การตลาด - ระเบิดเวลานับถอยหลัง แนวโน้มธุรกิจอีเวนต์มาร์เกตติ้ง 1.4 หมื่นล้านบาท ถ้าใครอยู่ในจุดเดิมเตรียมรอตายอย่างเดียว “อินเด็กซ์” เร่งปรับตัวภายใต้กลยุทธ์ Creating For Now เดินเกมธุรกิจใหม่ ปักหมุดเพิ่มพอร์ตนอนอีเวนต์เป็นเท่าตัว ฉายภาพปี 64 ผุดโอนโปรเจกต์ใหม่ร่วม 7 งาน พร้อมลุยโปรเจกต์ TAM LUANG CAVE RESCUE Museum & Experience คาดปี 64 กลับมาลุ้นรายได้ 2,000 ล้านบาทอีกครั้ง
ธุรกิจอีเวนต์มาร์เกตติ้งในไทยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 14,000 ล้านบาท กำลังเสี่ยงต่อภาวะระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง เฉพาะในปีนี้จากสถานการณ์ธุรกิจอีเวนต์มีความอ่อนไหวมาก ทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 และม็อบการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ลูกค้าจะตัดงบก่อน ทำให้ปีนี้ผู้ประกอบการไม่ได้ทำอีเวนต์ งานทั้งหมดถูกเลื่อน และยกเลิกเกือบ 100% ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงมิถุนายน และกลับมาดีขึ้นบ้าง
แต่จากเดิมที่สถานการณ์เลวร้ายอยู่แล้ว และมีความเสี่ยงในการเกิดโควิด-19 ระลอก 2 ตบท้ายด้วยการชุมนุมประท้วงเข้ามา ถือเป็นตัวเร่งให้ตลาดเลวร้ายขึ้นไปอีกเพราะมีผลในเชิงจิตวิทยาและด้านการตลาด ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจอีเวนต์มาร์เกตติ้งปี 2563 นี้จะติดลบไม่ต่ำกว่า 60-80%
อีกทั้งหากการชุมนุมยืดเยื้อ คาดว่าจะกระทบต่อการจ้างงานเป็นหลักแสนคน จากปัจจุบันมีคนตกงานอยู่แล้วนับล้านคน
นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดช่วงปี 2563 ที่ผ่านมาพบว่าผู้ประกอบการในธุรกิจอีเวนต์มาร์เกตติ้งมีการปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน คือ ปรับลดพนักงานลงกว่าครึ่ง เพื่อพยุงธุรกิจให้อยู่รอด
ขณะที่แนวโน้มอีเวนต์มาร์เกตติ้งในปี 2564 นั้น ถ้าใครอยู่ในธุรกิจเดิม หรือไม่ยอมปรับตัว หมายความว่า “ทำได้เพียงรอวันตายอย่างเดียว อยู่ที่สายป่านใครยาวกว่ากันเท่านั้น ถ้าสายป่านหมด ทุกอย่างก็จบ”
ส่วนในแง่เม็ดเงินในธุรกิจอีเวนต์มาร์เกตติ้งเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากลูกค้าเริ่มกลับมาใช้เงินในการจัดงานอีเวนต์ โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ทั้งในกลุ่มสินค้า FMCG, เทคโนโลยี, รถยนต์ ที่อั้นทำการตลาดมาตลอดทั้งปี รวมถึงอีเวนต์ประเภทการจัดงานต่างๆ อย่าง งานแต่งงาน งานแสดงสินค้า และเอนเตอร์เทนเมนต์อีเวนต์ อย่าง คอนเสิร์ต ก็ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
เช่นเดียวกับอินเด็กซ์ ที่ช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นั้น ปี 64 บริษัทจะมีการจัดงานเคานต์ดาวน์ให้กับเซ็นทรัลเวิลด์ด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ในปี 2564 คาดว่าภาพรวมอีเวนต์จะกลับมาโตได้ หรือมีมูลค่าราว 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 2 ของเม็ดเงิน 14,000 ล้านบาทในปีก่อน ส่วนจะกลับมาสู่จุดเดิมที่มูลค่า 14,000 ล้านบาทได้อีกครั้งเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอจนถึงปลายปี 2565 เพราะสถานการณ์คาดเดาอะไรไม่ได้เลย
อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิด-19 เกี่ยวกับการเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในต่างประเทศ อย่าง โซนยุโรป ที่น่าจะมีผลดีต่อประเทศไทยในด้านการท่องเที่ยว ที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้ง
สำหรับอินเด็กซ์ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่พูดได้ว่าสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงเกิดเหตุการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยไม่มีการปรับลดพนักงานที่มีอยู่กว่า 350 คน ให้ต้องออกจากงานแม้แต่คนเดียว เพียงแต่ใช้การปรับลดเงินเดือนแทน รวมถึงปั้นธุรกิจใหม่เน้นทางด้านเฮลท์แคร์ และท่องเที่ยวมากมาย เช่น
1. Kill & Klean แฟรนไชส์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ซึ่งมีจำนวนแฟรนไชส์ทั้งหมด 25 แฟรนไชส์ ขยายไปยัง 6 ประเทศ 28 เมือง
