xs
xsm
sm
md
lg

“พาณิชย์”สกัดทุนเทา-มิจฉาชีพ เปิดบัญชีม้านิติบุคคลหลอกคนไทย เข้มตั้งแต่จดบริษัท-ดึงพันธมิตรบัญชีช่วย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปัญหาทุนเทาและมิจฉาชีพหลอกลวงคนไทย ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเบาบางลงไปบ้าง หลังภาครัฐขยับเข้ามาดูแล แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป ยังคงมี และมีการปรับรูปแบบการหลอกลวงไปใช้วิธีต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือ การจัดตั้งบริษัทขึ้นมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และใช้ในการหลอกลวงประชาชน หรือที่เรียกกันว่า บัญชีม้านิติบุคคล ทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่กำกับดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคล ได้ปรับมาตรการใหม่ เพิ่มความเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนเทาและมิจฉาชีพหลุดเข้ามาใช้บริษัทเป็นช่องทางในการหลอกลวง และสร้างความเสียหายให้กับคนไทย

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เดินหน้าอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ที่ต้องการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลให้มีความสะดวก รวดเร็ว โดยปัจจุบันการจัดตั้งบริษัท สามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ตั้งแต่จองชื่อบริษัท เลือกวันจดทะเบียน จะเป็นสายมูเตลู สายวันมงคล หรืออยากเลือกให้ตรงกับวันสำคัญในชีวิต วันเกิด ก็สามารถทำได้หมด แต่ความสะดวกตรงนี้ ทำให้มีกลุ่มทุนเทาและมิจฉาชีพ ได้เข้ามาใช้ในการจดตั้งบริษัท เพื่อใช้ในการหลอกลวงด้วย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงต้องปรับมาตรการในการกำกับดูแลการจดทะเบียนใหม่ โดยประชาชนและผู้ประกอบการ ที่เป็นคนดี ทำธุรกิจปกติ จะไม่ได้รับผลกระทบ ทุกอย่างยังมีความคล่องตัวเหมือนเดิม แต่สำหรับทุนเทาและมิจฉาชีพ รับรองว่า มีความยากเกิดขึ้นแน่ การจดตั้งบริษัทจะไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ อีกต่อไป

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ตรวจสอบบุคคลกลุ่มเสี่ยง HR-03

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การป้องกันการจดทะเบียนบัญชีม้านิติบุคคล กรมได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยได้รับรายชื่อบุคคลกลุ่มเสี่ยงในบัญชี HR-03 ซึ่งเป็นกลุ่มต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า หรืออาชญากรรมทางการเงิน มาแล้วจำนวน 9.8 หมื่นรายชื่อ เบื้องต้นได้นำรายชื่อไปตรวจสอบกับรายชื่อบุคคลที่มาจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีอยู่ในฐานระบบปัจจุบันประมาณ 9.8 แสนราย ปรากฏว่า มีชื่อบุคคลเสี่ยงประมาณ 1,500 รายที่ตรงกับชื่อในบัญชี HR-03 ของ ปปง. ซึ่งกรมได้นำส่งรายชื่อบริษัทที่มีบุคคลเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อแล้ว

นอกจากนี้ ในการรับจดทะเบียนนิติบุคคล หากมีชื่อบุคคลในบัญชี HR-03 เข้ามายื่นจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล หรือแจ้งเปลี่ยนกรรมการ หุ้นส่วน กรมจะแจ้งให้มายืนยันตัวตน ถ้ามายืนยันก็จะรับจดให้ แต่ถ้าไม่มา ก็จะไม่จดให้ ซึ่งส่วนใหญ่ พอเรียกไปก็ไม่มา หรือถ้ามายืนยันตัวตน และได้รับการจดทะเบียน ก็จะส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามต่อไปด้วย

