xs
xsm
sm
md
lg

รัฐฯ ไทยยื้อสร้างถ่านหิน ศก.ใต้มีปัญหา กฟผ.ชี้เสียงชุมชนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสินใจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


นายสึเนะโยชิ คาซามิ ผู้จัดการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนฮิตาชินากะ ได้กล่าวบรรยายการดำเนินงานโรงไฟฟ้าฮิตาชินากะ (Hitachinaka) ว่า บริษัทเทปโก้เป็นเจ้าของ ดูแลการผลิตและจ่ายไฟฟ้าในเขตคันโต ซึ่งรวมถึงกรุงโตเกียว โรงไฟฟ้าตั้งอยู่ในจังหวัดอิบารากิห่างกรุงโตเกียวราว 130 กิโลเมตร พื้นที่โรงไฟฟ้าเกิดจากการถมทะเล ซึ่งเพียงพอสำหรับโรงไฟฟ้า 2 โรง กำลังผลิตโรงละ 1,000 เมกะวัตต์ รวมกัน 2,000 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้า เครื่องที่ 1 และ 2 เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในปี 2546 และ 2556 ตามลำดับ กระบวนการผลิตใช้เทคโนโลยี Ultra Super Critical และใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงวันละ 16,000 ตัน ขนส่งถ่านหินจากอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และรัสเซีย ลานกองถ่านหินสามารถสำรองถ่านได้ถึง 800,000 ตัน สำหรับขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าจะนำไปถมทะเลเพื่อขยายพื้นที่ทำเป็นท่าเทียบเรือและได้เตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 3 ขนาดกำลังผลิต 650 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ในระหว่างปรับพื้นที่ก่อสร้างและมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าในปี 2564

ในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีการควบคุมมลภาวะตามที่ได้ตกลงกับชุมชน ทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และฝุ่น ซึ่งดีกว่าค่ามาตรฐานตามกฎหมาย 3-5 เท่า ทำให้ไม่มีปัญหากับชุมชนตลอดระยะเวลา 14 ปีที่เปิดดำเนินการมา สำหรับประโยชน์ที่ท้องถิ่นได้รับ จะเป็นงบประมาณที่โรงไฟฟ้ามอบให้ร้อยละ 1.4 ของเงินลงทุนโครงการ รวมทั้งจ่ายภาษีให้แก่เมืองและรัฐบาลตามปกติ โรงไฟฟ้ายังรับคนในพื้นที่เข้ามาทำงานในเวลาดำเนินงานปกติราว 200 อัตรา แต่ในช่วงก่อสร้างจะมีคนทำงานถึงกว่าพันคน โรงไฟฟ้ายังดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเตรียมนำเศษไม้มาผสมใช้เป็นเชื้อเพลิงบางส่วนเพื่อช่วยให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงในประเทศ และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมดูโรงงานผลิตไม้แปรรูปคาชิมะ (Kashima) โรงงานผลิตไม้แปรรูปคาชิมะ (Kashima) และโรงไฟฟ้าชีวมวลโกโนะอิเคะ (Gonoeke) ของบริษัทชูโกะคุ โมะคุไซ (Chugoku Mokuzai) ตั้งอยู่ในเมืองคาชิมะ จังหวัดอิบารากิ เช่นเดียวกัน โดยนายยาซูดะ ผู้จัดการโรงงาน กล่าวว่า โรงงานผลิตไม้แปรรูปคาชิมะดำเนินธุรกิจแปรรูปไม้ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกามากว่า 60 ปี มีกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยการแปรรูปไม้จะได้เศษขี้เลื่อยออกมาประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ บริษัทจึงได้ร่วมทุนกับบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านโรงไฟฟ้าในสัดส่วนร้อยละ 50 สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้เมื่อประมาณ 8 ปีที่ผ่านมา กำลังผลิต 21 เมกะวัตต์ โดยในแต่ละชั่วโมงจะใช้ขี้เลื่อยสด 15 ตัน ขี้เลื่อยแห้ง 2 ตัน และเปลือกไม้ 10 ตัน เป็นเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียง 18 เมกะวัตต์ เนื่องจากปริมาณเชื้อเพลิงมีไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะใช้ภายในโรงไฟฟ้า 3 เมกะวัตต์ และขายให้แก่โรงงานแปรรูปไม้ 7 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะขายเข้าสู่ระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังขายไอน้ำให้แก่โรงงานแปรรูปไม้ และโรงงานอาหารสัตว์ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงด้วย

