xs
xsm
sm
md
lg

ปมตลาดแพนิค

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

แมงเม้าท์เล่าอินไซด์มาแล้วจร้าาาา....เกิดอาการช็อคกันทั่วโลก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ลุงเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ พูดประกาศออกมาว่า อาจจะลดการอัดฉีดเงินทั้ง QE3 , QE4 เดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลล์ หากเศรษฐกิจฟื้น ทำให้หุ้นดิ่งเหวลงไปทุกที่ รวมไปถึงหุ้นไทยที่ซื้อขายกันในวันพฤหัส วันสุดท้ายรอบสัปดาห์ที่ร่วงกระจุยกระจาย โดย ดัชนีหลักทรัพย์ ลดลงถึง 48.51 จุด ก่อนดีดตัวกลับมาปิดลดลง 23.81 จุด หรือ 1.46% จุด โชคดีที่หุ้นไทยปิดวันศุกร์ มิเช่นนั้นไม่อยากนึกภาพ เพราะหุ้นยุโรปก็ร่วงกระจุย 2 วันสุดท้ายรอบสัปดาห์

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาวันศุกร์ ตอนแรกหัวใจจะวายเพราะร่วงระห่ำ แต่ท้ายที่สุด ดัชนีดาวโจนส์ก็กลับมาฟื้นตัวปิดบวกได้ 8.60 จุด หรือ 0.06% ส่วน ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.06% ปิดที่ 1,649.60 จุด และดัชนี Nasdaq ลดลง 0.01%

ต้องบอกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกที่ร่วงนั้นเกิดจากภาวะช็อคของตลาดพันธบัตร เพราะภายหลังจากที่ ลุงเบน บอกความในใจ อาจจะยกเลิก การอัดฉีดเม็ดเงินด้วยการซื้อสินทรัพย์พวกพันธบัตร ก็ทำให้นักลงทุนคิดไปต่างๆ นาๆ ว่า ความต้องการในตลาดพันธบัตรจะหายไป เลยดันให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปีของ อเมริกา พุ่งขึ้นจาก 1.94% เป็น 2.05% ภายในคืนเดียว

งานนี้พวกกองทุนต่างๆ ที่ถือพันธบัตรไว้ ก็เลยมึนหัวตึ้บ เพราะอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น นี่หมายความว่า มูลค่าของพันธบัตรที่กองทุนถือจะลดลง ... งานนี้ก็เลยเกิดอาการขาดทุนจากพันธบัตร นั้นทำให้หลายกองทุนต๊กกะใจ รีบขายเงินที่ไปตีฟองหุ้น เพื่อมาชดเชยกับการขาดทุน และเผื่อไว้ว่าบรรดานักลงทุนที่ยี้พันธบัตรจะหันมาถอนเงินออก จะได้มีเงินไว้ให้ได้ นี่ก็เลยเป็นที่มาของตลาดแพนิค ในช่วง 2 วันสุดท้ายรอบสัปดาห์

แล้วจากนี้ทิศทางตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ก็ต้องไปส่องตลาดดูว่า หายแพนิคหรือยัง? ถ้าหายหุ้นก็จะรีบาวน์ขึ้นมา และต้องไปดูอีกว่า แนวต้านต่างๆ จะผ่านกลับไปได้อย่างแข็งแกร่งหรือไม่ อย่างหุ้นไทย ก็ต้องไปลุ้นกันที่ 1610 1630 ตามลำดับ ถ้าผ่านเร็วก็ยิ้มได้ แต่หากไม่ผ่านกลับไปเร็ว ก็พึงระวังรักษาตัวไว้เถอะ!! ส่วนแนวห้ามหลุดเค้าว่า ห้ามต่ำกว่า 1570-1560 เป็นอันขาด

คุณวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.บัวหลวง มองปัจจัยที่ทำให้หุ้นไทยร่วงลงแรงครั้งนี้ จากการที่เฟดบอกยกเลิก หรือชะลอการซื้อคืนพันธก่อนกำหนด เป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้น และเป็นการปรับตัวลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค และมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มระยะยาว เมื่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่เริ่มมีการฟื้นตัว