ดูแลคนจนถูกหลอกมาจดทะเบียน

ในการกำกับดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคล ยังได้ขยายการดูแลในเรื่องสถานะการเงินของผู้มายื่นจดทะเบียน โดยที่ผ่านมา พบว่า ทุนเทาและมิจฉาชีพได้ไปหลอกลวงประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน อาจจะว่าจ้างแค่หลัก 1,000-2,000 บาท เพื่อเอาชื่อมาใช้ในการจดทะเบียนบริษัท หรือเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นกรรมการ หรือเป็นหุ้นส่วน ทำให้เวลาบริษัทไปสร้างปัญหา หรือไปหลอกลวงคนอื่น ผู้ถือบัตรคนจนที่ถูกหลอกมา ก็จะได้รับความเดือดร้อน ต้องถูกฟ้องร้อง ขึ้นโรงขึ้นศาล

“ได้ประสานงานไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อขอข้อมูลผู้ที่ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีอยู่จำนวน 13.4 ล้านราย และได้รับมอบรายชื่อมาแล้ว โดยกรมได้นำชื่อเหล่านี้มาใส่ไว้ในระบบ เมื่อมีคนมาจดทะเบียนนิติบุคคล หากชื่อไปตรงกับชื่อในบัญชีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะเด้งขึ้นมาเลย โดยผลการดำเนินการมาประมาณ 10 กว่าวัน ตั้งแต่เปิดปีใหม่เป็นต้นมา พบมี 200 รายชื่อที่ตรงกัน จึงได้เรียกมาพบเจ้าหน้าที่ เพื่อขอให้ชี้แจงและแสดงหลักฐานทางการเงิน ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ไม่มา และทิ้งคำขอ แต่ถ้ามาแสดงตัว ก็รับจดให้ และส่งรายชื่อต่อไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้พิจารณาสถานะผู้ถือบัตรใหม่ เพราะไม่ได้จนจริง เนื่องจากการจดทะเบียนนิติบุคคล มีการลงทุน 5 แสนบาทจนกระทั่งถึง 1 ล้านบาท คนที่ถือบัตรคนจน และเป็นคนจนจริง ไม่น่าจะมีเงินมากขนาดนี้”

ทั้งนี้ เงื่อนไขการเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือ มีเงินสดในบัญชีไม่เกิน 1 แสนบาท มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1 แสนบาท มีที่ดิน 1 ไร่ หากเป็นเกษตรกร 10 ไร่ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นผู้มีรายได้น้อย


พัฒนาระบบตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้พัฒนาระบบตรวจจับพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยง โดยมุ่งตรวจสอบบุคคลที่มายื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในระยะเวลาไม่ห่างกัน จดทีเป็น 10 หรือ 20 บริษัท หรือใช้ที่อยู่ที่เดียวกันเป็นที่ตั้งบริษัท จะไม่อนุญาตให้จดทะเบียนได้ทันที จะเรียกมาชี้แจง และยืนยันตัวตน และแสดงหลักฐานทางการเงิน หากเป็นที่อยู่เดียวกัน จะต้องมีใบยืนยันจากเจ้าบ้านให้ใช้เป็นสถานที่ตั้งมาแสดงด้วย โดยตั้งเป้าเอาไว้ไม่เกิน 5 ราย หากเกินนี้ จะเข้าไปตรวจสอบทันที

ใช้คำสั่งทางกฎหมายกำกับอีกชั้น

นอกจากมาตรการคุมเข้มที่ใช้กำกับดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังได้ออกคำสั่งนายทะเบียน และประกาศนายทะเบียน เพื่อป้องกันและปราบปรามนอมินีบัญชีม้า โดยออกคำสั่ง 4 คำสั่ง ได้แก่ คำสั่งนายทะเบียนกรณีจดทะเบียนแล้ว มีกรรมการผู้ถือหุ้น หุ้นส่วนเป็นบุคคลในบัญชีม้า ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน ยื่น Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน และแสดงหลักฐานสถานที่ตั้งสำนักงาน

คำสั่งกรณีหลอกใช้บุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีรายได้น้อย) เป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วน โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน พร้อม Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน

