xs
xsm
sm
md
lg

[ชมคลิป] “อโรม่ากรุ๊ป” ปรับทิศไทย-ต่างประเทศ จ่อผนึกยักษ์กาแฟโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

“กิจจา วงศ์วารี” กรรมการบริหาร บริษัทในเครือ “อโรม่ากรุ๊ป”
ASTVผู้จัดการรายวัน - “อโรม่ากรุ๊ป” ผู้นำธุรกิจกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่มครบวงจร เผยตลาดกาแฟคั่วบดระดับกลางยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดปี 58 เติบโต 25% จากมูลค่ารวม 4 พันล้านบาท แบไต๋แผนขยายธุรกิจทั้งในประเทศและเออีซี พร้อมลงทุนร่วมกับยักษ์ใหญ่ธุรกิจกาแฟ 1 ใน 2 ของโลก เปิดธุรกิจรูปแบบใหม่ในไทย มุ่งเป้ารายได้ 2.5 พันล้านบาทภายใน 3 ปี ก่อนเพิ่มเป็น 5 พันล้านบาทใน 7 ปี

นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร บริษัทในเครือ “อโรม่ากรุ๊ป” ผู้นำธุรกิจกาแฟคั่วบดและเครื่องดื่มครบวงจร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2558 ว่า เนื่องจากธุรกิจร้านกาแฟยังคงถือเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟระดับกลางที่ยังคงมีโอกาสการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่มีแผนขยายธุรกิจร้านกาแฟระดับพรีเมียม “ไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่” (NINETY-FOUR COFFEE) ซึ่งปัจจุบันมี 20 สาขา แต่พร้อมขยายร้านกาแฟ “ชาวดอย” จากปัจจุบัน 180 สาขา เป็น 200 สาขา เน้นสัดส่วนต่างจังหวัด 65% และกรุงเทพฯ 35% โดยใช้รูปแบบการลงทุนในลักษณะแฟรนไชส์ทั้งหมด แบ่งเป็นเคาน์เตอร์ หรือคีออสก์ ลงทุนประมาณ 4 แสนบาท รวมถึงร้านในลักษณะสแตนด์อะโลน บนพื้นที่ 20-40 ตารางเมตร ด้วยงบลงทุน 8 แสนบาทจนถึง 2 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนั้นยังพร้อมขยายดีลเลอร์ร้าน “อโรม่าช็อป” ในการจัดจำหน่ายเครื่องชงกาแฟนำเข้าจากประเทศอิตาลีและสเปน รวมถึงผลิตภัณฑ์กาแฟและเครื่องดื่มต่างๆ ตลอดจนบริการอื่นๆ จากปัจจุบัน 27 สาขาเป็น 32 สาขา ใช้งบลงทุนสาขาละประมาณ 5 ล้านบาท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยมีสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ เพียง 3 แห่ง คือ สุขุมวิท 33, โครงการตะวันนา บางกะปิ และโลตัสปิ่นเกล้า

“ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการรีโนเวตการดำเนินงานในทุกๆ ส่วน พร้อมทั้งอบรมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ร้านกาแฟชาวดอยแต่ละสาขามียอดขายเติบโตขึ้น 1 เท่าตัว บริษัทฯ จึงกำหนดแผนขยายธุรกิจทั้ง 2 ส่วน ด้วยการเน้นให้ผู้สนใจและพันธมิตรธุรกิจเป็นผู้ดำเนินงานเอง โดยบริษัทฯ พร้อมให้การสนับสนุนทั้งด้านการตลาดและอื่นๆ พร้อมกำหนดเป้ายอดขายสำหรับร้านชาวดอยที่เป็นเคาน์เตอร์วันละประมาณ 80-100 แก้ว ส่วนร้านสแตนด์อะโลนวันละ 100 แก้วขึ้นไป ในขณะที่ดีลเลอร์ของอโรม่าช็อปควรมียอดขายเดือนละประมาณ 2.5-3 ล้านบาท ”

*** ครองส่วนแบ่ง 40% จากตลาดกาแฟคั่วบด 4 พันล้านบาท ***
นายกิจจากล่าวด้วยว่า ตลาดรวมกาแฟคั่วบดมีมูลค่าประมาณ 3.6-4 พันล้านบาท คาดว่าในปี 2558 จะมีการเติบโตประมาณ 25% โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีการเติบโตประมาณ 18% คิดเป็นมูลค่า 1.6 พันล้านบาท ขณะที่ “อโรม่า กรุ๊ป” ถือเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 35% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 40% ในปี 2558 ด้วยเป้าหมายยอดขาย 1.5 พันล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 630 ล้านบาท

“สาเหตุหนึ่งที่เอื้อให้ธุรกิจร้านกาแฟระดับกลางมีการเติบโตเนื่องจากร้านกาแฟถือเป็นสถานที่นัดพบของผู้คนทั่วไป ในขณะที่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการยังนิยมดื่มเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้นด้วย โดยมีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนเท่ากันคือ 50:50 ในอนาคตอันใกล้จากปัจจุบันที่ดื่มกาแฟ 70% และเครื่องดื่มอื่นๆ 30% ประกอบกับข้อมูลของบริษัทฯ พบว่ายอดขายของร้านอโรม่าช็อปแต่ละสาขามีผู้ลงทุนรายใหม่เปิดร้านกาแฟเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 200 ราย”

นายกิจจากล่าวด้วยว่า บริษัทฯ กำหนดงบประมาณการตลาด 8% ของยอดขายในแต่ละปี ด้วยการเน้นกิจกรรม ณ พื้นที่ขาย และการฝึกอบรมเป็นหลัก โดยในปี 2559 บริษัทฯ ยังมีแผนขยายร้านกาแฟชาวดอยเป็น 250 สาขา และร้านอโรม่าช็อป 40 สาขา พร้อมกับมีการลงทุนร่วมกับผู้นำธุรกิจกาแฟชั้นนำจากยุโรปและติดอันดับ 1 ใน 2 ของโลก เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับกาแฟรูปแบบใหม่ในประเทศไทย โดยมีแผนระยะยาวด้านการสร้างรายได้ 2.5 พันล้านบาทภายใน 3 ปี และเพิ่มเป็น 5 พันล้านบาทใน 7 ปี

*** คิกออฟลงทุนเออีซี ประเดิม “กัมพูชา” 1 ต.ค. 58 ***
บริษัทฯ ยังมีแผนขยายการลงทุนในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในลักษณะร่วมลงทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่นด้วยสัดส่วนประมาณ 20% โดยเบื้องต้นจะเริ่มเปิดดำเนินงานในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 1 ต.ค. 58 ตามด้วยกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ในเดือน พ.ย. 58 และประเทศมาเลเซีย ภายในปี 2558

“ตามแผนขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนจะมีลักษณะคล้ายกับในประเทศไทย คือ เน้นเปิดโอกาสให้พันธมิตรเป็นผู้ดำเนินงานเอง เริ่มด้วยการเปิดร้านกาแฟชาวดอย ตามด้วยร้านอโรม่าช็อป จากนั้นภายใน 1-2 ปีบริษัทฯ จะเข้าไปลงทุนในการสร้างสำนักงานในลักษณะ Country Office เพื่อให้บริการด้านต่างๆ แก่ผู้ประกอบการในแต่ละประเทศ” นายกิจจากล่าวในที่สุด