xs
xsm
sm
md
lg

เปิดไฮไลต์ถกรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 13 ลุยต่อลดอุดหนุนประมง-เพิ่มความมั่นคงอาหาร ปฏิรูปองค์กร-วางกรอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



องค์การการค้าโลก (WTO) ได้กำหนดวันประชุมรัฐมนตรีการค้า WTO ครั้งที่ 13 (WTO 13th Ministerial Conference : WTO MC13) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะจัดขึ้นที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 26-29 ก.พ. 2567 ซึ่งถือเป็นการประชุมแบบพบปะเห็นหน้ากันเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากปี 2565 ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 และหากนับจากวันนี้ ก็เหลือระยะเวลาเตรียมการอีกกว่า 5 เดือน ที่จะต้องเตรียมประเด็น เตรียมหัวข้อการเจรจาให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอให้รัฐมนตรีการค้าพิจารณาและตัดสินใจ

ทั้งนี้ การประชุม WOT MC12 ที่จัดขึ้นที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 12-17 มิ.ย. 2565 โดยในครั้งนั้นระดับรัฐมนตรีของไทยไม่ได้เดินทางไปร่วมการประชุม แต่ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม โดยได้เน้นย้ำและสนับสนุนการทำงานของ WTO ให้บรรลุผลสำเร็จใน 4 ประเด็นหลัก คือ บทบาท WTO ในการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า การใช้มาตรการทางการค้าที่สอดคล้องกับพันธกรณี WTO และบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาต้องช่วยให้สมาชิกได้เข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึง เร่งสรุปผลการเจรจาความตกลงอุดหนุนประมง เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน โดยห้ามการอุดหนุนที่นำไปสู่การทำประมง IUU และให้ความยืดหยุ่นประเทศที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรประมงที่ดี

สำหรับการเร่งปฏิรูปภาคเกษตร ขอให้ไม่ใช้มาตรการห้ามหรือจำกัดการส่งออกสินค้าอาหารภายใต้โครงการอาหารโลก เพื่อความมั่นคงทางอาหาร และการปฏิรูป WTO โดยเฉพาะการแต่งตั้งสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ที่ว่างอยู่ รวมทั้งยังสนับสนุนการต่ออายุการไม่เก็บภาษีกับการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการประชุม MC13 และการหารือระดับหลายฝ่ายเรื่องการค้าบริการและการค้ากับสิ่งแวดล้อมต่อไป

สุดท้าย ผลการประชุมก็เป็นไปตามที่หลายประเทศ รวมทั้งไทยต้องการ กล่าวคือ รัฐมนตรีการค้า WTO สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุมปัญหาเร่งด่วนในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร การรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเตรียมการรับมือโรคระบาดในอนาคต ทรัพย์สินทางปัญญา การอุดหนุนประมง และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ


เปิดประเด็นไฮไลต์ MO13

สำหรับการประชุม MC13 ที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2567 ซึ่งเป็นไปตามกำหนดที่ระดับรัฐมนตรีการค้า WTO จะนัดกันประชุมทุกๆ 2 ปี มีวาระสำคัญอะไร มีประเด็นอะไรที่จะต้องผลักดันต่อ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ในฐานะที่เป็นตัวแทนของไทยในการเจรจา ได้เล่าถึงขั้นตอนการเตรียมประเด็นการเจรจา และความคืบหน้าการเจรจาในแต่ละเรื่อง โดยมีไฮไลต์สำคัญที่น่าจับตาหลักๆ เช่น การเจรจาต่อเนื่องเรื่องการอุดหนุนประมง, การเจรจาเรื่องการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, การปฏิรูปองค์การการค้าโลก, การเจรจาเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเรื่องอื่นๆ

“ขณะนี้ประเทศสมาชิกได้หารือประเด็นต่างๆ หลายเรื่อง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีประเด็นใดที่จะเสนอให้รัฐมนตรีต้องเจรจาหรือตัดสินใจในปีหน้าบ้าง โดยคาดว่าตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 เป็นต้นไป การเจรจาจะเร่งเครื่องเร็วมากขึ้น เพื่อให้สามารถหาข้อยุติหรือตกลงกันได้บางเรื่องก่อนรัฐมนตรีการค้าจะพบกัน” นางพิมพ์ชนกกล่าว