คำสั่ง กรณีจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด และมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 หรือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท (กลุ่มเสี่ยงนอมินี) ผู้ถือหุ้นคนไทยทุกคน ต้องส่ง Bank Statement ย้อนหลัง 3 เดือน

คำสั่ง กรณีจดทะเบียนและใช้ที่ตั้งซ้ำ ๆ กัน (หลายนิติบุคคลที่ตั้งเดียวกัน) ต้องจัดส่งหนังสือยินยอมของผู้มีสิทธิ์ให้ใช้สถานที่ และเอกสารหลักฐานแสดงสิทธิ์

ส่วนอีก 2 ประกาศ คือ ประกาศกำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียน จะลงลายมือชื่อต่อหน้า เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สมาชิกเนติบัณฑิตยสภา (ทนายความ) และประกาศบุคคลที่จะเป็นผู้รับรองการลงลายมือชื่อต่อหน้าของกรรมการและหุ้นส่วนได้ ต้องลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่านระบบก่อน

ดึงพันธมิตรบัญชีช่วยสกัดกั้น

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในปัจจุบัน การยื่นจดทะเบียนนิติบุคคล ประชาชนและผู้ประกอบการมีการยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเองประมาณ 15% อีก 85% เป็นการว่าจ้างให้ผู้จัดทำบัญชี ผู้สอบบัญชี สำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ เป็นผู้ยื่นจดทะเบียนให้ กรมจึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรด้านบัญชี 8 แห่ง เพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุนเทาและมิจฉาชีพ โดย “ไม่รับจดทะเบียน ไม่รับทำบัญชี และไม่สนับสนุนทุนเทา” ตัดวงจรธุรกิจสีเทา “นอมินีบัญชีม้า”

โดยทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ สมาคมสำนักงานบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีและกฎหมาย สมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย สมาคมสำนักงานสอบบัญชีไทย สมาคมสำนักงานบัญชีตัวแทน (ประเทศไทย) และสมาคมนักบัญชีไทย

ที่มาของความร่วมมือดังกล่าว เพราะทุกวันนี้ เวลาคนอยากตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจใหม่ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยดำเนินการเอง มักจะใช้นักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีช่วยในการจดทะเบียน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ตลอดจนการจัดทำบัญชีหรืองบการเงินให้แก่ธุรกิจ และให้คำปรึกษาทางธุรกิจ เรียกได้ว่าเป็นด่านแรกที่จะช่วยสกัดกั้นธุรกิจที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้นอมินีบัญชีม้า และการจดทะเบียนอำพรางให้กับคนต่างชาติ เพราะหากผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี ตกเป็นเครื่องมือหรือร่วมมือกับมิจฉาชีพ ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพบัญชีโดยรวม และสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

“ปัจจุบันธุรกิจที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมายอย่างนอมินีบัญชีม้า และการใช้นิติบุคคลบังหน้า มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบทั้งต่อประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ กรมจึงให้ความสำคัญในการเร่งบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับการจัดการกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงจากบัญชีม้าบุคคล เป็นบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง และนักบัญชีและสำนักงานบัญชีถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญของระบบธุรกิจไทย ที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้”นายพูนพงษ์กล่าว


หากช่วยทุนเทา-มิจฉาชีพเล่นงานหนัก

ทั้งนี้ หากกรมพบว่าผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ กระทำความผิด ช่วยเหลือการจดทะเบียนนิติบุคคลอำพรางให้กับคนต่างชาติ เพื่อทำบัญชีม้านิติบุคคล โดยไม่ตรวจสอบ หรือรู้ทั้งรู้ว่ามีความเสี่ยงเป็นมิจฉาชีพ เช่น บุคคลคนเดียว จดตั้งบริษัทหลาย ๆ บริษัท บางทีเป็น 100 บริษัท หรือใช้สถานที่อยู่เดียวกันในการจัดตั้งบริษัทเป็นจำนวนมาก ก็จะดำเนินการตามกฎหมายที่กรมมีอยู่ และส่งต่อให้สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือสำนักงานที่ดูแลทนายความ จัดการต่อตามกฎระเบียบที่มีอยู่ด้วย

