั้งแต่เขาอายุยังไม่ถึง ๓๐ ปี จนถือว่าเขาเป็นแบบฉบับ ของชาวเช็คโกสโลวาเกียในตอนนั้น

เขาเพิ่งเปิดตัวหนังเรื่องใหม่ชื่อ I Served the King of England ไปเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง

ในระหว่างการสัมภาษณ์นั้น เมนเซลได้ตอบคำถามเกี่ยวกับภาพยนตร์ตลก ที่เขาบอกว่าคนทั้งหลายชอบเรื่องตลก และเขาบอกว่า

“ตลกแฝงความจริง...เอาไว้ในความขบขัน”

ตรงนี้ โดนใจผมตูมเข้าให้ จนเป็นที่มาของคอลัมน์วันนี้...

ผมมีความรู้สึกอยู่ในใจว่า บรรดาดาราหนุ่มสาว ที่ขึ้นมาเป็นนักแสดงในบ้านเรา จำนวนไม่น้อยเลย ที่ขึ้นมาเพียงชั่วคราว คือดังยังไม่ข้ามปี หรือข้ามไปแค่ปีเดียวก็ร่วงผล็อยลงเสียแล้ว เรียกว่า

“ดังเร็ว...ดับเร็ว”

ดาราหนุ่มสาวที่อยู่ยงคงกระพัน ก็ต้องมีฝีมือและนิสัยดีอีกต่างหาก เพราะเมื่อเล่นเป็นพระเอกนางเอกได้สักพัก พอวัยมากขึ้นนิดเดียวแค่ ๓๐ ขึ้น ผู้คนกว่าแก่แล้ว หากยังอยากมีงาน ก็จงไปเล่นเป็นพ่อแม่พระเอกหรือนางเอกเถอะ อะไรทำนองนี้

ตรงนี้เอง ที่แตกต่างจากพวกดาวตลก เพราะยิ่งแก่ยิ่งดี เหมือนมะพร้าวเอาไปคั้น ก็ได้หัวกระทิทั้งข้นทั้งมัน นำมาใช้งานปรุงอาหารได้รสชาติดีอีกต่างหาก

ตลกสูงอายุนั้น ส่วนใหญ่แล้ว สามารถทำมาหารับประทานได้ อย่างอยู่ยั้งยืนยง แบบอายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น แถมค่าตัวก็ยังสูงขึ้นด้วย ไม่เหมือนพระเอกนางเอกพอเลื่อนชั้นเป็นตัวพ่อแม่หรือตัวประกอบ ค่าตัวลดน่าใจหายแทน

ดูตัวอย่างที่เราเคยเห็นกันมา ไม่ว่าจะเป็นดาราตลกแถวหน้าผู้ล่วงลับไปแล้ว เช่น ล้อต๊อก ชูศรี สมพงษ์ ฯลฯ ปัจจุบันขึ้นไปตั้งคณะบนสวรรค์หมดแล้ว สามารถพิสูจน์เรื่องที่ผมพูดได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนมีงานกัน จนแทบถึงวันสุดท้ายของชีวิตกันทั้งนั้น

มาถึงรุ่นใหญ่ในปัจจุบัน ก็ยังยืนหยัดและยังขายออกได้ดี เช่น คุณเด่น คุณเด๋อ คุณเทพ คุณเป็ด เชิญยิ้ม และที่ตามมาหน่อย ไม่ห่างกันนัก เพราะใกล้เคียงกันชนิดพอเอื้อมมือแตะหลังกันได้ ก็คือ คุณโน๊ต เชิญยิ้ม

ซึ่งกลายเป็น ‘เสี่ยโน๊ต’ ไปเรียบร้อยแล้ว!

ย่อมลงมาอีกนิดก็ คุณเท่ง คุณนุ้ย คุณตั๊ก รวมทั้งน้องสาวคุณเท่งคือ คุณส้มเช้ง รวมทั้งพวกที่เล่น ‘ก่อนบ่ายคลายเครียด’ ที่มีข่าวน่าปลื้มของชาวคณะว่า

เจ้านายของชาวไทยเรา ยังทรงโปรดรายการนี้!