2. การประมูลสินค้าออนไลน์ ผ่านเพจ “คืนปล่อยของ”
3. เวทีคอนเสิร์ตคืนรอยยิ้ม โดยใช้โมเดล “Friendship Economy”
4. ANYA MEDITEC ปรับโฉมโรงแรมเป็นโรงพยาบาล ซึ่งตอนนี้มี Partner ทั้งหมด 5 โรงแรม ได้แก่ Peninsula Hotel Bangkok, Staybridge Suites Bangkok Thonglor, Chatrium Hotel Riverside Bangkok Royal Cliff Beach Pattaya และศิริปันนาวิลล่า รีสอร์ท เชียงใหม่
ล่าสุดกับ 5. House of Illumination ศิลปะดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เซ็นทรัลแกลเลอรี ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ จัดระหว่างวันที่ 28 ต.ค. 2563-28 ต.ค. 2565 นี้
ส่งผลให้การดำเนินงานในปี 2563 อยู่ที่ 460 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 69% ที่ทำไว้ได้ 1,486 ล้านบาท
สำหรับรายได้ปีนี้มาจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ 1. กลุ่มครีเอทีฟบิสิเนสดีเวลลอปเมนต์ 246 ล้านบาท ลดลง 37% 2. กลุ่มมาร์เกตติ้งเซอร์วิส 169 ล้านบาท ลดลง 78.4% และ 3. กลุ่มโอน-โปรเจกต์ 45 ล้านบาท ลดลง 45% เมื่อเทียบกับปีที่ก่อน
นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทได้เปลี่ยนแผนธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์ Creating For Now วางแผนระยะสั้นแบบ 6 เดือน จากเดิมแพลนไว้ 1 ปี และจะเน้นรุกธุรกิจนอนอีเวนต์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบ Own Project เน้นจับตลาดท่องเที่ยว สร้างแลนด์มาร์กใหม่ๆ ให้เมืองรอง อีกส่วนหนึ่งมุ่งเจาะธุรกิจเฮลธ์แคร์ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 7 งาน มากกว่าปีนี้เกือบเท่าตัว
โดยเริ่มจาก 1. งานแสดงไลท์เฟสติวัล Village of Illumination ที่สิงห์ปาร์ค เชียงราย วันที่ 1 ม.ค.-14 ก.พ. 2564 ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานกว่า 4-5 แสนคน 2. ฮักไลท์ ที่อุดรธานี วันที่ 7-21 ก.ย. 2564 คาดผู้เข้าชมงานไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน 3. เมืองโบราณเทศกาลฤดูร้อนยามค่ำคืน วันที่ 19 มี.ค.-18 เม.ย. 2564 และ 4. MOCA PROJECT วันที่ 1 พ.ค.-31 ก.ค. 2564
ส่วนครึ่งปีหลังนั้นคาดว่าจะมีโอนโปรเจกต์อีก 2-3 งาน รวมถึงโปรเจกต์ใหญ่ อย่างโปรเจกต์ TAM LUANG CAVE RESCUE Museum & Experience ร่วมกับนักลงทุนท้องถิ่นและนักลงทุนรายใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานที่จริง เนื้อที่ 40-50 ไร่ ถือเป็นโปรเจกต์ใหญ่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ คาดว่าปลายปี 2564 จะเริ่มก่อสร้างได้ และเปิดให้บริการได้ในช่วงปี 2565 เบื้องต้นตั้งเป้าผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 2,000 คน/วัน หรือมีรายได้จากการขายบัตรเข้าชมต่อปีไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในปี 2564 บริษัทยังมีงานเทรดแฟร์ในต่างประเทศ ได้แก่ Myanmar Food Bev, Myanmar Retail Sourcing Expo, Myanmar Build & Deco วันที่ 30 ก.ย.-2 ต.ค. 2564 และ Cambodia Architect & Décor, Cambodia Health and Beauty Expo วันที่ 25-27 พ.ย. 2564 รวมถึงยังมีการก่อสร้างไทยแลนด์พาวิเลียน ในงาน World Expo 2020 Dubai สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2564-31 มี.ค. 2565 ปัจจุบันโครงสร้างหลักของอาคารเสร็จสมบูรณ์ 100% ยังคงเหลือในส่วนของงานสถาปัตยกรรม และระบบวิศวกรรมเท่านั้น
“แผนงานที่วางไว้ในปี 2564 เป็นการเพิ่มธุรกิจนอนอีเวนต์เป็นหลัก โดยการปรับตัวของอินเด็กซ์ไม่ใช่แค่เพื่อให้อยู่รอด แต่มองเป็นการสร้างรายได้ระยะยาวด้วย นั่นคือ Creating For Now นั่นเอง หรือในปี 2564 คาดการณ์ว่าอินเด็กซ์จะกลับมาเติบโตถึง 2,000 ล้านบาทอีกครั้ง จากที่เคยทำได้ในปี 2012 ซึ่งการเติบโตในปีหน้านั้นเป็นการปรับสัดส่วนธุรกิจใหม่ ดังนี้ 1. Creative Business Development มีสัดส่วนรายได้ไม่ต่ำกว่า 30% 2. Own Project เพิ่มขึ้นเป็น 30% และ 3. ลดสัดส่วนรายได้หลักมาจากอีเวนต์มาร์เกตติ้ง เป็น 40% โดยเฉพาะในส่วนของ Own Project นั้นตั้งเป้าให้ได้ 50% ให้ได้ในอนาคต” นายเกรียงไกรกล่าวทิ้งท้าย