แต่ในระยะสั้นๆ อาจจะเจอแรงขายได้ เพราะตั้งแต่หุ้นขึ้นมาแรงๆที่ดัชนี 1,458-1,650 จุด หรือขึ้นมากกว่า 192 จุด เฉลี่ยแล้ว 13% จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่หุ้นจะมีการปรับฐานประมาณ 7-8% ซึ่งถ้ารอบนี้ดัชนี 1,650 จุด หากมีการปรับฐานประมาณ 7% จะทำให้ดัชนีอยู่ที่ 1,535 จุด

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันกับทิศทางที่ไม่แน่ คุณวิกิจ แนะนำว่า เข้าไปสะสมควรซื้อช่วงท้ายของการซื้อขาย อย่าซื้อระหว่างเวลาซื้อขาย เพราะแนวโน้มวันจันทร์ (27 พ.ค.) หุ้นอาจจะลงมาอีก และวันอังคาร(28 พ.ค.)จะดีดตัวกลับขึ้นไป และเมื่อหุ้นดีดตัวกลับขึ้นไปแล้ว สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือแก้พอร์ตหุ้นของตนเอง อย่าปล่อยเลยตามเลย กระชับพอร์ตลงมาหรือปรับพอร์ตลงมา ส่วนแนวต้านคือ 1,615-1,620 จุด ถือเป็นแนวต้านที่เหมาะสม

ส่วนนักลงทุนต่างชาติคงยังไม่รีบขายหุ้น เชื่อว่า ในบิ๊กล็อตยังคงมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่อง ส่วนการร่วงลงแรงของดัชนีเมื่อ 23พ.ค. มองว่าเป็นการปรับพอร์ตปกติ หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปมาก ทำให้โดยรวมดัชนีเกิดการพักฐานลงมาในระดับที่เหมาะสมที่ 1,640 จุด หากมองในเชิงเทคนิคก็ใกล้ที่ ดัชนี1,650 จุด ซึ่งถ้าหากนักลงทุนซื้อหุ้นมาแล้ว มันอาจไม่มีอัพไซท์ให้ขึ้นต่อมากนัก ก็จะถูกขายทำกำไรออกมา เพื่อให้เกิดส่วนลดเพิ่มขึ้น ถือเป็นแรงจูงใจให้คนเข้าไปซื้อหุ้นต่อ เพื่อให้หุ้นจะได้ดีดกลับขึ้นไป จากตอนนี้ หุ้นหลายตัวไม่มีแรงจูงใจให้ซื้อต่อ

ด้าน คุณกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย มองว่า หุ้นที่ปรับตัวลงแรง น่าจะเป็นเพียงระยะสั้น มีสาเหตุหลักจากผู้จัดการกองทุนต่างชาติกังวลเฟดจะยุติมาตรการ QE จึงชิงเทขายหุ้นเพื่อเตรียมเงินไว้รองรับการไถ่ถอนของผู้ถือหน่วยลงทุนส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยปรับตัวลงแรง ประกอบกับก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรง เมื่อมีข่าวลบเข้ามากระทบจึงฉวยจังหวะขายทำกำไรออกมา โดยประเมินว่าการขายหุ้นไทยรอบนี้ต่างชาติน่าจะได้กำไรไม่น้อยกว่า 15% อย่างไรก็ตาม บล.กสิกรไทย ยังคงให้ไม่ลดเป้าหมายดัชนีปีนี้ลง คงไว้ที่ระดับ 1,700 จุด และให้เป้าดัชนีปีหน้าที่ 1,900 จุด เพราะเชื่อว่าเฟดคงไม่ถอนเงินในQE เร็วๆ นี้

ขณะที่ สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มีความเห็นไปในทิศทางสอดคล้องกันว่าดัชนีหุ้นที่ลงแรงเป็นเพียงระยะสั้น และตลาดหุ้นไทยเพิ่งผ่านระยะการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกออกมา ขณะที่เมย์แบงก์ กิมเอ็ง บริษัทยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยใน 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ 1,750 จุด
กำลังโหลดความคิดเห็น...