xs
xsm
sm
md
lg

76 ปี บรูซ ลี มีดีที่เปลี่ยนโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เกรียงไกร พรพิพัฒน์กุล

ภาพใบหน้าของบรูซ ลี ฮีโร่ทางวัฒนธรรมกังฟูแห่งศตวรรษ ที่หน้าห้างฯ แห่งหนึ่งในฮ่องกง ซึ่งยังคงเป็นที่จดจำรำลึกถึงเสมอ แม้จะล่วงลับไปนานเกือบครึ่งศตวรรษแล้ว (ภาพ เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์)
MGR Online - หากศึกษาประวัติศาสตร์จีน ในรอบร้อยปี ก่อนบรูซ ลี เกิดนั้น ภาพคนจีนในสายตาของชาวโลก หรือกระทั่งโลกทัศน์ฯ คนจีนที่มองด้วยกันเอง มีแต่ภาพของความอ่อนแอ เจ็บป่วย แตกแยก ทิ้งแผ่นดินวิปโยค อพยพโพ้นทะเล ไปเป็นคนชายขอบ ไร้ตัวตนยิ่งกว่าพลเมืองชั้นสองในแผ่นดินอื่น บางคนพูดให้แรงกว่านั้นก็ได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่คนจีนเกิดมาก้มหน้ารับชะตากรรม ซึ่งไม่มีอะไรให้ภาคภูมิเลย
ภาพของคนจีนคงจะยังเป็นอย่างนั้นอีกนาน ... จนกระทั่ง วันที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกระโดดเตะแผ่นป้ายซึ่งเขียนคำว่า "ขี้โรคเอเชีย" หักเป็นสองท่อน!!

ความรับรู้เกี่ยวกับความอ่อนแอขี้โรคติดฝิ่นงอมแงมของชาวจีนนั้น เริ่มต้นในช่วงศตวรรษที่ 18 อังกฤษร่ำรวยมหาศาลจากการค้าขายฝิ่นให้จีน โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ฝิ่นแก้ปัญหาขาดดุลบัญชีให้แก่อังกฤษ แต่ก่อความสูญเสียอย่างมหาศาลทางด้านสังคมในจีน เมื่อจีนต่อต้านก็ส่งผลให้เกิดสงครามฝิ่น ระหว่างอังกฤษกับจีนขึ้นในปี ค.ศ. 1830

จีนแพ้จักรวรรดิ์อังกฤษ ในสงครามฝิ่นครั้งแรก ปี ค.ศ. 1839-1842 ถูกบังคับทำสนธิสัญญานานกิง 1842 สูญเสียอำนาจปกครองฮ่องกง จีนแพ้อังกฤษ-ฝรั่งเศส ในสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1856 - 1860) กองทัพอังกฤษ-ฝรั่งเศส ปล้นและเผาพระราชวังฤดูร้อน(หยวนหมิงหยวน) เสียเกาลูน จำยอมลงนามสนธิสัญญาเทียนสิน

ความทะเยอทะยานลัทธิล่าอาณานิคมและสยบตะวันออกไกล ทำให้จีนตกเป็นเป้าฯ การไล่ล่าของมหาอำนาจตะวันตกเพื่อเข้ายึดครองผลประโยชน์ ค.ศ. 1894-1895 จีนแพ้สงครามเกาหลีที่ทำกับญี่ปุ่น เสียค่าปฏิกรรมสงครามเป็นมูลค่าสูงถึง 150 ล้านดอลลาร์ ยกเกาะไต้หวันหรือฟอร์โมซาและหมู่เกาะใกล้เคียงให้แก่ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน และรัสเซีย ซึ่งต่างขยายเขตอิทธิพลของกันและกันเหนือดินแดนจีนในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1897-1898 เยอรมันได้ อ่าวเจียวโจว, ชานตง และหุบเขาฮวงเหอ / รัสเซียได้คาบสมุทรเหลียวตง และสิทธิเหนือทางรถไฟในแมนจูเรีย / อังกฤษได้เว่ยไห่เว่ย และหุบเขาแยงซี / ฝรั่งเศสได้สิทธิอ่าวกวางโจว และสามจังหวัดทางใต้ เซี่ยงไฮ้กลายเป็นเขตเช่าของฝรั่งเศสนานเกือบร้อยปี (ค.ศ. 1849-1943)

เมื่อกลุ่มนักมวยจีนก่อจลาจลเรียกร้องสิทธิขับไล่ต่างชาติบนแผ่นดินตนเอง (ค.ศ. 1899 - 1901) กองทัพแปดชาติ (อังกฤษ, รัสเซีย, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, อิตาลี, ออสเตรีย และญี่ปุ่น) จึงถือเป็นเหตุจับมือผนึกกำลังนำทัพเข้าสู่เมืองหลวงปักกิ่งปราบกบฎจีนราบคาบ 

คนจีนตกอยู่ในสภาพบอบช้ำและวิปโยคซ้ำในช่วงเวลาสงครามกลางเมือง และสงครามญี่ปุ่นบุกจีน สังหารหมู่ประชาชนชาวจีนที่นานกิง ในปี 1937 ตลอดจนโศกนาฎกรรมอันเกิดขึ้นจากการบริหารประเทศหลังสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน

ตลอด 100 ปีก่อนบรูซ ลีเกิด ชาวจีนจึงกลายเป็นชนชาติอพยพโพ้นทะเล โดยในสหรัฐอเมริกานั้น คนจีนจำนวนมากเข้าไปอยู่อย่างผู้อพยพ เป็นแรงงานหลักเยี่ยงกุลีผู้รับใช้ในยุคขุดทอง และสร้างบ้านแปลงเมืองของคนอเมริกัน แรงงานจีนนั้นยอมรับราคาค่าชีวิตต่ำ และยอมทำงานเสี่ยงตายในสภาพกันดาร อยู่อาศัยอย่างคนนอกเขตชายขอบ รวมกลุ่มแยกตัวเป็นชุมชนเล็กๆ ในระดับล่างสุด

ครั้นเมื่อคนงานผิวขาวเริ่มกังวลว่า แรงงานจีนซึ่งเรียกค่าแรงถูกและยอมทำงานกุลี จะเข้าไปแย่งงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ กระแสต่อต้านแรงงานจีน จึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น และถึงขนาดก่อเหตุรุนแรงทำร้าย-ขับไล่คนจีน เผชิญปรากฏการเหยียดเชื้อชาติ ด้วยวัฒนธรรมและอัตลักษณ์จีนอันเป็นสิ่งแปลกแยก ถูกกดข่มกีดกันเหยียด ต่อต้านทั้งในทางสังคม และในตัวบทกฎหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายกีดกันคนอพยพจากจีน รัฐบัญญัติกีดกันชาวจีน ค.ศ. 1882 (The Chinese Exclusion Act 1882) มลรัฐทางตะวันตกหลายมลรัฐ ได้ผ่านกฎหมายห้ามชาวจีนรวมถึงคู่สมรสของชาวจีนอพยพถือครองกรรมสิทธิที่ดิน ชาวจีนยังถูกกีดกันออกจากอุตสาหกรรมต่างๆ ในเวลานั้น เหลืองานให้ทำเพียงซักเสื้อผ้า และหลังร้านอาหาร

ชั่วรุ่นอายุคนจีนอพยพผู้อ่อนแอ จำนนชะตากรรมนั้นคงอยู่ในการรับรู้ผู้คนตะวันตกนานเป็นร้อยปี จนทศวรรษแห่งการกำเนิดมังกรบรูซ ลี ซึ่งอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1964 - 1974 อันมีประวัติการณ์เปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางการเมืองสังคม ส่งผลให้เกิดกระแสเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมในทุกซอกมุมสังคมอเมริกัน ชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ก็เป็นกลุ่มที่เคยเก็บตัวเงียบอย่างสันติในกลุ่มเหล่านี้ ที่นำประเด็นของเชื้อชาติวัฒนธรรมและเพศ ขึ้นมากางเผยจิตสำนึกเสรีชนของชาวอเมริกัน ด้วยบริบททางสังคมนี้เอง คือฉากหลังที่ขับให้บรู๊ซ ลี ก้าวขึ้นมาปรากฏเด่น!
ภาพจากฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Fist of Fury (1972) หรือในอีกชื่อหนึ่ง The Chinese Connection ซึ่งบรูซ ลี ที่รับบทเป็น เฉินเจิน ปลดป้าย “ขี้โรคเอเชีย” (東亞病夫) ไปคืนให้กับกลุ่มชาวต่างชาติผู้เหยียดหยามข่มเหงกดขี่ (ภาพจาก Fist of Fury, 1972)
“คนจีนไม่ใช่คนขี้โรคอีกต่อไป” เป็นวลีสำคัญที่ บรูซ ลี กล่าวผ่านบทบาทของเฉินเจิน ตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง Fist of Fury (1972) และยังเป็นคติประจำใจซึ่งบรูซ ลี ยึดมั่นตลอดชีวิต ชาวจีนไม่ได้เป็นบุคคลที่อ่อนแอ และยอมถูกกระทำย่ำยี ก้มรับป้ายแขวนคอทั้งในทางประวัติศาสตร์และในวัฒนธรรมบันเทิงอีกต่อไป ในภาพยนตร์เรื่องนี้ บรูซ ลี ปลดป้ายมายาคติดังกล่าวที่แขวนฝังอยู่ในหัว เขาเผยภาพคนจีนในลักษณ์ใหม่ แววตาคมกล้า แข็งแรง สวมชุดชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่คนผอมแห้ง หนวดเรียวแหลม ใส่ชุดขุนนางแมนจู เหมือนตัวละครอื่นๆ ที่คนตะวันตกคุ้นเคย