ส่วนตลกวัยรุ่น ที่ตามชักแถวไล่กันมา รวมกับตลกรุ่นกลาง และใหญ่ กลายเป็นกองทัพตลก มีการรวมตัวเหนียวแน่นเป็นองค์กร มีงานมีการที่ดี มีสถานที่แสดงมากขึ้น เพราะตลกเล่นไม่ต้องใช้พื้นที่มาก เหมือนการแสดงอื่นอย่าง ดนตรีลูกทุ่ง ที่ไปกันทีหลายคันรถบัสต้องมีการตระเตรียมจัดเวทีวุ่นวาย ส่วนตลกนั้นนั่งซ้อนท้ายมอร์เตอร์ไซด์ไปคาเฟ่ พอถึงก็กระโดดลงเล่นได้เลย

รายได้ของพวกก็ตามแต่ความสามารถ พวกรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง ก็สบายไปเกือบหมดแล้ว ส่วนรุ่นเล็กก็พอเลี้ยงตัวได้ ไม่ลำบากเหมือนตลกรุ่นโบราณ ก็น่าดีใจแทนศิลปินที่สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ผู้คน มีคำถามว่า

ทำไม ‘ดาวตลก’ จึงสามารถยืนระยะ อยู่ในหัวใจผู้ชมชาวไทย กันได้นานนัก?
บอกได้เลย ว่า

เหตุผลนั้น อาจเป็นเพราะ

การแสดงตลกไม่ว่าชาติใด มีการนำเอาชีวิตจริงของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความเดือดร้อนลำเค็ญ น้ำท่วม ไฟไหม้ พายุเกย์ สึนามิ เหล่านี้เอามาเรียบเรียง เป็น ‘เรื่องตลก’ ได้หมด ถ้าตลกอย่างเดียวยังไม่พอเอา

เอามุกตลกเล่า..มาคลุกน้ำตากันก็ยังได้...แน่ะ!

การแสดงตลกจึงสะท้อนชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ออกมาได้จริงๆ เช่นรถเมล์
ขึ้นราคา เครื่องสำองค์ปลอมทำลายผิวหน้าแม่ยาย พนักงานกทม.หรือเทศบาล ไม่มาเก็บขยะตามเวลา น้ำไม่ไหล ส้วมตัน ค่าน้ำมันแพงขึ้นอย่างหฤโหด ฯลฯ สามารถจับเป็น ‘มุก’ ปล่อยตลกออกมาได้ทั้งนั้น

ดังนั้น “ตลกแฝงความจริง เอาไว้ในความขบขัน” ของคุณยีรี่ เมนเซล...
จึงถูกใจผมนัก!

ตลกเมืองไทยนั้นเรียบร้อย ไม่ค่อยจะพูดถึงหรือออกมุกเรื่องการเมือง โดยเฉพาะไม่กล้าตลกเสียดสีแบบพม่า ผมยกย่องมาก ดังที่เคยเล่าเอาไว้แล้วในกาแฟขมขนมหวาน ตอนที่ ๓๐๗ มหาตลกพม่า-อภิมหาตลกไทย...ใครเก่งกว่ากัน!? (ซากานาร์ vs ล้อต๊อก)

ไม่ใช่คุณซากานาร์คนเดียวเท่านั้น ทีเสียดสีการเมืองเป็นคนเดียว ตลกพม่าคณะอื่นก็ มีความกล้าหาญชาญชัย ในการแสดงออกทางการเมือง ไม่ต่างไปจากนายซากานาร์ หรืออยู่ในระดับเดียวกัน

คณะตลกที่ว่านี้ ชื่อ The Moustache Brothers หรือเรียกในภาษาไทยว่า “ตลกคณะนายหนวด” แต่ที่เห็นตามรูปก็ไม่ได้มีหนวดทุกคน มีอยู่คนหนึ่งที่หนวดไม่มี เพราะคณะนายหนวดนี้ ตั้งขึ้นโดยนาย อู ปาปา เลย์ (U Pa Pa Lay) กับญาติชื่อนาย อู ลู ซอว์ (U Lu Zaw) ที่มีหนวด ส่วนอีกคนไม่ใช่ญาติ จึงไม่ยอมให้ขนขึ้นรกริมฝีปาก

การแสดงของตลกคณะนี้ ก็จับใจคนพม่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตลกเสียดสีพวกทหารเผด็จการทั้งหลาย อย่างเช่นนาย อู ปาปา เลย์ แกปล่อยมุก “หมอฟัน” ให้ชาวบ้านฟัง ว่า

กระทาชายพม่านายหนึ่ง เดินทางไปอินเดียประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไปถอนฟันที่ร้านของทันต์แพทย์ชาวอินเดีย