ขณะเดียวกัน ในการรับจดทะเบียนนิติบุคคล หากตรวจสอบพบว่า ไม่มีการลงลายมือชื่อต่อหน้าจริง ก็จะระงับสิทธิ์ผู้ใช้งานจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นนักบัญชี สำนักงานบัญชี ทนายความ ออกจากการใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลของกรมทันที จึงขอฝากให้กลุ่มบุคคล หรือสำนักงาน ที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียน ให้ช่วยกันทำตามที่กฎหมายกำหนด เพราะอาจจะเป็นเครื่องมือให้กับมิจฉาชีพ และยิ่งถ้าพบความเสียหายเกิดขึ้นในภายหลัง ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญาด้วย

ลุยตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยง

นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังจะเดินหน้าตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยงในจังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต ประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกระบี่ ที่มีข้อมูลและมีความเสี่ยงที่จะใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อให้คนต่างด้าวทำธุรกิจในไทยโดยเลี่ยงปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ใน 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก 2.ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ขนส่ง และคลังสินค้า 4.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท 5.ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป

โดยการตรวจสอบ จะใช้วิธีการตรวจสอบเชิงลึก ส่วนจะตรวจแบบไหน ขอเป็นความลับ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการไหวตัวทัน แต่จะรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ถูกจับกุม และส่งต่อไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว

สำหรับผลการดำเนินการที่ผ่านมา ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลเสี่ยงไปแล้วหลายธุรกิจ อาทิ ตรวจสอบธุรกิจค้าเหล็ก ที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ หลังได้รับการร้องเรียนจากสมาคมการค้าผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย อาจเป็นนอมินีและทำผิดกฎหมาย โดยพบความผิดปกติ ทั้งการถือหุ้น การประกอบกิจการ , การตรวจสอบสำนักงานบัญชี และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พบพฤติการณ์เข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ , การตรวจสอบธุรกิจค้าเหล็ก อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 2 ราย พบใช้ที่ตั้งเดียวกัน และกรรมการชาวต่างชาติไม่มีใบอนุญาตทำงาน ผู้ถือหุ้นคนไทย มีความเชื่อมโยงกันทั้ง 2 บริษัท , การตรวจสอบการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม ที่ จ.ชลบุรี พบใช้ทำธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และให้เช่าพื้นที่ทำโรงงาน พบกรรมการต่างชาติและผู้ถือหุ้นคนไทยของทั้งสองบริษัทมีความเชื่อมโยงกันและถือหุ้นในหลายบริษัท , การตรวจสอบบริษัท ฮิลเลล เฮาส์ ทำธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจต้องห้าม และใช้คนไทยเป็นนอมินี และบริษัท กระบี่ แอดไวเซอร์ ให้บริการรับจดบริษัทให้ชาวต่างชาติ ขอวีซ่า พบข้อมูลเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจอื่น และลงพื้นที่ตรวจตลาดสายใต้เซ็นเตอร์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ไม่พบพฤติการณ์เป็นนอมินี แต่ได้กำชับให้ผู้บริหารตลาด ต้องกำกับดูแล ห้ามให้คนต่างชาติเข้ามาขายสินค้า

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบทั้งหมด พบหลักฐานการกระทำความผิดในหลายธุรกิจเสี่ยงที่มีลักษณะนอมินี ได้มีการส่งดำเนินคดีตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) แล้วหลายราย และยังได้ส่งสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่

“กรมจะดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเน้นการตรวจสอบแบบเชิงลึก พุ่งเป้ามากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยจะทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเข้มข้น แต่ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่มีความตั้งใจอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจริง ๆ ให้ได้รับความสะดวกมากที่สุดด้วย”นายพูนพงษ์กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น