xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ถือหุ้น GULF ไฟเขียวเพิ่มทุน ดันศักยภาพลงทุนแสนล้านใน 5 ปี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้ถือหุ้นกัลฟ์ฯ ไฟเขียวเพิ่มทุน หนุนบริษัทมีศักยภาพลงทุนเพิ่มกว่า 1 แสนล้านบาทใน 4-5 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแสวงหาโอกาสการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน มั่นใจการเพิ่มทุนสำเร็จหลังมีผู้ถือหุ้นใหญ่แจ้งพร้อมจองซื้อหุ้นเกินสิทธิ์

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2563 วันนี้ (27 ส.ค.) ว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นฯ มีมติเห็นชอบการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทจาก 10,666,500,000 หุ้น เป็น 11,733,150,000 หุ้น โดยการออกหุ้นสามัญที่ออกใหม่จำนวน 1,066,650,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) อัตราส่วน 10 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุนราคาขาย 30 บาทต่อหุ้น ทำให้บริษัทได้เงินจากการเพิ่มทุนราว 3 หมื่นล้านบาท มีผลบริษัทมีศักยภาพในการลงทุนราว 1.1 แสนล้านบาทใน 4-5 ปีข้างหน้า

สำหรับโครงการที่ให้ผลตอบแทนเร็วที่สุด คือโครงการที่บริษัทเข้าซื้อกิจการ อาทิ โรงไฟฟ้าพลังลมที่เยอรมนี บริษัทจะรับรู้กำไรปีละ 1.5-2 พันล้านบาท ซึ่งไตรมาส 4 นี้บริษัทจะรับรู้รายได้ทันทีหลังรับโอนหุ้น ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าที่บริษัทดำเนินการอยู่แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพราะส่วนใหญ่มีลูกค้าแน่นอน เว้นโรงไฟฟ้าที่จำหน่ายไฟให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบบ้างในกลุ่มยานยนต์ที่มีความต้องการใช้ไฟน้อยลง แต่ธุรกิจอาหารและแพกเกจจิ้งมีความต้องการใช้ไฟเพิ่ม จึงช่วยบาลานซ์ทำให้แทบไม่มีผลกระทบจากโควิด-19

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนนำเงินเพิ่มทุนไปลงทุนในโครงการที่อยู่ในแผนงาน เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศเวียดนาม โรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเยอรมนี โครงการโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เช่น โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง โครงการก๊าซธรรมชาติในประเทศโอมาน โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง โครงการโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์

นอกจากนี้ยังมีแผนขยายการลงทุนในอนาคตทั้งในไทยและในเอเชีย ยุโรป อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และอื่นๆ นอกจากนี้ เงินเพิ่มทุนบางส่วนจะถูกนำไปชำระคืนเงินกู้ยืมที่มีอยู่เพื่อเป็นการลดภาระดอกเบี้ย และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการของบริษัท

ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศหลายโครงการ โดยการลงทุนช่วง 2-3 ปีนี้บริษัทจะเน้นการเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการผลิตแล้วเพื่อที่จะรับรู้รายได้ทันทีเพื่อเติมเต็มกำไรในช่วงที่โรงไฟฟ้าไอพีพียังไม่แล้วเสร็จ ส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งมองโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว 3 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิต 2 พันเมกะวัตต์ คาดว่าดีลดังกล่าวจะมีความชัดเจนในปี 2564
   
นายสารัชถ์กล่าวต่อไปว่า ภายหลังการเพิ่มทุนฯ แล้วบริษัทฯ ยังคงเป้าหมายมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1 หมื่นเมกะวัตต์ในปี 2565 โดยมีโรงไฟฟ้าไอพีพีใหม่ 2 โรง โรงละ 2,500 เมกะวัตต์ที่จะทยอยจ่ายไฟเข้าระบบ เช่น โรงไฟฟ้า IPP GSRC จ.ชลบุรี กำลังผลิตรวม 2,500 เมกะวัตต์ จ่ายไฟเชิงพาณิชย์ปี 2564 และ 65 โรงไฟฟ้า IPP GPD จ.ระยอง กำลังการผลิตรวมราว 2,500 เมกะวัตต์ จะทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2566 และปี 67 ส่วนโรงไฟฟ้าหินกอง จ.ราชบุรี ขนาด 1,400 เมกะวัตต์ จะเดินเครื่องผลิตในปี 2567 และปี 68 ขณะที่โรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ซึ่งเป็น IPP ขนาด 540 เมกะวัตต์ จะเริ่มผลิตในปี 70
 
ทั้งนี้ ตามแผนงานบริษัทคาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโต 15% จากปี 2562 และเติบโตอีกเกือบ 50% ในปี 2564 จากการรับรู้ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเยอรมนีเต็มปี และการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้า IPP GSRD กำลังผลิต 2,500 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าวเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินของบริษัทให้มีความแข็งแกร่ง โดยทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ในระดับที่เหมาะสมจากปัจจุบัน D/E อยู่ที่ 1.7-1.8 เท่า แต่ไตรมาส 3 นี้ D/E จะเพิ่มสูงขึ้นจากการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังลมที่เยอรมนี แต่เมื่อบริษัทฯ เพิ่มทุนจดทะเบียนแล้ว D/E จะปรับลดลงเหลือ 1.8 เท่า

ทั้งนี้ มั่นใจว่าการเพิ่มทุนครั้งนี้จะสำเร็จหลังจากที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายรายให้ความสนใจจองซื้อเกินสิทธิ์ที่กำหนดจัดสรรหุ้นเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 10 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 30 บาท พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่ากำไรสุทธิ/หุ้น (EPS) จะเติบโตได้หลังเพิ่มทุน จากการที่นำเงินเพิ่มทุนส่วนหนึ่งไปใช้รองรับการเข้าซื้อหุ้น 50% ในโรงไฟฟ้าพลังงานลม ขนาด 464.8 เมกะวัตต์ (MW) ในเยอรมนี ซึ่งเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/63 และจะสร้างกำไรเข้ามาราว 1.5-2.0 พันล้านบาท/ปี โดยมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ราว 10-15%


กำลังโหลดความคิดเห็น...