ส.อ.ท.เปิด FTI CEO Poll ครั้งที่ 33 หัวข้อนโยบายรัฐบาลใหม่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมแค่ไหน พบส่วนใหญ่มองนโยบายรัฐบาลตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในระดับปานกลาง เพราะวิกฤต ศก.ที่ผ่านมาส่งผลให้มีการบ้านหลายเรื่องที่รัฐต้องดูแลโดยเฉพาะ SME ที่ยังไม่ฟื้นตัว และมองมาตรการเร่งด่วนคือการลดภาระรายจ่ายประชาชน ปรับโครงสร้างพลังงานประเทศ มุ่งสู่พลังงานสะอาด ให้ความสำคัญต่อการดูแลแรงงาน
นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 33 ในเดือนกันยายน 2566 ภายใต้หัวข้อ “นโยบายรัฐบาลใหม่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมแค่ไหน” โดยผู้บริหาร ส.อ.ท.มองว่า จากการแถลงนโยบายรัฐบาลใหม่ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2566 ที่ผ่านมานั้น มีนโยบายหลายเรื่องที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หากภาครัฐสามารถนำไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจากผลการสำรวจความเห็นจากคณะกรรมการ ส.อ.ท. ส่วนใหญ่คิดว่านโยบายของรัฐใหม่สามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับปานกลาง เนื่องจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการบ้านหลายเรื่องที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาดูแลให้การช่วยเหลือ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมหรือ SME ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดนโยบายของรัฐบาลใหม่ มีหลายเรื่องที่ ส.อ.ท.ให้ความสนใจและมองว่าจะสร้างผลกระทบต่อการขับเคลื่อนประเทศในด้านต่างๆ ได้ อาทิ ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ ส.อ.ท.ให้ความสำคัญต่อมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชนและปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศเป็นลำดับแรก ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจ ส.อ.ท.ให้ความสำคัญต่อการยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนในการสร้างรายได้เป็นลำดับแรก ส่วนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ส.อ.ท.ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการวิจัย พัฒนาพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตและเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตร และในส่วนของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ส.อ.ท.ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดเป็นลำดับแรก ซึ่งนโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อสร้างรากฐานที่ดีในการพัฒนาประเทศในระยะถัดไป
นอกจากนี้ เมื่อถามถึงนโยบายที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญในการดูแลแรงงาน พบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ครบทุกสาขาอาชีพ เพื่อให้สามารถจ่ายค่าจ้างได้ตามความสามารถของแรงงาน (Pay by Skills) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ลูกจ้างได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นตามความสามารถ และในส่วนของผู้ประกอบการเองก็ได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นด้วย