หมอฟันชาวโรตี บอกให้คนปวดฟันนอนลงบนเก้าอี้ แล้วฉีดยาชาให้ ไม่กี่นาทีก็ดึงฟันซี่ที่ปวดออกมาได้อย่างเรียบร้อย

หลังจากจ่ายเงินรูปีค่าถอนฟัน ให้กับหมอต่างประเทศแล้ว คนที่เพิ่งถอนฟันใหม่ๆ ก็เตรียมเดินทางกลับ เข้าไปในประเทศพม่าเหมือนเดิม

หมอที่ถอนฟันให้ดูเหมือนจะมีสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ บอกกับชาวพม่าคนไข้ว่า

“เดี๋ยว...อย่าเพิ่งไปขอถามอะไรหน่อย”

ชายชาวพม่าชงัก ถามหมอว่า ต้องการอะไร?

“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากถามว่า หมอฟันพม่าที่จบจากอังกฤษ เก่งๆและมีฝีมือก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย...” หมออินเดียถอนหายใจ ก่อนถามต่อเพราะความสงสัยยังไม่จบ

“...เรื่องถอนฟันแค่นี้ ไม่เห็นคุณจะต้องเสียเวลาถ่อมาหาผมที่อินเดียเลย มันเกิดอะไรกับทันตแพทย์พม่า พวกเขาสะไตร้ค์กันหรือไง?”

“ไม่มีอะไรหรอกครับหมอ” หม่องตอบเรื่อยๆ แล้วพูดต่อ

“หมอฟันที่นั่น หากินไม่ได้แล้ว”

“ทำไมล่ะ?” หมอพม่าอุทาน

“ก็ไอ้เผด็จการ...ทหารระยำน่ะซี้ มันห้ามพลเมืองพม่า...อ้าปากเด็ดขาด!”
แค่นี้...คนพม่าฮาตึงกันไปแล้ว

ตลกซะแบบนี้ มันจะไปถูกใจทหารฮุนต้าได้อย่างไรกัน ตลกคณะนายหนวดพม่า ก็ต้องเดินเข้าคุกไปตามระเบียบ...

ถูกจำคุกไป ๖ เดือนเต็มๆ!!

ผมว่า ไอ้พวกเผด็จการไม่ว่าชาติไหนๆ จิตใจและสันดานมันแปรปรวนง่ายดายเหลือเกิน เที่ยวหวาดระแวงผู้คนเขาไปหมด...ไม่เว้นแม้แต่เงาตัวมันเอง!!!...๕๕๕

น่าแปลกใจ ที่ประชาชนในบ้านเมือง ซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการ สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านของประเทศนั้นๆมีความสุข และมองเห็นว่า ชีวิตพอมีความน่าอภิรมย์บ้าง ก็ด้วยการหาเรื่องด่าทอ ถากถาง เสียดสีผู้ปกครอง หรือระบอบที่กดขี่พวกเขาอยู่นั่นแหละ
จิตใจจึงจะ...ดีขึ้น...๕๕๕

การด่าพวกเผด็จการนั้น เป็นการผ่อนคลายความรู้สึกอึดอัด ของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ไม่น่าเชื่อว่า แม้แต่รัสเซียในยุคที่เป็นสหภาพโซเวีย อยู่ในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ก่อนที่จะผ่อนคลายกฎเข้ม เพราะการล่มสลายของสหภาพ แตกตัวเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย นั้น

ไม่น่าเชื่อว่า ดัชนีความสุขของชาวรัสเซีย ยังสูงกว่าบ้านเราหลายอันดับ!

ดีกว่าเพราะชาวบ้านรัสเซีย ได้ด่า นินทา ผู้ปกครองเผด็จการ อย่างนั้นหรือ!?...๕๕๕


ท่านผู้อ่านที่เคยดูหนังเรื่อง Moscow on the Hudson ซึ่งโรบิน วิลเลี่ยม (Robin Williams) เล่นเป็นตัววลาดิเมียร์ อีวานอฟ (Vladimir Ivanoff) นักแซกโซโฟนในวงดนตรีชาวรัสเซีย ที่ขอลี้ภัยการเมืองเข้าสหรัฐ

ขอให้ท่านลองสังเกตดู ผู้เล่นเป็นคุณพ่อของวลาดิเมียร์ ซึ่งแสดงได้ประทับใจผู้คนมากจริงๆ เขาชื่อ

