xs
xsm
sm
md
lg

โรงหนังชูไฮเทค-จัดคิวหนังใหม่ เร่งดึงคนดูสู้โควิดปลุกตลาดรวม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน 360 - ลุ้นปี 63 นี้ภาพรวมธุรกิจโรงภาพยนตร์จะแตะที่ 9,000 ล้านบาทเท่าปีก่อน “เมเจอร์” ฝากความหวังไว้ไตรมาสสี่ หนังฟอร์มยักษ์เบียดเข้าฉายทุกสัปดาห์แทนช่วงโควิด-19 ที่เลื่อนฉายออกไป มองทั้งปีรายได้จะเท่าปีก่อนที่ปิดไป 11,141.2 ล้านบาท ฟาก “เอสเอฟ” มองทั้งปียอดขายตั๋วหนังอย่างน้อยทำได้ 50% จากปีก่อนขายได้ 20 ล้านใบ

นายนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ ศบค. ประกาศผ่อนคลายล็อกดาวน์ระยะที่ 3 โดยให้โรงภาพยนตร์กลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้งในวันที่ 1 มิถุนายน 2563 นั้น


บริษัทมีความพร้อมให้บริการโรงภาพยนตร์ได้ในทันที โดยมาตรการ New Normal ขั้นสูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ตามแผนป้องกันโควิด-19 ด้วย 5 มาตรการหลักขั้นสูงสุดในการให้บริการ ดังนี้


1. Screening การตรวจคัดกรองลูกค้าทุกคน
2. Social Distancing ภายในโรงภาพยนตร์มีการเว้นระยะห่าง นั่ง 2 ที่นั่ง เว้น 2 ที่นั่ง อยู่แถวเดียวกัน โดยจัดที่นั่งระหว่างแถวแบบสลับฟันปลา
3. Cleaning ทำความสะอาดทุกพื้นที่ภายในโรงภาพยนตร์ก่อนเข้าฉายแต่ละเรื่องทุกรอบ
4. Cashless เลี่ยงการแพร่เชื้อด้วยกันลดสัมผัสกัน และ 5. Tracking การติดตามและตรวจสอบได้


นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากเอไอเอส นำหุ่นยนต์อัจฉริยะ Robot for Care (ROC) มาช่วยตรวจคัดกรองวัดอุณหภูมิลูกค้าก่อนเข้าโรงภาพยนตร์ และหุ่นยนต์ PP ทำหน้าที่ต้อนรับและเปิดภาพยนตร์ตัวอย่างให้ลูกค้าได้รับชมก่อนตัดสินใจเลือกชม ที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และไอคอน ซีเนคอนิคด้วย

สำหรับการเปิดให้บริการในเดือน มิ.ย.นี้มีหนังใหม่เข้าฉาย 8 เรื่อง อย่าง พจมานสว่างคาตา, Fantasy Island เป็นต้น รวมถึงหนังเก่าที่เอามาฉายใหม่ทั้งไทยและเทศอีก 12 เรื่อง ภายใต้การจัดโปรโมชันพิเศษ เช่น สุขสันต์วันโสด, พี่นาค 2, Birds of Prey และ My Spy เป็นต้น เพื่อเป็นการดึงผู้ชมให้มาดูหนังมากขึ้น โดยหนังฮอลลีวูดจะเริ่มกลับเข้ามาในช่วงเดือน ก.ค.เป็นต้นไป


ทั้งนี้ หนังที่หยุดเข้าฉายช่วงโควิด-19 ตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมาก็จะทยอยกลับมาฉายในช่วงครึ่งปีหลังนี้ทั้งหมด โดยเฉพาะในไตรมาสสี่ เป็นช่วงที่จะมีหนังฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศเบียดกันเข้าฉาย เฉลี่ย 1 เรื่องทุกสัปดาห์ หรือบางสัปดาห์มีมากกว่า 1 เรื่องด้วยซ้ำ

“ในช่วงแรกนี้จะเน้นหนังไทยเป็นหลัก ขณะที่เมเจอร์เองมีหนังไทยในเครือรวมกว่า 20 เรื่องที่จะเข้าฉายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยในส่วนของรายได้ต่างจังหวัดได้ดี ตามแผนเน้นขยายสาขาในต่างหวัดเป็นหลัก รวมกว่า 40 จอในบิ๊กซีและเทสโก้โลตัสในปีนี้ ส่วนหนังต่างประเทศจะทยอยกลับมาตั้งแต่ไตรมาสสาม หลังจากที่เลื่อนฉายไปตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค เป็นต้นมา ทั้งนี้ มีเพียง Fast 9 เพียงเรื่องเดียวที่เลื่อนไปฉายในปีหน้า