สำหรับราคาไฟฟ้าที่ขายให้ระบบไฟฟ้าเป็นราคาที่ได้รับการอุดหนุนในรูปแบบของ Feed in Tariff ในราคา 24 เยนต่อหน่วย หรือประมาณ 8 บาทต่อหน่วย ซึ่งทำสัญญาขายไฟฟ้าแบบ Non-firm ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มเติมจากการผลิตไฟฟ้า สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลา 7-8 ปี ส่วนการคุมมลภาวะของโรงไฟฟ้าชีวมวลจะเป็นไปตามมาตรฐานทางกฎหมาย โดยจะมีบริษัทเข้ามาตรวจสอบทุกเดือนเพื่อจัดทำรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังการดูงาน นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กล่าวว่า การมาดูงานครั้งนี้ทำให้สื่อมวลชนได้เห็นการพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าในระดับสากลที่ประเทศไทยจะนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ได้แก่ โรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 4-7กระบี่ และเทพา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับโรงไฟฟ้าฮิตาชินากะที่นับว่าทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยจะสามารถควบคุมมลภาวะทั้งก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และฝุ่น ในระดับที่ใกล้เคียงกันกับโรงไฟฟ้าฮิตาชินากะ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้ากระบี่ และเทพายังได้ติดตั้งเครื่องกำจัดปรอท หรือ ACI เพิ่มเติมเพื่อคลายความวิตกกังวลของชุมชนในพื้นที่ แม้ว่าถ่านหินจะนำมาจากแหล่งเดียวกับโรงไฟฟ้าฮิตาชินากะ คืออินโดนีเซีย และออสเตรเลียก็ตาม

สำหรับการดำเนินการด้านชุมชนถือว่าประเทศไทยดีกว่า เพราะเรามีกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ที่ชุมชนมีรายได้สามารถนำไปพัฒนาท้องถิ่นหรือใช้ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตลอดอายุของโรงไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล กระทรวงพลังงานให้การสนับสนุน เนื่องจากสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงได้อีกบางส่วน และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาพลังงานของโลกในปัจจุบัน แต่หากมองในด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้าจะพบว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลส่วนใหญ่จะไม่มีความมั่นคง เนื่องจากแหล่งเชื้อเพลิงมีตามฤดูกาล การขายไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบ Non-firm เนื่องจากมีปัจจัยเกี่ยวกับฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นในหน้าแล้งจะมีเปลือกไม้น้อยลง ทำให้คุณสมบัติไม่เป็นไปตามสเปกของโรงไฟฟ้า ตลอดจนปริมาณขี้เลื่อยยังขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตของโรงงานแปรรูปไม้ ซึ่งขึ้นลงตามภาวะธุรกิจของโรงงานแปรรูปไม้

ขณะที่นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันถึงร้อยละ 34 มีโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังดำเนินการอยู่ 90 โรง กำลังการผลิตกว่า 46,000 เมกะวัตต์ และมีแผนก่อสร้างอีก 20 โรง จำนวนกว่า 20,000 เมกะวัตต์ ในช่วง 12 ปีข้างหน้าการนำสื่อมวลชนมาเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าในครั้งนี้ นอกจากจะมาดูในเรื่องของเทคนิคแล้ว ยังต้องการให้สื่อมวลชนได้พิสูจน์ด้วยตนเองว่าทำไมชาวญี่ปุ่นจึงมีความเชื่อถือต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยสื่อมวลชนได้ซักถามผู้บริหารโรงไฟฟ้าในทุกแง่มุม รวมทั้งพูดคุยกับชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ตลาดปลานาคามินาโตะ ซึ่งอยู่ห่างโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ 20กิโลเมตร ซึ่งผู้ค้าปลาและประชาชนหลายคนได้กล่าวแสดงความคิดเห็นว่าโรงไฟฟ้าไม่มีผลกระทบต่ออาหารปลาและอากาศในพื้นที่ และยังช่วยให้เมืองมีรายได้เพียงพอต่อการสร้างสาธาณประโยชน์ต่างๆ เช่น ถนน โรงพยาบาล เป็นต้น

จึงอยากขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า การตัดสินใจในการมีโรงไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้ากระบี่นั้น รัฐบาล และ กฟผ.รับฟังทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ แต่ในท้ายที่สุดแล้วควรฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่ ว่าต้องการมีโครงการโรงไฟฟ้าหรือไม่

“การตัดสินใจว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ต้องคำนึงถึงสิทธิชุมชนเป็นสำคัญ เพราะเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยตรง ไม่ควรให้คนนอกพื้นที่มาละเมิดสิทธิโดยเป็นผู้กำหนดว่าจะสร้างหรือไม่สร้างแทนคนในชุมชน ที่ผ่านมา กฟผ.ได้ชี้แจงอธิบายถึงความจำเป็น ข้อดีข้อเสีย และผลประโยชน์ที่เกิดแก่ชุมชน ในขณะที่ NGO ฝ่ายค้านก็สามารถแสดงความห่วงใย ข้อกังวล และให้ข้อมูลที่เชื่อว่าชุมชนจะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายคนตัดสินคือเสียงส่วนใหญ่ของชุมชน จึงอยากให้ชุมชนได้ร่วมกันแสดงออกไม่ทางใดก็ทางหนึ่งว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยให้ชัดเจน ด้วยวิธีการใดก็ตาม เช่น ลงชื่อสนับสนุนหรือคัดค้าน หรืออาจใช้วิธีติดป้ายสนับสนุนหรือคัดค้าน ขอให้ชุมชนออกมาปกป้องสิทธิของคนในชุมชน ไม่ให้คนนอกพื้นที่มาเป็นผู้กำหนดความต้องการแทนชุมชน” นายบุญญนิตย์กล่าว

จากการดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินและชีวมวล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทยยังมีความจำเป็นที่ต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองไว้ในอนาคตเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในประเทศ ดังนั้น การที่จะมีการผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้ากระบี่และโรงไฟฟ้าเทพา ซึ่งไทยมีสัดส่วนกำลังการผลิตจากเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติสูงถึงร้อยละ 67 การพึ่งพาดังกล่าวทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงสูงมากหากระบบก๊าซธรรมชาติมีปัญหา จึงจำเป็นต้องมีการกระจายความเสี่ยงไปใช้เชื้อเพลิงที่มีหลากหลายขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในแต่ละประเภทมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน มีประสิทธิภาพทีแตกต่างกัน

ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีต้นทุนราคาค่าเชื้อเพลิงถูกกว่า LNG ดังนั้น ถ้ามีสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินในปริมาณที่มากพอก็จะทำให้ต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าในภาพรวมถูกลง เช่น ในกรณีของโรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพาเนื่องจากใช้เชื้อเพลิงถ่านหินที่มีราคาถูกกว่า LNG เมื่อก่อสร้างเสร็จและเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้จะทำให้ลดปริมาณการใช้ LNG ที่ต้องนำเข้าและมีราคาแพง ซึ่งจะทำให้ราคาค่าไฟฟ้าในภาพรวมลดลง

เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะกล้าตัดสินใจหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลของ กฟผ.มีความชัดเจนหลายด้าน เพียงแต่กระทรวงพลังงานและรัฐบาลมีความกังวลกับกลุ่มผู้คัดค้านอย่างเอ็นจีโอที่ออกมาค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งทาง กฟผ.เองก็ได้เคลียร์ปัญหาความไม่ชัดเจนและแสดงให้เห็นถึงผลดี-ผลเสียแล้ว

หากรัฐบาลไม่รีบตัดสินใจก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็จะทำให้เกิดความเสียหายในแง่เศรษฐกิจในภาคใต้ และต้นทุนการก่อสร้างในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้นเพราะความล่าช้าอย่างน้อย 2-3 ปี ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของภาคใต้อย่างแน่นอน
กำลังโหลดความคิดเห็น...