xs
xsm
sm
md
lg

SCCคาดรายได้ปี66วูบลง10% เดินหน้า 3กลยุทธ์รับมือศก.ผันผวน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



SCC ชี้เศรษฐกิจภูมิภาคยังไม่ฟื้นตัว วัฏจักรปิโตรเคมีขาลง ดอกเบี้ยสูงและส่งออกลด ฉุดผลประกอบการไตรมาส 3/2566 ชะลอตัว คาดทั้งปีรายได้หดตัว10%จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 5.8 แสนล้านบาท พร้อมเร่งปรับตัวเดินหน้า 3 กลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจผันผวนรัดเข็มขัด ลดต้นทุนพลังงาน - ทบทวนการลงทุน เน้นธุรกิจเติบโตสูง - เร่งเครื่องนวัตกรรมกรีนสู่ตลาดโลก 

 
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยจำกัด(มหาชน)(SCC) เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 125,649 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากยอดขายที่ลดลงของทุกกลุ่มธุรกิจ ประกอบกับธุรกิจเคมิคอลส์อยู่ในช่วงขาลง และสภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,441 ล้านบาท

ขณะนี้เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่เศรษฐกิจไทยเองก็ไม่แย่ แม้ว่าจะฟื้นตัวค่อนข้างข้าเมื่อเทียบกับภูมิภาค ทำให้เศรษฐกิจไทยค่อนข้างเปราะบาง โดยแนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียนในไตรมาส4ปีนี้มีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่จะมีการลงทุนและการบริโภคเพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ “นูซันตารา” ขณะที่จีนก็มีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทำให้นักลงทุนมั่นใจเป็นสัญญาณที่ดี ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการค้าในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซลอาจปรับตัวลง ทำให้ควบคุมต้นทุนพลังงานได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันหากรัฐอัดฉีดเฉพาะกลุ่มอย่างรอบคอบจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมา

 

        


นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC กล่าวว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง จากต้นทุนพลังงานผันผวน ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง ตลาดจีนชะลอตัว ธุรกิจปิโตรเคมียังไม่ฟื้นตัวดี ผนวกกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อสูง ตลอดจนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังดำเนินอยู่ โดยบริษัทคาดว่าปีนี้รายได้รวมจะลดลงราว 10%จากปีก่อนที่มีรายได้ 582,292ล้านบาท

ขณะที่การใช้งบลงทุนในปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ในโครงการปิโตรเคมีครบวงจรลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (Long Son Petrochemicals - LSP) ที่เวียดนาม สำหรับปี2567ยังไม่ได้กำหนดงบลงทุนแต่คาดว่าสูงมากเหมือน เนื่องจากโครงการLSPแล้วเสร็จ


อย่างไรก็ดี บริษัทเร่งเดินหน้า 3 กลยุทธ์เข้มข้นขึ้น เพื่อรับมือสงครามอิสราเอล-กลุ่มฮามาส และสงครามรัสเซียที่ยืดเยื้อ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินได้ต่อเนื่อง ได้แก่ 1. การเร่งรัดเข็มขัด ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม มุ่งลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดแทนการใช้พลังงานฟอสซิลซึ่งราคาผันผวน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันมีการใช้ 220 เมกะวัตต์ และเชื้อเพลิงชีวมวลในโรงงานปูนซีเมนต์ในไทย มีสัดส่วนการใช้ร้อยละ 40 พร้อมทั้งเร่งหาแหล่งพลังงานสะอาดอื่น ๆ อาทิ ปลูกหญ้าเนเปียร์ พืชให้พลังงานสูง 1,000 ไร่ ที่สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย มุ่งเป้าปลูก 30,000 ไร่ในปี 2571

2. ทบทวนแผนงาน ชะลอโครงการที่ไม่เร่งด่วน เน้นลงทุนธุรกิจเติบโตสูง อาทิ ร่วมมือกับ Denka ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ลงทุนร่วมกับ Braskem ในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ และโครงการLSP ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและเตรียมทดสอบเครื่องจักร เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงป้อนตลาดโลก

3.รุกนวัตกรรมกรีน ที่มีความต้องการสูง ตอบเมกะเทรนด์โลก โดยสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม SCG Green Choice เติบโตโดดเด่น 9 เดือนของปีมียอดขายร้อยละ 54 จากการขายสินค้าทั้งหมด พร้อมเดินเครื่องเต็มที่เพิ่มยอดขายให้ได้ 2 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมดในปี 2573 ขณะที่ SCG Cleanergy ธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ให้บริการระบบเครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) กับเครือเซ็นทารา พัฒนาเป็น Smart Hotel


นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า SCGC มียอดขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณขายเพิ่มขึ้น พร้อมเร่งปรับตัวสู่ธุรกิจพลาสติกรักษ์โลกครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ปัจจุบัน SCGC GREEN POLYMERTM มียอดขาย 170,000 ตัน สอดคล้องกับเป้าหมายผลิต 1 ล้านตัน ภายในปี 2573

ล่าสุดจัดตั้งบริษัท บราสเคม สยาม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท Braskem ประเทศบราซิล ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและศึกษาโครงการโดยละเอียดก่อนทำการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID)เพื่อก่อสร้างโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง สำหรับผลิตวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ (Green-PE) ซึ่งจะมีกำลังการผลิต 200,000 ตันต่อปี ส่วนบริษัทซีพลาสต์ (Sirplaste) ประเทศโปรตุเกส ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ทำให้มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงรวม 45,000 ตันต่อปี โดยจะเร่งเดินหน้าผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงชนิดไร้กลิ่น (High Quality Odorless HDPE PCR Resin) รองรับความต้องการในยุโรปที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านโครงการ ปิโตรเคมีครบวงจร LSP ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และเตรียมทดสอบเครื่องจักรในเดือนพ.น.-ธ.ค.นี้ เพื่อผลิตโอเลฟินส์และเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงป้อนตลาดโลกในปี2567


นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง SCC กล่าวว่า ปูนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cement) กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 69 โดยได้เร่งปรับการผลิตและขยายการส่งออก ส่วน SCG Solar Roof Solutions มียอดขายเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนสินค้าใหม่ หลังคาเอสซีจี เมทัลรูฟ (Stone Coat) ช่วยลดเสียงฝนกระทบหลังคาสูงสุดถึง 12 เดซิเบลเมื่อเทียบกับแผ่นเมทัลชีททั่วไป ผลิตจากเม็ดหินควอตซ์เคลือบด้วยสีเซรามิก

สำหรับความคืบหน้า SCG Decor สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบไฟลิ่งแล้ว เตรียมเสนอขาย IPO ไม่เกิน 439.1 ล้านหุ้น พร้อมคว้าโอกาสเป็นผู้นำอาเซียนธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ครบวงจร

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า บริษัทเพิ่งลงทุนเทคโอเวอร์ใน Law Print & Packaging Management Limited ผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรชั้นนำในสหราชอาณาจักร ที่เชี่ยวชาญและเข้าถึงลูกค้า โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตสูง ใช้เงินลงทุน475ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริมแกร่งให้ SCGP มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์เพิ่มขึ้นและขยายธุรกิจไปยังตลาดระดับโลก นอกจากนี้ยังลงทุนถือหุ้น 85%ใน Bicappa Lab S.r.L. ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการรายใหญ่ในอิตาลีและเป็นรายใหญ่ในยุโรป ใช้เงินลงทุน 125ล้านบาทเพื่อขยายสู่ตลาดอุปกรณ์ “ปิเปตต์ทิป” และเข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี รวมถึงการขยายฐานลูกค้าและทำให้สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ ของ SCGP ในอาเซียน และการเติบโตของธุรกิจวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ในอนาคตได้ นอกจากนี้ SCGP ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์และการจัดการพลังงาน รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 15 ในปี 2566


ผลประกอบการ 9 เดือนของปี 2566 SCC มีรายได้จากการขาย 379,028 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากยอดขายที่ลดลงของทุกกลุ่มธุรกิจจากสถานการณ์ตลาดในภูมิภาค มีกำไรสำหรับงวด 27,049 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ กำไรจากการดำเนินงาน 12,805 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 40 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปิโตรเคมียังอยู่ในวัฏจักรขาลง ตลาดอาเซียนอ่อนตัว

สำหรับสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High-Value Added Products & Services – HVA) ในช่วง 9 เดือนของปี 2566 มีรายได้ 129,125 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34 ของรายได้จากการขายรวม ยอดขายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCG Green Choice 206,048 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54 ของรายได้จากการขายรวม

นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในช่วง 9 เดือนของปี 2566 ทั้งสิ้น 163,505 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43 ของรายได้จากการขายรวม


กำลังโหลดความคิดเห็น