“เอกนิติ” นำทีมไทยแลนด์ชูบทบาทประเทศไทยบนเวทีดาวอส เชื่อมผู้นำองค์กรเศรษฐกิจโลกและซีอีโอบริษัทชั้นนำ แสดงศักยภาพไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค ต่อยอดความร่วมมือสู่การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเดินหน้าแผนลงทุนในไทยรวมกว่า 5 แสนล้านบาท
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภารกิจของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และทีมไทยแลนด์ในการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2569 ประสบความสำเร็จอย่างดีในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ แสดงบทบาทของไทยในเวทีผู้นำโลก และหารือผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลกเพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นการลงทุนและโครงการความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ภารกิจการเดินทางเยือนดาวอสครั้งนี้ได้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ 1. การนำทีมภาครัฐและเอกชนร่วมตอกย้ำภาพของประเทศไทยในสายตาผู้นำโลกว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพมีทิศทางนโยบายชัดเจน มีความเป็นกลางท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และพร้อมเป็นฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจยุคใหม่ของภูมิภาค
2. การเจรจากับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ เพื่อทำให้เกิดการลงทุนที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย การสร้างงานคุณภาพ และการพัฒนาทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับโลกในอนาคต และ 3. การสร้างความร่วมมือเพื่อปูทางไปสู่การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถจัดงานสำคัญระดับโลกได้และมีศักยภาพเป็นผู้นำของอาเซียน
นายเอกนิติ และคณะ ได้พบหารือกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลกรวม 9 ราย ซึ่งได้มีแผนการลงทุนทั้งที่ผ่านมาแล้วและจะลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตรวมกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และกระตุ้นให้เร่งเดินหน้าโครงการในไทยอย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งดึงการลงทุนใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม New S-Curve โดยแบ่งเป็นกลุ่มดิจิทัลและ AI จำนวน 6 บริษัท กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ 2 บริษัท กลุ่มอาหาร 1 บริษัท ดังนี้
กลุ่มดิจิทัลและ AI
AWS: บริษัทได้ย้ำแผนลงทุนระยะยาวในไทยกว่า 150,000 ล้านบาท ภายใน 15 ปี โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทได้สนับสนุนนโยบาย Cloud First ของรัฐบาล และยังให้ความสนใจโครงการพัฒนาทักษะบุคลากรไทย (Skill Bridge) ซึ่งบริษัทจะหารือในรายละเอียดและคาดว่าจะมีการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและ AI ในโครงการมากกว่า 50,000 คน
Microsoft: ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้
AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและภาคธุรกิจ และการสนับสนุนผู้ประกอบการ
SMEs ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้รวมถึงโอกาสความร่วมมือในการพัฒนากำลังคนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
TikTok: บริษัทยืนยันแผนลงทุนระยะยาวรวมกว่า 270,000 ล้านบาท พร้อมหารือการใช้แพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEsให้สามารถเข้าถึงตลาดและมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น รวมถึงได้เสนอแนวทางต่อยอดให้ไทยเป็นฐานกิจกรรมระดับภูมิภาค เช่น ด้านการพัฒนาคอนเทนต์
DAMAC Group: ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ซึ่งมีแผนการลงทุนในไทยรวมกว่า 130,000 ล้านบาท ได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะด้านโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับการขยายตัวของคลาวด์และเทคโนโลยี AI ในประเทศไทย
HCL Technologies: ผู้นำด้านการพัฒนาและให้บริการซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ได้หารือแนวทางการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการท่องเที่ยว รวมถึงการใช้ AI ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ (GovTech)
NVIDIA: ผู้นำเทคโนโลยีชิปและแพลตฟอร์ม AI ได้หารือแนวทางยกระดับระบบนิเวศ AI ของไทย ทั้งการพัฒนาบุคลากรและทีมนักพัฒนา (Developers) การสร้างโมเดลภาษาไทยและแอปพลิเคชันต่างๆ ที่จะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ตลอดจนการต่อยอดศูนย์ความเป็นเลิศ(Center of Excellence) เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ด้าน AI ในประเทศไทย
กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ
Hesai Technology: ผู้นำเทคโนโลยี
LiDAR สำหรับระบบรถยนต์อัจฉริยะรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยเป็นแห่งแรกนอกประเทศจีน มูลค่าลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท โดยบริษัทพร้อมร่วมพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์และเทคโนโลยี AI ภายใต้โครงการ Skill Bridge เพื่อเตรียมพร้อมกำลังคนสำหรับต่อยอดสู่ซัปพลายเชนและระบบนิเวศ AI/Robotics ในประเทศไทย
Archer Aviation: บริษัทชั้นนำด้านอากาศยานสำหรับขนส่งบุคคล ได้หารือโอกาสความร่วมมือและการร่วมทุนกับบริษัทไทยในการพัฒนาบริการเดินทางภายในเมือง (Urban Air
Mobility) เพื่อเพิ่มทางเลือกการคมนาคมรูปแบบใหม่ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในเมืองที่มีความหนาแน่นสูง
กลุ่มอาหาร
Nestlé: ผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ได้ดำเนินธุรกิจในไทยมายาวนาน ปัจจุบันมีบริษัทในไทย 4 แห่ง และได้รับการส่งเสริมการลงทุน 8 โครงการ โดยมีการลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง รวมทั้งใช้ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาค และมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้
เตรียมพร้อมเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก (World Bank) และ Ms. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก แนวทางสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึง และการสร้างงานที่มีคุณค่า พร้อมหารือการเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 โดยฝ่ายไทยย้ำว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายที่มีสาระครอบคลุมประเด็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเติบโตอย่างทั่วถึง ความยั่งยืนทางการคลัง และการระดมเงินทุนภาคเอกชนเพื่อพัฒนาธุรกิจในงาน WEF นี้
นอกจากนี้ ทีมไทยแลนด์ยังได้ต่อยอดความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจใหม่ที่โลกให้ความสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าร่วมเวทีสำคัญในงานประชุม WEF เช่น Informal Gatherings of World Economic Leaders (IGWEL) ในหัวข้อ What’s Ahead for the Global Economy - Boom, Bust or In-between? การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ในหัวข้อ New Pathways for ASEAN Growth and Productivity และเวทีเสวนาในหัวข้อ Is ASEAN Moving Fast Enough? และเวทีสำคัญอื่น ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน หารือแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมนำเสนอจุดแข็งของไทยโอกาสการลงทุนในด้านต่างๆ