Elya Baskin

นักแสดงคนนี้ เป็นตลกฝีมือร้ายกาจของรัสเซีย แต่เป็นคนเชื้อสายลัตเวีย เคยได้รับรางวัลในงาน Festival of Young Actors Award ที่ Moscow Comedy Theatre ในฐานะนักแสดงตลกยอดเยี่ยม ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และการมีชีวิตอยู่ในรัสเซีย ทำให้เขาซึมลึกถึงวัฒนธรรม การเสียดสีระบบการปกครองที่เข้มงวด แบบคอมมิวนิสต์ การแสดงจึงออกมาเนียนมากๆ จนผู้คนมีอารมณ์ร่วมไปด้วย

ในหนังเรื่องฮิต Moscow on the Hudson การยกนิ้วกลางขึ้นทำความเคารพท่านผู้นำของคุณเอลยา บาสกิ้น นั้น จับใจผู้เขียนมากจริงๆ บางครั้งพอพวกผู้เผด็จการทั้งหลาย โผล่หัวกบาลออกมา ให้เห็นทางโทรทัศน์เท่านั้น

ตัวเองดันเผลอลุกขึ้นยืนตรง ยกนิ้วกลางนิ้วเดียวขึ้น ตะเบ๊ะให้ทุกที...๕๕๕!

รื่องตลกของชาติ ที่ถูกกดขี่จากผู้ปกครองหรือทหารนั้น บางครั้งก็เหมือนหรือคล้ายกันโดยบังเอิญ เช่นเรื่องของพม่าข้างต้น เมืองรัสเซียก็มีคล้ายๆกัน
เลยนำมาเล่าเสริม ดังต่อไปนี้

ชาวรัสเซียนั่งตกปลา อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำขั้นพรมแดน ซึ่งมีชายชาวฟินแลนด์นั่งตกอยู่ฝั่งตรงข้าม

กระทาชายชาวฟินด์ นั่งวัดเอาปลาขึ้นมา แบบเดี๋ยวก็วัด...เดี๋ยวก็วัด แล้วถอดปลาออกจากเบ็ด หย่อนลงกระป๋องเก็บปลา พักเดี๋ยวกระป๋องแทบจะเต็มอยู่แล้ว

ส่วนชาวรัสเซียได้แต่นั่งซึมกระทือ ปลาไม่กินเบ็ดซักกะตัว

ชาวฟินด์แลนด์ ตะโกนทักทายอย่างมิตร

“สหาย โชคไม่ดีนะ ปลาฝั่งโน้น มันไม่ค่อยกินเบ็ดเลย”

ชายรัสเซีย ตะโกนตอบอย่างหดหู่ว่า

“ใช่แล้วสหาย...พอปลามันว่ายเข้าฝั่งคอมมิวนิสต์ ปลามันรู้...มันก็เลยไม่ยอมอ้าปาก เหมือนคนรัสเซีย อย่างฉัน..นี่แหละ!”

คนไทยนั้น โปรดปรานดาราตลกอย่างที่ผมเล่าให้ฟัง แม้ดาวตลกบ้านเราจะกลัว ไม่กล้าเสียดสีพวกคณะเผด็จการในที่สาธารณะ เพราะอาจถูกรังแกเอาได้ ตรงนี้ก็น่าเห็นใจ เพราะเดี๋ยวเขาไม่พอใจเข้า

ยกพวกมากระทืบเอาง่ายๆ ถึง ‘คาเฟ่’ เลยทีเดียว...ไม่ปลอดภัยแน่ๆ

สำหรับชาวบ้านอย่างเราๆ อยากจะถึงฝากพี่น้องประชาชนคนไทย ที่คิด ‘มุก’ ประกอบการสนทนาไม่ออก หรือไม่ขำ ก็ขอบอกว่า
ยังมี ‘มุกขำขัน’ อีกมากมาย ที่ยกขึ้นมาพูดกันได้ เช่น

มุกเมียมาก จนแจ้งจำนวนเมียไม่ครบ!
...มุกอม‘ค่าต๋ง’ วิทยุ!!
...มุกงาบเครื่องบิน...มุกแดกรถเกราะ(แบบไม่กลัวฟันฟางหัก!!!)


แค่นี้ คงเพียงพอทั้งพูดคุย รุมด่าเผด็จการกันได้หนำใจ...มันปากแล้วววว์!!!
...๕๕๕...


...................
กำลังโหลดความคิดเห็น...