เมเจอร์เชื่อว่าในการบริหารงานที่สามารถยืดหยุ่นระยะเวลาของการฉายหนังแต่เรื่องได้นั้น บวกกับรายได้ต่างประเทศจากการขายหนัง และรายได้ออนไลน์ จากนี้ไปจนสิ้นปีเมเจอร์จะยังประคองรายได้ได้ดีอยู่ หรือน่าจะทำได้เท่าปีก่อน มาจากโรงหนัง 70% อาหาร/เครื่องดื่ม 20% และอื่นๆ 10% ขณะที่ภาพรวมธุรกิจโรงภาพยนตร์จะเท่าปีก่อนเช่นกัน” นายนรุตน์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ภาพรวมตลาดการจำหน่ายตั๋วหนังในโรงภาพยนตร์ปี 2562 จะมีมูลค่าที่ 9,000 ล้านบาท โต 15% จากปี 61 โดยหนังไทยโตขึ้นประมาณ 15% เฉพาะของเมเจอร์มีรายได้จากการขายตั๋วหนังถึง 4,392 ล้านบาท ขณะที่ในแง่รายได้ปี 62 ของเมเจอร์คาดว่าจะโตขึ้น 10-15%

ทั้งนี้ ตัวเลขรายได้ที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว คือ 11,141.21 ล้านบาท




ด้านนางสาวพิมสิริ ทองร่มโพธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนของเอสเอฟ หลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ต้องปิดให้บริการชั่วคราวนานถึง 75 วัน ถือเป็นวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุด แต่ในสถานการณ์ครั้งนี้ยังมีข่าวดีที่ลูกค้าและพนักงานทุกคนของเราปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จ และหลังจากกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง เอส เอฟจะไม่มีการปรับราคาบัตรชมภาพยนตร์ขึ้น แม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากจำนวนรอบฉายที่ลดลง และจากการลดที่นั่งเหลือเพียง 25% เนื่องจาก เอส เอฟไม่มีนโยบายผลักภาระต้นทุนให้ลูกค้า


เช่นเดียวกับในสภาวะปกติที่ยังคงฉายหนังและให้บริการแม้จะมีผู้ชมเพียงคนเดียว แม้เอสเอฟจะไม่มีรายได้เลยตลอดเกือบ 3 เดือน แต่ยังยืนยันที่จะรักษาและดูแลพนักงานของเราทุกคน เช่นเดียวกับการดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุด

“ตลอด 75 วันเป็นช่วงที่รายได้เท่ากับศูนย์ แต่ยังมีรายจ่ายฟิกซ์คอสต์ที่แต่ละเดือนอยู่ในหลัก 100 ล้านบาทขึ้นไป การได้กลับมาให้บริการครั้งนี้มีโอกาสทำรายได้เพียง 25% เทียบจากจำนวนที่นั่งทั้งหมดที่สามารถให้บริการได้ รวมกันกับรอบฉายที่หายไป 2 รอบ จากปกติโรงภาพยนตร์ 1 โรงจะฉายหนังอยู่ที่ 5 รอบ/วัน ซึ่งเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลายขึ้นคนจะออกมาดูหนังมากขึ้นเช่นกัน หรือทั้งปีอย่างน้อยที่สุด เอส เอฟน่าจะมียอดขายตั๋วหนังไม่ต่ำกว่า 50% จากปีก่อนที่ขายได้กว่า 20 ล้านใบ หรือช่วงที่ปิดให้บริการไปเกือบ 3 เดือน รายได้ติดลบไปประมาณ 30% เทียบกับปีก่อน” นางสาวพิมสิริกล่าว


นางสาวพิมสิริกล่าวด้วยว่า เดิมปีนี้เอส เอฟ เข้าสู่ปีที่ 20 ซึ่งมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงไตรมาสสามนี้ แต่จากสถานการณ์โควิด-19 แผนดังกล่าวต้องเลื่อนออกไป และเริ่มนับ 1 กันใหม่ หรืออย่างเร็วที่สุดจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ในแง่การทุน จากความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน บริษัทยังคงขยายสาขาตามแผนเดิม หรือต่อปีเปิดใหม่ 4 สาขา แต่เนื่องจากโควิด-19 ปีนี้เปิดให้ได้เพียง 2 สาขา คือ ที่ชลบุรีทั้ง 2 สาขา โดยเปิดให้บริการแล้ว 1 สาขาที่บ่อวิน อีก 1 สาขาจะเปิดปลายปี ส่งผลให้เวลานี้เอส เอฟมีทั้งหมด 65 สาขา
















กำลังโหลดความคิดเห็น...