xs
xsm
sm
md
lg

เปิดความท้าทายชาวไร่-โรงงานน้ำตาล กับเป้าหมายไร่อ้อยไฟไหม้ปี 65

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ฤดูหีบอ้อยปี 2563/64 ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดหีบช่วงธันวาคมเช่นทุกปีที่ผ่านมา กำลังเป็นความท้าทายอีกครั้งสำหรับชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล เมื่อวิถีการตัดอ้อยแบบเดิมๆ เปลี่ยนไป เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลว่าด้วยการลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)

ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ช่วงกุมภาพันธ์ 2562 ที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยโดยเฉพาะภาคเหนือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หลายคนอาจลืมไปแล้ว แต่ช่วงนั้นทำให้รัฐบาลต้องหยิบยกการแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติ และนำมาสู่แผนปฏิบัติการขับเคลื่อน “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” เมื่อตุลาคม 2562 และมาตรการหนึ่งที่สำคัญคือ ต้องไม่มีการเผาอ้อยภายในปี 2565

โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) 11 มิถุนายน 2562 เห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ได้แก่ ฤดูกาลผลิตปี 2562/2563 กำหนดให้โรงงานน้ำตาลจะรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 30% ต่อวัน สำหรับในฤดูการผลิต ปี 2563 /2564 โรงงานน้ำตาลจะรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และในฤดูการผลิตปี 2564/2565 จะลดปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบเพียง 0-5% ต่อวัน ซึ่งจะทำให้อ้อยไฟไหม้หมดไปภายในภายใน 3 ปี

การเผาอ้อยที่ผ่านมาของชาวไร่ เรียกว่าเป็นวิถีที่ทำไปด้วยเหตุผลหลัก คือ การตัดอ้อยสดนั้นมีค่าจ่ายค่าที่แพงกว่า ท่ามกลางแรงงานของไทยขาดแคลนที่ต้องพึ่งพิงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งการตัดอ้อยสดนั้นทำได้ยากกว่าการเผาอ้อยแล้วตัด ประกอบกับราคาอ้อยที่ไม่ได้สูงมาก เหล่านี้จึงนำมาสู่การเผาเพื่อลดต้นทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ด้วยปริมาณอ้อยในอดีตที่ไม่มากและฤดูหีบก็ใช้เวลาเพียง 4-5 เดือนก็จบสิ้น จึงทำให้การเผาอ้อยที่ผ่านมาไม่ได้ถูกเพ่งเล็งจากสังคมเท่าใด

อย่างไรก็ตาม ปริมาณอ้อยของไทยได้ไต่ระดับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนฤดูหีบปี 2555/56 ได้แตะสู่ระดับ 100 ล้านตัน ต่อมาก็ก้าวสู่ 105.96 ล้านตันในปี 2557/58 และลดระดับไม่ถึง 100 ล้านตันใน 2 ฤดูการผลิตต่อจากนั้น และกลับมาพีกสุดในปี 2560/61 ด้วยปริมาณ 134.93 ล้านตัน และลดลงเล็กน้อยมาสู่ระดับ 130.97 ล้านตันในฤดูผลิตปี 2561/62 ซึ่งนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้การเผาอ้อยมีมากขึ้นเพื่อเร่งให้ปิดหีบทันก่อนที่ฤดูฝนจะมาในช่วง พ.ค.ของทุกปี

การลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ตามมติ ครม.ที่กำหนดได้เริ่มปฏิบัตินำร่องฤดูหีบปีที่แล้ว (ปี 2562/63) ที่ผ่านมา ท่ามกลางการเผชิญภาวะภัยแล้งและราคาอ้อยตกต่ำ แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะการเปิดหีบ 116 วัน จนถึงปิดหีบพบว่ามีการตัดอ้อยสด 37.70 ล้านตัน คิดเป็น 50.34% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมดที่ 74.89 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณอ้อยไฟไหม้ 37.18 ล้านตันหรือคิดเป็น 49.65% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมดซึ่งก็ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย

แม้ว่าฤดูหีบปี 62/63 รัฐจะสนับสนุนเงินเป็นปัจจัยการผลิต 10,000 ล้านบาท เพื่อลดผลกระทบจากราคาอ้อยตกต่ำและเป็นแรงจูงใจให้ตัดอ้อยสด แบ่งเป็น 1.วงเงิน 6,500 ล้านบาท ช่วยชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานทุกราย ที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และได้ทำสัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลก่อนเปิดหีบอ้อย ในอัตราตันละไม่เกิน 85 บาท รายละไม่เกิน 5,000 ตัน 2. วงเงิน 3,500 ล้านบาท ช่วยเหลือเฉพาะเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดเข้าโรงงานทุกตันอ้อย ในอัตราตันละไม่เกิน 92 บาท

แต่ฤดูหีบปี 63/64 ที่นับถอยหลังเหลือเวลาเพียง 3 เดือน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งเป้าหมาย ที่จะลดปริมาณอ้อยไฟไหม้เหลือ 20% ปริมาณอ้อยสด 80% ซึ่งดูจะสวนทางกับโรงงานและชาวไร่อ้อยที่ต้องการเสนอให้กำหนดปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบไม่เกิน 40% อ้อยสด 60% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบแต่ละโรงงานด้วยเหตุผลหลักคือการขาดแคลนแรงงานและเครื่องจักร ซึ่งหลักๆ คือ รถตัดอ้อยที่ยังมีไม่เพียงพอจึงขอให้ทุกฝ่ายได้มีเวลาปรับตัว

หากเช็กสภาพความพร้อมเริ่มด้วยรถตัดอ้อยทั้งโรงงานและชาวไร่อ้อย ต่างยอมรับในทิศทางเดียวกัน ว่า มีไม่พอ โดยปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 8 ล้านไร่ผลผลิตอ้อยฤดูหีบปี 63/64 ที่คาดว่าจะเริ่มได้ ธ.ค.นี้ คาดการณ์น่าจะอยู่ระดับกว่า 69 ล้านตันเนื่องจากเผชิญกับภัยแล้งต่อเนื่อง ขณะที่รถตัดอ้อยขณะนี้มีรวมๆ สูงสุดเพียง 3,000 คันแบ่งเป็นของชาวไร่ประมาณ 2,000 คัน ที่เหลือ 1,000 คันเป็นของโรงงานน้ำตาล โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการประเมินกันว่าหากผลผลิตอ้อยไทยเฉลี่ย 100-130 ล้านตันขึ้นไปจะต้องใช้รถประมาณ 7,000-10,000 คัน

แม้ว่าผลผลิตอ้อยที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ระดับไม่เกิน 70 ล้านตัน ซึ่งถือว่าต่ำแล้วแต่ก็ใช่ว่ารถตัดอ้อยจะเพียงพอประเมินวารถจำนวนที่มีจะตัดอ้อยได้ราว 30 กว่าล้านตัน ที่เหลือจะต้องพึ่งพิงแรงงานหากตัดอ้อยสดทั้งหมดคาดว่าจะใช้ราว 2.5-3 แสนคน แต่ด้วยภาวะวิกฤตเศรษฐกิจชะลอตัวจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้แรงงานส่วนใหญ่ต้องพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวที่ขณะนี้ยังไม่อาจรู้ได้ว่าเมื่อถึงเวลาเปิดหีบแรงงานส่วนนี้จะเข้ามายังไทยได้มากน้อยเพียงใด

การเพิ่มปริมาณรถตัดอ้อยในระยะเวลาอันสั้นนี้ ก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้เนื่องจากเป็นที่รับรู้กันดีสำหรับชาวไร่อ้อย ว่า การมีรถตัดเวลานี้กลายเป็นภาระที่สาหัสด้วย เพราะหลายคนกลายเป็นหนี้สิน เนื่องจากรถตัดอ้อยราคาเฉลี่ยคันละ 10-12 ล้านบาท ทำงานไม่คุ้มค่า เพราะส่วนหนึ่งต้องไปรับจ้างตัดแต่ด้วยอ้อยที่ลดต่ำทำให้งานลดลง ประกอบกับพื้นที่ปลูกอ้อยของไทยยังเป็นแปลงเล็กแปลงน้อย โดยเฉพาะแถบอีสาน จึงทำให้รถตัดอ้อยเข้าไปทำงานได้ยากลำบากประสิทธิภาพการตัดอ้อยต่อวันจึงต่ำ ขณะที่ฤดูหีบอ้อยใช้เวลาเพียง 4-5 เดือนก็จบเวลาที่เหลือเท่ากับรถตัดอ้อยต้องทิ้งไว้ด้วยการลงทุนดูแลซ่อมบำรุง