อุดหนุนประมงต้องเดินหน้าต่อ

นางพิมพ์ชนกอธิบายต่อว่า การเจรจาเรื่องการอุดหนุนประมง เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาต่อ แม้ว่าความตกลงแม่บทเรื่องการอุดหนุนประมงจะเจรจาจบไปแล้วในการประชุม MC12 และกำลังอยู่ระหว่างรอให้ประเทศสมาชิกให้สัตยาบัน แต่ก็มีเรื่องที่กำหนดไว้ให้เจรจาต่อเพื่อให้ความตกลงสมบูรณ์ เช่น การอุดหนุนประมงที่เกินศักยภาพและเกินขนาด การอุดหนุนประมงให้เรือที่ทำการประมงนอกน่านน้ำ การปฏิบัติที่เป็นพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา การทำประมงพื้นบ้าน การแจ้งข้อมูลเรื่องการใช้แรงงานบังคับในเรือประมง และการอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงในสาขาประมงเป็นต้น ซึ่งการเจรจาประมงเป็นไปอย่างเข้มข้นและคาดหวังว่าจะเจรจาในสาระจบก่อนการประชุม MC13 ยกเว้นบางประเด็นที่อาจจะต้องให้ระดับการเมืองตัดสินใจ

ความมั่นคงอาหารยังเป็นเรื่องสำคัญ

ส่วนการเจรจาเรื่องการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ยังจะเป็นเรื่องสำคัญในการประชุม MO13 เพราะนับแต่ช่วงโควิด-19 มาจนถึงช่วงสงครามรัสเซียยูเครน เรื่องการขาดแคลนอาหารกลายเป็นความท้าทายสำคัญด้านการค้า โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าอาหารสุทธิ (ผลิตอาหารเองไม่พอบริโภค ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหาร) ที่ประสบปัญหาเข้าไม่ถึงสินค้าเกษตรอาหารหรือสินค้าราคาแพงขึ้น ทำให้สมาชิก WTO หยิบยกเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ขึ้นมาหารือตั้งแต่ปี 2565 จนทำให้มีข้อตัดสินใจของรัฐมนตรีที่กำหนดให้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่อง

โดยประเด็นหารือ จะเน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกหรือลดอุปสรรคในการเข้าถึงสินค้าเกษตรอาหารของประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) และประเทศกำลังพัฒนาที่นำเข้าอาหารสุทธิ การจัดสรรสินเชื่อนำเข้าสินค้าเกษตรจากองค์กรทางการเงิน ธนาคารระหว่างประเทศ การช่วยเหลือการพัฒนาภาคเกษตรและอาหาร การประสานนโยบายขององค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกันมากขึ้น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การหารือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร มีขึ้นควบคู่ไปกับการเจรจาปฏิรูปเกษตรที่ดำเนินมาหลายปีแล้ว ซึ่งเน้นเรื่องการลดการอุดหนุนที่บิดเบือนการค้า การกำหนดแนวทางการใช้การอุดหนุนที่ไม่จำกัดมูลค่า การหารือเพื่อยกระดับความโปร่งใสในการใช้มาตรการห้ามหรือจำกัดการส่งออกสินค้าเกษตร เป็นต้น แต่การหารือในส่วนของการปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาคเกษตรเป็นไปค่อนข้างช้า เพราะท่าทีที่แตกต่างกันมากของประเทศต่างๆ ที่หลายประเทศไม่ต้องการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ปัจจุบัน


ปฏิรูป WTO งานที่ต้องทำให้จบ

นางพิมพ์ชนกกล่าวว่า การปฏิรูปองค์การการค้าโลกเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะต้องทำต่อ เพราะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น มีส่วนทำให้เรื่องการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ใน WTO กลายเป็นเรื่องที่มีการหารืออย่างเข้มข้น โดยแบ่งกลุ่มคร่าวๆ ได้ 3 ส่วน คือ 1. เรื่องกระบวนการระงับข้อพิพาท 2. การปรับปรุงกระบวนการการทำงานและการเจรจา และ 3. การหารือเพื่อกำหนดหัวข้อการเจรจาเรื่องใหม่ๆ เพื่อให้กฎเกณฑ์การค้าพหุภาคีทันสมัย

