xs
xsm
sm
md
lg

พิชิตสิวให้ถูกวิธี มีชัยกว่าครึ่ง!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


>>เรื่องสิว ยังคงเป็นปัญหาผิวอันดับหนึ่งของสาวๆ อีกมากมาย โดยภายในงาน The Perfect Match by La Roche-Posay เพื่อแนะนำการเลือก “คู่ที่ใช่” กับปัญหาสิวของคุณ ได้รับเกียรติจาก นพ.วาสนภ วชิรมน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนัง แผนกผิวหนังและเลเซอร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลทุกเรื่องราวเกี่ยวกับสิวที่เราควรรู้

โดยคุณหมอบอกว่า “สิวเป็นการอุดตันของระบบต่อมไขมันในรูขุมขน ปกติไขมันที่สร้างจากต่อมไขมันจะออกมาตามรูขุมขน หากมีการอุดตันของทางเดินก็จะทำให้เกิดสิวอุดตัน ซึ่งจะพบเป็นลักษณะตุ่มเม็ดเล็กๆ ที่มีลักษณะเป็นไตสีขาวๆ อยู่ข้างใน หากมีตัวกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น แบคทีเรีย อาจจะทำให้เกิดการอักเสบได้ ซึ่งจะกลายเป็นสิวอักเสบ หากการอักเสบเป็นมากขึ้น อาจจะกลายเป็นตุ่มหนอง สิวหัวช้าง และเป็นซีสต์ได้”
นพ. วาสนภ วชิรมน
สาเหตุของสิว

มีปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้หลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย พันธุกรรม อารมณ์ อาหาร อากาศ ยา โดยรวมแล้วสามารถแบ่งปัจจัยหลักๆ ได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่

1. ปัจจัยภายในร่างกาย คือ ปัจจัยที่เกิดจากร่างกายเราเอง เช่น ระดับฮอร์โมน, การตอบสนองของร่างกายต่อฮอร์โมน กรรมพันธุ์, พื้นผิวดั้งเดิม, อารมณ์และความเครียด ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากภายในร่างกายเราเอง

2. ปัจจัยภายนอก คือ ปัจจัยที่เกิดขึ้นจากนอกร่างกายของเรา เช่น ยา, ครีมและเครื่องสำอางบางชนิด, สภาพแวดล้อม, แสงแดดและอุณหภูมิ และ อาหาร ซึ่งเราสามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงได้

ชนิดของสิว

สิวมีหลายชนิด แต่สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะที่พบ ได้แก่ สิวที่ไม่อักเสบ และสิวที่อักเสบ

1. สิวที่ไม่มีการอักเสบ เช่น สิวอุดตันหัวขาว (สิวอุดตันหัวปิด), สิวอุดตันหัวดำ (สิวอุดตันหัวเปิด)

2. สิวที่มีการอักเสบ เช่น สิวที่เป็นตุ่มแดง (สิวอักเสบ), สิวที่มีหนอง (สิวตุ่มหนอง), สิวอักเสบขนาดใหญ่ (สิวหัวช้าง) และสิวที่มีการทำลายของผิวข้างในจนเป็นโพรงคล้ายซีสต์

หลักการดูแลรักษาสิว

การรักษาสิวมีหลักการง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้

1. หยุดสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวรวมทั้งหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้สิวเป็นมากขึ้น เช่น หากเป็นสิวจากเครื่องสำอาง ควรงดใช้เครื่องสำอางที่ไม่จำเป็น ควรงดบีบสิวเนื่องจากจะทำให้สิวอักเสบมากขึ้นและเป็นรอยดำและแผลเป็นมากขึ้นได้

2. การใช้ยา การเลือกยาสิวไม่ว่าจะเป็นยาทาหรือยารับประทาน ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของสิว ซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ไม่ควรซื้อยามาใช้เองเนื่องจากจะทำให้ดื้อยาได้


3. การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมการรักษา เช่นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของซาลิซัยลิค แอซิด (Salicylic acid) และไฮดรอกซีแอซิด (Hydroxyacid) จะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดสิว หรือที่มีเขียนข้างฉลากว่า “ไม่ทำให้เกิดสิว หรือ นอนโคมิโดเจนิก (Non-comedogenic)”


4. ต้องใจเย็นและเข้าใจในตัวโรคสิว การรักษาสิวส่วนมากใช้เวลาหลายสัปดาห์ สิวบางชนิดเมื่อหายแล้วอาจกลับเป็นซ้ำได้ ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุของสิว


การรักษาสิว

สามารถแบ่งการรักษาสิวเป็น 2 ชนิด ได้แก่การรักษาหลักและการรักษาเสริม

1. การรักษาหลักได้แก่การใช้ยา ซึ่งมีทั้งชนิดทาและชนิดรับประทาน ส่วนมากต้องใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีและลดโอกาสการดื้อยา สำหรับยาชนิดทาที่นิยมใช้ เช่น ยาทาที่มีส่วนผสมของเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ยาปฏิชีวนะ (เช่น คลินดามัยซิน อีรีโทรมัยซิน) ยาทาที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ (เช่น เตตริโนอิน ไอโซเตตริโนอิน อะดาพาลีน) และยาทาที่มีส่วนผสมของกรดอะเซเลอิค สำหรับยารับประทานที่นิยมใช้คือยากลุ่มปฏิชีวนะ ยากลุ่มฮอร์โมน และยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ การรับประทานยาสิวไม่ว่าจะเป็นยาตัวใดก็ตาม ควรรับประทานติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 3 เดือน หากหยุดยาเร็ว สิวจะกลับมาเป็นใหม่ได้ง่าย


2. การรักษาเสริม

-การกดสิว เป็นการทำให้หัวสิวอุดตันที่มีอยู่ออกเร็วขึ้น เพราะหากปล่อยไว้ อาจทำให้เกิดการอักเสบได้ การกดสิวควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่สะอาดปลอดเชื้อ หากสิวกดออกไม่หมด อาจจะทำให้เกิดการอักเสบภายหลังได้

-การฉีดยาสิว เป็นการฉีดยาเข้าที่เม็ดสิวเพื่อลดการอักเสบในกรณีที่สิวมีการอักเสบมาก มีข้อดีคือหยุดการอักเสบได้เร็ว แต่อาจมีผลข้างเคียงได้คือผิวยุบลงในกรณีที่ฉีดมากเกินไป ซึ่งผิวยุบลงมักจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง


-การใช้เลเซอร์ มีการใช้เลเซอร์เสริมเพื่อลดสิวอุดตันและสิวอักเสบบางประเภท ทำให้เห็นผลการรักษาที่เร็วขึ้น

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นสิว

ควรปฏิบัติตนตามข้อแนะนำข้างต้น ที่สำคัญไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เนื่องจากสิวมีหลายชนิด หลายประเภท การซื้อยามาใช้เองอาจเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด ทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ไม่ควรใจร้อนในการรักษารอยสิวและแผลเป็น ตราบใดที่สิวยังไม่หาย ยังมีสิวใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีรอยตามมาได้อีก ดังนั้นจึงควรจัดการกับสิวก่อนที่จะจัดการกับรอย เมื่อมีสิวควรรีบรักษาเพราะหากปล่อยไว้จนอักเสบลุกลาม จะทำให้เกิดแผลเป็นถาวรได้ :: Text by FLASH

>> อัปเดตข่าวในแวดวงสังคม กอสซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net และ ติดตาม CelebStagram ได้ที่ http://www.manager.co.th/celebonline/celebstagram/
กำลังโหลดความคิดเห็น