มุ่งเป้าขึ้นแท่นผู้นำตลาดอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง เพิ่มรายได้เป็น 8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 คาดข้อตกลงแล้วเสร็จในไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 พร้อมเพิ่มสายการผลิตในโปแลนด์และขยายฐานตลาดสแกนดิเนเวียน ก่อนต่อยอดความสำเร็จในระดับโลก
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “ทียูเอฟ” เปิดเผยว่า วานนี้ (15 ก.ย.) กลุ่มทียูเอฟบรรลุข้อตกลงการควบรวมกิจการรวมทรัพย์สินทั้งหมดและเครื่องหมายการค้าของ “คิงส์ ออสการ์” แบรนด์อาหารทะเลติด 10 อันดับแรกของโลกที่มีอายุกว่า 140 ปีในประเทศนอร์เวย์ ภายใต้ “คิงส์ ออสการ์ โฮลดิ้ง เอเอส” บริหารงานโดยกองทุน private equity fund Procuritas Capital Investors IV ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคนอร์ดิก โดยข้อตกลงดังกล่าวจะบรรลุเสร็จสิ้นตามข้อตกลงการควบรวมกิจการทางธุรกิจซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2557
“คิงส์ ออสการ์” เป็นผู้ผลิตปลาบรรจุกระป๋องชั้นนำในประเทศนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา โปแลนด์ เบลเยียม และออสเตรเลีย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปีใน 5 ปีล่าสุด มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์ มีโรงงานผลิตระดับมาตรฐานโลก 2 แห่งในประเทศนอร์เวย์และโปแลนด์ มีกำลังการผลิตสูงสุดที่ 135 ล้านกระป๋องต่อปี พนักงานจำนวนกว่า 500 คน ดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุกระป๋องกว่า 90 ล้านกระป๋องต่อปีใน 16 ตลาดทั่วโลก ทั้งยังถือเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในหมวดหมู่ปลาซาร์ดีนระดับพรีเมียมในประเทศนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย มียอดรายได้รวมที่ 80 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา คิดเป็นอัตราร้อยละ 12 ของยอดขายในปี 2556
นายธีรพงศ์กล่าวอีกว่า “กลุ่มทียูเอฟ” กำลังดำเนินการขยายธุรกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายรายได้รวม 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2563 โดยข้อตกลงทางธุรกิจนี้จะส่งผลเชิงบวกต่อรายรับของ “กลุ่มทียูเอฟ” ให้เพิ่มขึ้นอีกราว 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่มาก แต่ก็ถือเป็นการควบรวมกิจการเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะทำให้เข้าถึงตำแหน่งผู้นำการตลาดในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นเป็นพิเศษนี้ได้ โดยได้รับโอกาสในการสร้างแบรนด์ “คิงส์ ออสการ์” ในตลาดโลก และรวมถึงการที่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลกอีกด้วย
“หากข้อตกลงดังกล่าวเสร็จสิ้นสมบูรณ์ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของเรายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประมาณ 0.8 ทิศทางการเติบโตสะสมของเราภายใน 6 กลุ่มกลยุทธ์ธุรกิจจะมีความแข็งแกร่งและเป็นที่แพร่หลายยิ่งขึ้นด้วยการมีแบรนด์ระดับโลกเพิ่มขึ้น การควบรวมและซื้อกิจการยังคงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของเราในการขยายตัวทางธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกเหนือไปจากการเติบโตแบบภายในจากยอดขายตามปกติ”
นายธีรพงศ์กล่าวในตอนท้ายว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเครื่องหมายการค้าระดับพรีเมียมอย่าง “คิงส์ ออสการ์” จะช่วยเติมเต็มความเป็นผู้นำแบรนด์ระดับโลกของ “ทียูเอฟ” ได้อย่างลงตัว ทั้งในส่วนของแบรนด์ จอห์นเวสต์, พาร์เมนเทียร์, พีทินาเวียร์, มารีบลู, ชิคเก้นออฟเดอะซี และซีเล็ค ที่สำคัญการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจนี้จะสร้างความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นให้แบรนด์ปัจจุบันของ “ทียูเอฟ” ในดินแดนสแกนดิเนเวีย รวมไปถึงการมีสายการผลิตอันทันสมัยเพิ่มขึ้นอีกในประเทศโปแลนด์
ทางด้าน มร.เกอร์ อาร์เน่ แอสเนส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “คิงส์ ออสการ์” กล่าวเพิ่มเติมว่า การควบรวมกิจการครั้งนี้เป็นแนวทางที่ชัดเจนที่จะบรรลุเป้าหมายการตลาดในการขยายแบรนด์และร่วมกันต่อยอดความแข็งแกร่งให้ “ทียูเอฟ” โดยความเชี่ยวชาญของ “คิงส์ ออสการ์” ในการผลิตอาหารทะเลบรรจุกระป๋องจะยังประโยชน์ในการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จในระดับโลกต่อไป ทั้งยังมีฐานลูกค้าที่ภักดีและเหนียวแน่นต่อผลิตภัณฑ์อาหารทะเลระดับพรีเมียม ยิ่งเมื่อได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทอาหารทะเลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแล้ว จุดแข็งของแบรนด์และความยอดเยี่ยมในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์จะทำให้เราสามารถนำเสนอนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องแก่ผู้บริโภคปัจจุบันและรายใหม่ต่อไป



