นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า จากนี้ไป ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเน้นแนวทางการทำงานที่ดุดันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นโครงการ Jump+ ที่จะมีการยืเวลาการรับสมัครบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมโครงการออกไปจากสิ้นปี 68 เป็นสิ้นเดือนมี.ค.69
จากการศึกษาโครงการ Value Up ของประเทศญี่ปุ่น ผู้จัดการตลาดของญี่ปุ่นสื่อสารในการ Road Show กับนักลงทุนทั่วโลกอย่างชัดเจนว่าบริษัทใดเข้าร่วมโครงการและบริษัทใดไม่เข้าร่วมโครงการ สำหรับประเทศไทย ตลท.พร้อมสนับสนุนและชื่นชม 110 บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการ Jump+ ถือเป็นการก้าวออกจาก Comfort Zone เพื่อพัฒนาแผนการดำเนินงานและกล้าที่จะสื่อสารกับนักลงทุน แม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่อาจทำให้แผนงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ความกล้าหาญในการปรับตัวเช่นนี้คือสิ่งที่ตลาดทุนไทยต้องการ และทุกภาคส่วนควรร่วมกันสนับสนุน
ประเด็นบรรษัทภิบาล (Corporate Governance - CG) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนไทย หากดูจากสถิติในอดีตมีเพียงไม่กี่บริษัทที่มีปัญหาและสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับตลาดหลักทรัพย์ของไทย แม้ที่ผ่านมาจะมีการกำกับดูแลที่เข้มงวด แต่ก้าวต่อไปคือการดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น โดยตลท.มีแผนที่จะพูดคุย หรือสื่อสารกับคณะกรรมการของบริษัทจดทะเบียนในเชิงลึก
"เราต้องยอมรับความจริงว่า กรรมการบางท่านที่มีชื่อว่าเป็นกรรมการอิสระ แต่อาจมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเจ้าของ เราจึงต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับบอร์ดถึงในห้องประชุม เพื่อให้ตระหนักถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความเสี่ยงในการเป็นกรรมการ บจ. อย่างแท้จริง โดยจะเป็นโปรแกรมที่เราจะเดินสายไปทุกบริษัท"นายอัสสเดช กล่าว
นอกจากนี้ประเด็นทุนเทาที่เชื่อมโยงมาถึงตลาดทุนไทยนั้น ตลท.พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นแหล่งหนึ่งของระบบการเงินที่ทุนเทาจะเข้ามาถึงได้ ซึ่งหากมีเงินทุนเข้ามาต้องผ่านสถาบันการเงินก่อนที่จะมาถึงบริษัทจดทะเบียน โดยขั้นตอนการหาทุนเทาที่แท้จริง เป็นหน้าที่หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจในการตรวจสอบเส้นเงิน อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่เข้ามาขอข้อมูล
นายอัสสเดช กล่าวถึงแผนงานการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้นไทย นอกจากโครงการ Jump+ จะทำให้ บจ.มีความน่าสนใจมากขึ้น Bond Connect แพลตฟอร์มซื้อขายพันธบัตรซึ่งเป็นอีกช่องทางในการนำเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนได้ รวมทั้งโครงการอื่น ๆ ล่าสุดที่ ตลท. พูดคุยกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ปรับลดอัตรา Risk Charge สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจาก 25% เหลือ 18% ทำให้พอร์ตประกันภัยเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องมีการสื่อสารกับนักลงทุนให้มากขึ้น โดยตลท.มีแผนเดินทางให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักที่ศูนย์กลางการเงินอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และมีนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ตลท.มีแผนจะลงทุนจ้าง Market Maker เข้ามาช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งจากศึกษาจากตลาดในต่างประเทศหลายตลาดที่จะมี Market Maker ที่มาช่วยสร้างสภาพคล่องทั้งหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นขนาดเล็กอย่างเหมาะสม
นายอัสสเดช ยังกล่าวถึงประเด็นการเปิดทางให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยพื้นฐานไม่ได้มีกฎเกณฑ์ห้ามธุรกิจดังกล่าวเข้าจดทะเบียน บริษัทใดก็ตามที่ประกอบธุรกิจถูกกฎหมาย และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์จดทะเบียน ตลท.จะปฏิเสธไม่ให้จดทะเบียนไม่ได้ แต่ที่จากเหตุการณ์ในอดีต ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีบริษัทที่ประกอบธุรกิจดังกล่าวเข้ามาขอจดทะเบียน
สำหรับด้านกฎระเบียบ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมาเป็นจำนวนมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยร่วมกับทีมงานตลาดหลักทรัพย์ฯและผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เพื่อวิเคราะห์ว่ากฎระเบียบเหล่านั้นสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมและนักลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งนักลงทุนต่างชาติ สถาบันและรายย่อยหรือไม่ พร้อมปรับปรุงให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
"กฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ วันนี้ยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงกฎใด แต่สิ่งที่จะทำคือการดูภาพรวมทุกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร ให้สร้างสมดุล และเหมาะสมให้กับตลาดทุนของเรา ต้องใช้เวลาในการทบทวนเพราะอยากให้เป็นการวิเคราะห์ Base on Data"
สำหรับประเด็นที่หุ้นไทยถูกดัชนี MSCI ลดน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง มองว่าเป็นผลมาจากการแข่งขันในระดับโลก ทั้งในด้านขนาดของตลาดและสภาพคล่อง ซึ่ง ตลท. จะทำงานร่วมกับ บริษัทจดทะเบียนเพื่อสร้างความเข้าใจในหลักเกณฑ์และหาแนวทางเพิ่มความน่าสนใจเพื่อกลับเข้าไปอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลท. กล่าวถึงแผนการเพิ่มสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นไทย ว่า ตลท.จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำร่วมกับพันธมิตรเพื่อกระตุ้นปริมาณการซื้อขาย พร้อมกับขยายฐานลูกค้า มาตรการแรกคือการต่อยอดพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เช่น DR แม้ว่าปัจจุบันจะมีผลิตภัณฑ์ DR 233 ตัว แต่ยังมีโอกาสในการขยายอีกค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่น ๆ อาทิ Bond Connect Platform และคริปโทฯ ETF ที่อยู่ระหว่างการศึกษาและเร่งออก คาดเห็นความชัดเจนในปีนี้ และเดินทางให้ข้อมูลกับนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่สำคัญ เนื่องจากเป็นปีที่ 20 ของ Thailand Focus และประเทศไทยยังเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF ในปีนี้ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการพบปะนักลงทุนและนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุน