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดแม้กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีนโยบายจูงใจการตัดอ้อยสดมากขึ้นในฤดูหีบใหม่ (ปี 63/64) โดยระบุว่า หากมีเม็ดเงินช่วยเหลือปัจจัยการผลิตเช่นที่ผ่านมา จะช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่ตัดอ้อยสดเท่านั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าอาจไม่ได้มีผลมากนักเพราะที่สุดปัจจัยสำคัญยังคงอยู่ที่จำนวนรถที่ยังมีแบบจำกัดการเร่งรัดให้ซื้อเพิ่มต้องใช้เวลาและเงื่อนไขต่างๆที่เอื้อเพราะรถตัดอ้อยราคาสูง

นอกจากนี้ ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แม้ในประเทศมีผลิตแล้วแต่ก็ล้วนต้องสั่งจองล่วงหน้า เช่นเดียวกับแรงงานที่ยังสุ่มเสี่ยงต่อการเข้ามาของแรงงานต่างด้าวท่ามกลางความไม่แน่นอนของโควิด-19 แม้ว่ารัฐจะมีโครงการสนับสนุนการซื้อรถตัดอ้อยด้วยดอกเบี้ยต่ำแต่ปริมาณอ้อยที่ลดลงการกู้เงินไปรับจ้างผลิตก็ไม่คุ้มค่า ขณะเดียวกัน โรงงานที่ค้ำประกันการกู้เงินก็ไม่กล้าค้ำให้กับรายใหม่เพิ่มขึ้นเพราะเหลือแต่รายเล็กกลายเป็นความเสี่ยงอีก

เมื่อหันมาพิจารณาราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวระดับ 12-13 เซนต์ต่อปอนด์ แม้ว่าราคาจะกระเตื้องขึ้นจากฤดูผลิตที่ผ่านมาแต่ปัจจัยพื้นฐานราคาที่แท้จริงก็ไม่ได้ดีมากนักเพราะโควิด-19 ที่กระทบต่อการบริโภคทั่วโลกให้ชะลอตัว และหากคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นโอกาสที่จะกลับไปสู่ระดับกว่า 1,000 บาทต่อตันที่ทำให้ชาวไร่พอจะเหลือทุนขยายพื้นที่ปลูกใหม่เช่นอดีตที่ผ่านมาโอกาสก็คงจะน้อย

ประกอบกับการที่ชาวไร่อ้อยต้องมาคอยลุ้นว่ารัฐจะมีงบประมาณช่วยเหลือปัจจัยการผลิตอ้อยเพื่อเพิ่มราคาอ้อยให้สูงขึ้นแต่ละปีว่าจะมีหรือไม่ มีเท่าใดและจ่ายให้อย่างไร ก็ล้วนแล้วแต่ทำให้การวางแผน เพราะปลูกไม่ง่ายเช่นอดีต แต่สำหรับชาวไร่อ้อยแล้วต่างก็ยืนยันว่าต้องการยกระดับสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วยการพยายามลดอ้อยไฟไหม้ เพียงขอเวลาเพราะยังมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทั้งรถตัดที่ยังมีจำกัด แรงงานที่นับวันก็หายากขึ้น ฤดูหีบแต่ละครั้งก็ต้องดูอากาศจะเป็นใจหรือไม่

เหล่านี้ล้วนบีบรัดเกษตรกรให้เหลือทางเลือก 2 ทาง คือ รายใหญ่ก็อาจจะสู้ต่อไป แต่รายย่อยก็มีโอกาสเลือกที่จะไปปลูกพืชอื่นแทน เพราะขั้นตอนต่างๆ มันยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้น อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอับดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวไร่ผู้เพาะปลูกอ้อยมากกว่า 2 แสนราย และโรงงานอีก 57 แห่ง อนาคตจะก้าวต่อไปอย่างไรก็คงหนีไม่พ้น 3 ฝ่าย คือ รัฐ ชาวไร่ และโรงงาน จะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและวางบทบาทใหม่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปรอบด้าน


กำลังโหลดความคิดเห็น...