xs
xsm
sm
md
lg

จับตา‘เจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ’นัดพบเร่งด่วนเพื่อหารือ‘ฝ่ายจีน’ ขณะ‘ศึกยูเครน’กำลังดุเดือดเข้มข้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เดวิด พี. โกลด์แมน



(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

US, China moment of decision in Rome
By DAVID P. GOLDMAN
14/03/2022

เจค ซุลลิแวน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ นัดพบเจรจาหารือเร่งด่วนในวันนี้ (จันทร์ที่ 14 มี.ค.) หยาง เจียฉือ เจ้าหน้าที่ระดับท็อปด้านนโยบายการต่างประเทศของจีน

นิวยอร์ก - ตัววัดที่น่าตื่นตะลึงตัวหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่การที่ เจค ซุลลิแวน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เดินทางไปยังกรุงโรม, อิตาลี ในวันจันทร์ (14 มี.ค.) เพื่อพบหารือกับ หยาง เจียฉือ เจ้าหน้าที่ระดับท็อปด้านนโยบายการต่างประเทศของจีน

การที่วอชิงตันตัดสินใจหาทางให้จีนเข้าเกี่ยวข้องกับสงครามที่อยู่ห่างออกไป 7,000 กิโลเมตรจากปักกิ่ง เป็นตัวประเมินให้เห็นว่า อเมริกากำลังเผชิญความอิหลักอิเหลื่อในทางยุทธศาสตร์อย่างล้ำลึกถึงขนาดไหน รวมทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนกำลังมีความสำคัญในฐานะเป็นปัจจัยหนึ่งในกิจการของโลกเพียงใด

สหรัฐฯจำเป็นต้องเลือกว่าจะเสี่ยงขยายการสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ให้บานปลายออกไปหรือไม่ ซึ่งรวมถึงการเร่งรัดเพิ่มจัดส่งอาวุธต่างๆ ไปให้ยูเครน อันเป็นเรื่องที่อาจกระตุ้นให้รัสเซียเข้าโจมตีขัดขวาง หรือว่าสหรัฐฯจะปล่อยให้รัสเซียได้ชัยชนะอย่างที่น่าจะเกิดขึ้นมาหากวอชิงตันไม่ขยับทำอะไร ในทางตรงกันข้าม สำหรับจีนนั้นมีความผูกพันทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแรงกับทั้งยูเครนและก็รัสเซีย โดยที่จีนมีฐานะเป็นหุ้นส่วนทางการค้ารายสุดท้ายซึ่งรัสเซียสามารถพึ่งพาได้ (trading partner of last resort)
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ เรื่อง Could China mediate the Ukraine war? ของผู้เขียน ในเอเชียไทมส์ออนไลน์วันที่ 9 มีนาคม 2022 https://asiatimes.com/2022/03/could-china-mediate-the-ukraine-war/)

สภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (US National Security Council) เผยแพร่คำแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันอาทิตย์ (13 มี.ค.) โดยบอกว่า “ในวันจันทร์ (14 มี.ค.) ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ เจค ซุลลิแวน และคณะเจ้าหน้าที่จากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ จะอยู่ที่กรุงโรม

เจค ซุลลิแวน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ระหว่างแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ (11 มี.ค.) ทำเนียบขาวบอกว่า การเจรจาระหว่าง ซุลลิแวน กับ หยาง เจียฉือ นักการทูตระดับท็อปของฝ่ายจีน ที่กรุงโรมในวันจันทร์ (14 มี.ค.) จะรวมศูนย์อยู่ที่ ความพยายามในการบริหารจัดการการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯกับจีน  และอภิปรายหารือกันถึงผลกระทบของสงครามที่รัสเซียกระทำกับยูเครน ซึ่งจะมีต่อความมั่นคงระดับภูมิภาคและระดับโลก

(ภาพจากแฟ้ม ถ่ายเมื่อ 18 มี.ค. 2021) หยาง เจียฉือ สมาชิกกรมการเมือง และผู้อำนวยการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศ แห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ตัวแทนของฝ่ายจีนที่พบปะเจรจากับฝ่ายอเมริกันนำโดย เจค ซุลลิแวน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในวันจันทร์ (14 มี.ค.) หยางเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนระหว่างปี 2007-2013 และ มนตรีแห่งรัฐ (State councilor) ผู้ดูแลด้านการต่างประเทศ ระหว่างปี 2013-2018 โดยผู้ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากเขาในทั้งสองตำแหน่งนี้ คือ หวัง อี้
ซุลลิแวน จะพบหารือกับ หยาง เจียฉือ สมาชิกกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน และผู้อำนวยการของสำนักงานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศ (ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) โดยเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราที่จะธำรงรักษาสายการติดต่อสื่อสารระหว่างสหรัฐฯกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เปิดเอาไว้