บรูซ ลี ได้ทำสิ่งที่ไม่มีดารานักแสดงคนไหนทำได้ การปรากฏตัวของเขาคือ ความภาคภูมิของอารยธรรมตะวันออก ซึ่งหลอมรวมกับวัฒนธรรมสากลสมัยใหม่ บรูซ ลี ยังไปไกลกว่าใครในการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ที่ผู้คนมีต่อชาวจีน หรือกระทั่งที่ชาวจีนมีต่อตนเอง

ฉากต่อสู้ของเฉินเจิน ในภาพยนตร์ Fist of Fury, 1972 ได้กอบกู้ความภาคภูมิเชื่อมั่นตนเองของชาวจีนทั้งในด้านกายภาพ และที่สำคัญกว่านั้นคือทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการฉีกแผ่นข้อความ “ขี้โรคเอเชีย” ยัดใส่ปากผู้ดูถูกเหยียดหยาม หรือ กระโดดเตะป้าย “ห้ามคนจีนและสุนัขเข้า” ที่ประตูทางเข้าสวนสาธารณะฯ ฯลฯ (แม้ว่า ในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การตกเป็นอาณานิคมต่างชาตินั้น ป้ายข้อความดังกล่าวจะไม่ได้ปรากฎชัดเจนในคำห้ามดังกล่าว แต่ภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศ คนจีนในเขตเช่าเซี่ยงไฮ้ ถูกระบุเป็นบุคคลต้องห้ามเดินในสวนสาธารณะหลายแห่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่เหยียดคนจีนให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองในแผ่นดินของตนเอง เช่นเดียวกัน กฎหมายเทศบาลเซี่ยงไฮ้ยังได้ระบุห้ามสุนัขเดินในสวนสาธารณะหวงผู่)

ภาพยนตร์ Fist of Fury มีแรงส่งมหาศาล ผู้ชมชาวจีนในโรงภาพยนตร์เวลานั้น นั่งไม่ติด ลุกขึ้นยืนปรบมือไปกับฉากเหล่านี้ กระนั้นก็ตามในหนังของบรูซ ลีนี้ คู่ต่อสู้ต่างชาติ สำนึกชาตินิยม ยังไม่สำคัญเท่ากับการปลุกสำนึกมนุษยนิยม เปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ มองตัวเองใหม่ ปกป้องจิตวิญญาณรักสันติ ต่อสู้เพื่อความเสมอภาค พัฒนาตนเองอย่างไม่มีขีดจำกัด ไม่จำนนต่ออุปสรรค เหล่านี้คือความหมายแท้จริงของคำว่า "กังฟู" (功夫) แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์และชีวิตจริงที่ บรูซ ลี ส่งผ่านให้กับแม้กระทั่งเด็กน้อยวัยอนุบาลในยุคสมัยนี้ ก็ยังจดจำเลียนแบบลีลาท่ากังฟูอันแฝงปรัชญานี้ได้

แม้จะเป็นเวลานานกว่า 40 ปี นับจากการเสียชีวิตในวัย 32 ปี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 แต่บรูซ ลี ซึ่งหากอยู่ถึงวันนี้จะอายุ 76 ปีแล้ว (27 พฤศจิกายน 2483) ได้พิสูจน์ความเป็นอมตะ ยืนยันความเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลทางวัฒนธรรมทั้งในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล ชาวอเมริกันและทั่วโลก โดยเมื่อปี พ.ศ. 2542 นิตยสารไทม์ ได้สำรวจซึ่งจัดให้ บรูซ ลี เป็นหนึ่งในร้อยบุคคลทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษ ภาพยนตร์ซึ่งเขาแสดงเพียง 4 เรื่อง The Big Boss (1971), Fist of Fury (1972), and Way of the Dragon (1972), ล้วนสร้างสถิติรายได้ถล่มทลาย เช่นเดียวกับ ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องเดียวของเขา Enter the Dragon (1973) ก็เป็นหนึ่งในหนังที่ทำกำไรสูงสุด นั่นยังไม่เท่ากับมูลค่าเพิ่มทางวัฒนธรรมมังกรที่เขาปลุกขึ้นในจิตใจคนจีน และการรับรู้ของชาวตะวันตก

ช่วงเวลาการปรากฏของ บรูซ ลี สั้นเพียงระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2514 - 2516) กับภาพยนตร์ 4 เรื่อง (อีกเรื่องที่ยังถ่ายทำไม่เสร็จ) แต่ความสั้น-ยาวของชีวิตคงไม่สำคัญนัก บรูซ ลี เคยกล่าวไว้ว่า “กุญแจสู่ความเป็นอมตะนั้น แรกสุดคือการใช้ชีวิตให้ควรค่าแก่การจดจำนึกถึง”
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...