xs
xsm
sm
md
lg

TSTH เน้นทำตลาดเหล็กใน ปท. ตั้งเป้ายอดขายปีนี้กว่า 1.3 ล้านตัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ทาทาสตีลฯ ลดการส่งออกหันมาทำตลาดเหล็กในประเทศเพิ่ม ตั้งเป้าขายปีนี้เกินกว่า 1.3 ล้านตัน หลังจีนลดการส่งออกเหล็กลวดและภาครัฐเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน กระตุ้นใช้เหล็กในประเทศเพิ่ม มั่นใจ 2-3 เดือนข้างหน้ายังเป็นช่วงราคาขาขึ้นอยู่ หวั่นล็อกดาวน์แก้ปัญหาโควิด-19 ฉุดการใช้เหล็กดิ่ง

นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทาทา สตีล (ประเทศไทย) (TSTH) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายปีการเงิน 2565 (เม.ย. 64-มี.ค. 65) เติบโตขึ้นกว่าปีก่อนที่มีปริมาณการขายเหล็กเส้นและเหล็กลวดอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน เนื่องจากปีนี้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งราคาผลิตภัณฑ์เหล็กเองก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดรับตามราคาวัตถุดิบทั้งแร่เหล็กและเศษเหล็กที่มีราคาสูงขึ้น

โดยในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าบริษัทประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กพบว่าราคายังอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เหล็กลวดเฉลี่ยตันละ 2.25 หมื่นบาท หลังจากราคานำเข้าเหล็กจากจีนมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ไทยยังมีความต้องการใช้อยู่ จึงเป็นจังหวะดีของทาทาสตีลฯ ในการทำตลาดในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าเหล็กลวดจากจีน รวมทั้งนโยบายภาครัฐเร่งเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการใช้เหล็กเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้เหล็กของภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างอาคารบ้านเรือนลดลง

ทั้งนี้ จีนลดการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กโดยเฉพาะเหล็กลวดมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผลจากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศจีนสูงขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้แร่เหล็กและเศษเหล็กเพิ่มขึ้นตาม ดันราคาบิลเลต (เหล็กแท่ง) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 650-660 เหรียญสหรัฐ/ตัน และค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 30 เหรียญสหรัฐ/ตันมาเป็น 50 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทำให้จีนลดการส่งออกลง เช่นเดียวกับบริษัทฯ เองก็ลดการส่งออกเหล็กไปต่างประเทศในปีที่แล้วเหลือ 7.9 หมื่นตัน จากปริมาณการขายทั้งหมด 1.3 ล้านตันเพราะต้นทุนการขนส่งสูง แต่หันมาจำหน่ายเหล็กลวดและเหล็กเส้นในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิตทั้ง 3 โรงงานยังเพียงพอต่อความต้องการใช้ของลูกค้าในประเทศอยู่

อย่างไรก็ตาม บริษัทติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3 อย่างใกล้ชิด แม้ว่าปัจจุบันบริษัทจะยังไม่ส่งผลกระทบหลังจากมีพนักงานบริษัท 2 รายติดเชื้อโควิด-19 ช่วงสงกรานต์ ซึ่งได้รับการรักษาตามที่รัฐกำหนด ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการทำธุรกิจแต่อย่างใด เว้นแต่ภาครัฐบาลมีมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้การเดินทางลำบากขึ้น ย่อมทำให้ความต้องการใช้เหล็กในประเทศลดลง

ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนในปีนี้อยู่ที่ 250-300 ล้านบาท ใช้รักษากำลังการผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตลง โดยบริษัทไม่มีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมเนื่องจากโรงงานมีกำลังการผลิตรวมปีละ 1.6 ล้านตัน แบ่งเป็นเหล็กเส้น 1 ล้านตัน และเหล็กลวด 6 แสนตัน ขณะที่บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน แบ่งเป็นเหล็กเส้น 8 แสนตัน เหล็กลวด 4 แสนตัน และส่งออก 7.9 หมื่นตัน


กำลังโหลดความคิดเห็น...