โดยใน 3 ส่วนนี้ การปรับปรุงกระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ก็ยากที่สุดเช่นกัน เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศหลักที่มีความเห็นไม่ตรงกับประเทศต่างๆ และยังคัดค้านการแต่งตั้งคณะผู้อุทธรณ์อยู่ ทำให้การระงับข้อพิพาทแบบ 2 ชั้นของ WTO ต้องหยุดชะงักไปหลายปีแล้ว แต่เรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองมากกว่าสาระ จึงขึ้นอยู่กับการเมืองในวอชิงตันว่าจะแสดงความยืดหยุ่นมากน้อยเพียงใด สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับการทำงานของ WTO อาจจะตกลงกันได้ก่อนการประชุมรัฐมนตรี

ส่วนประเด็นเจรจาใหม่นั้น ขณะนี้กำลังมีการหารือหลายกลุ่มมาก โดยหัวข้อที่สมาชิกให้ความสนใจ ได้แก่ เรื่องการค้ากับสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ การทบทวนหลักเกณฑ์มาตรการอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม ข้อยกเว้นด้านความมั่นคง และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น

วางกฎกติกาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

สำหรับเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่สมาชิก WTO ต่างเห็นว่ามีความสำคัญ คือ การเจรจาเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง e-commerce ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะมีการเจรจาทั้งในกรอบพหุภาคีระหว่างสมาชิก WTO ทุกประเทศ และแบบหลายฝ่าย (plurilateral) คือ เฉพาะบางประเทศร่วมกันเท่านั้น

โดยในเวทีพหุภาคีมีการพิจารณาการต่ออายุการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรของ electronic transmission และการเจรจาหัวข้อที่กำหนดแผนงานไว้ เช่น การพัฒนากับการค้าดิจิทัล แต่การเจรจาในแบบหลายฝ่ายมีหัวข้อที่ลงลึกไปกว่าระดับพหุภาคี โดยสมาชิกที่เข้าร่วมมีเป้าหมายจัดทำกฎเกณฑ์ e-commerce ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญและเน้นย้ำบทบาทของ WTO ในการพัฒนากฎระเบียบการค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าโลกและบริบทสมัยใหม่ เช่น เรื่องการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน (cross-border data flows) เรื่อง data localization เรื่องสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ การยืนยันตัวบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์และลายมืออิเล็กทรอนิกส์ และเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญต่อสภาพแวดล้อมของ e-commerce และเป็นหัวข้อที่ FTA หลายฉบับเจรจากันด้วย ซึ่งทำให้ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศไม่ต้องการร่วมเจรจา เพราะเห็นว่ากฎระเบียบในประเทศตนยังไม่พร้อม

อย่างไรก็ตาม สมาชิก WTO ทุกประเทศต่างเห็นความสำคัญของการค้าขายหรือทำธุรกรรมผ่านระบบอีคอมเมิร์ซและระบบดิจิทัลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อของและอาหาร การจองโรงแรมที่พักออนไลน์ ไปจนถึงการโอนจ่ายเงินทางโทรศัพท์มือถือ ที่ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อประเทศทุกระดับการพัฒนา และต่อ SME ด้วย จึงทำให้การเจรจาเรื่องนี้น่าจะมีการเจรจาที่ MC 13 และขยายขอบเขตต่อไปในอนาคต

เรื่องอื่นๆ ที่มีความสำคัญ

ทั้งนี้ นอกจากเรื่องต่างๆ ข้างต้นแล้ว ยังมีการเจรจาหัวข้ออื่นอีกที่สำคัญ เช่น การขยายขอบเขตการยกเว้นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไปยังผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทดสอบและรักษาโรคโควิด-19 การหารือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจในมุมการค้า และการเข้าเป็นสมาชิก WTO ของประเทศต่างๆ เป็นต้น

“ในเดือน ต.ค. 2566 จะมีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Meeting : SOM) เพื่อพยายามสรุปความคืบหน้าการหารือเรื่องต่างๆ ก่อนการประชุมรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นเรื่องกระบวนการและไม่อ่อนไหว และเพื่อพยายามหาแนวโน้มท่าทีของประเทศต่างๆ รวมถึงความพร้อมในการตัดสินใจทางการเมือง (political will) ในเรื่องที่อ่อนไหวด้วย ดังนั้น ในช่วง 2 เดือนข้างหน้าคาดว่าการเจรจาต่างๆ จะมีความเข้มข้นและรวดเร็วลงลึกมากขึ้นอย่างแน่นอน” นางพิมพ์ชนกกล่าวสรุป


กำลังโหลดความคิดเห็น