ทั้งสองฝ่ายจะอภิปรายหารือกันเกี่ยวกับความพยายามที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการการแข่งขันระหว่างประเทศของเราทั้งสอง และอภิปรายหารือกันถึงผลกระทบของสงครามที่รัสเซียกระทำกับยูเครน ซึ่งจะมีต่อความมั่นคงระดับภูมิภาคและระดับโลก”

นาโต้ส่อแสดงให้เห็นว่าอยู่ในอาการรวนเรสับสนในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯปฏิเสธไม่ยอมรับฝูงเครื่องบินขับไล่ มิก-29 ที่ล้าสมัย ซึ่งโปแลนด์ได้มาจากอดีตเยอรมันตะวันออก และเวลานี้เสนอที่จะส่งต่อไปให้แก่ยูเครน โปแลนด์นั้นหวาดกลัวว่าการส่งเครื่องบินเหล่านี้ไปให้ยูเครนโดยตรง จะเป็นการกระทำซึ่งทำให้โปแลนด์ถูกถือว่าเป็นผู้เข้าร่วมการสู้รบทำสงครามรายหนึ่ง และการที่สหรัฐฯปฏิเสธไม่ยอมให้ฝ่ายโปแลนด์บิน มิก-29 เหล่านี้มาส่งที่ฐานทัพสหรัฐฯในเมือง รัมสไตน์ (Ramstein), เยอรมนี ก็ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้แหละ

เมื่อวันอาทิตย์ (13 มี.ค.) รัสเซียออกมาเตือนว่า อาวุธต่างๆ ที่จัดส่งลำเลียงเข้าไปในยูเครนนั้น กองทัพของตนถือว่าเป็น “เป้าหมายที่ถูกกฎหมาย” สำหรับการเข้าโจมตี จึงกำลังเพิ่มลู่ทางโอกาสที่จะเกิดการสู้รบกันโดยตรงระหว่างกองกำลังของรัสเซียกับของนาโต้ เรื่องนี้ทำให้วอชิงตันตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก อย่างที่กรณี มิก-29 แสดงให้เห็นแล้วอย่างชัดเจน วอชิงตันไม่ได้ต้องการให้เกิดการสู้รบโดยตรงระหว่างกองกำลังของรัสเซียกับของนาโต้ ซึ่งเป็นอะไรที่อาจนำไปสู่การบานปลายขยายตัวถึงขั้นการใช้อาวุธนิวเคลียร์

หากไม่จัดส่งจรวดต่อสู้รถถัง “เจฟลิน” (Javelin anti-tank rocket), ขีปนาวุธต่อสู้อากาศยาน “สติงเจอร์” (Stinger anti-aircraft missile) และฮาร์ดแวร์ไฮเทคของสหรัฐฯอย่างอื่นๆ ไปเพิ่มเติมให้ โอกาสที่ยูเครนจะสามารถยืนหยัดต้านทานการโจมตีของรัสเซียก็ดูมืดมน แต่พฤติการณ์ของการจัดส่งอาวุธเหล่านี้เพิ่มเติมไปให้ ในตัวของมันเองก็สามารถนำไปสู่สงครามที่มีขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้น

ในการให้สัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันเสาร์ (12 มี.ค.) กับเว็บไซต์ข่าวเยอรมัน “ชปีเกล” (Spiegal) พลเรือเอก (เกษียณอายุ) เจมส์ สตาฟริดิส (James Stavridis) กล่าวว่า เขาไม่คาดหมายว่ารัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการสู้รบขัดแย้งที่ยูเครนคราวนี้ แต่ว่า “การคาดคำนวณอย่างผิดพลาด” เป็นเรื่องที่ถือว่ามีความเสี่ยงอย่างสำคัญที่อาจเกิดขึ้นได้
(ดูเพิ่มเติมการให้สัมภาษณ์นี้ได้ที่ https://www.spiegel.de/international/world/u-s-admiral-on-the-war-in-ukraine-putin-doesn-t-have-a-tactical-reason-to-use-nuclear-weapons-a-6a834b53-694d-43eb-9d46-ad71507a6006)
(พลเรือเอก (เกษียณอายุ) เจมส์ สตาฟริดิส รับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯอยู่ 37 ปี ตำแหน่งสุดท้ายของเขาคือ ผู้บัญชาการสูงสุดกองทหารสัมพันธมิตรยุโรป The Supreme Allied Commander Europe (SACEUR) ซึ่งก็คือผู้บัญชาการของกองบัญชาการปฏิบัติการกองทหารสัมพันธมิตรขององค์การนาโต้ หลังเกษียณอายุจากกองทัพ เขาไปเป็นคณบดีของวิทยาลัยกฎหมายและการทูตเฟลตเชอร์ แห่งมหาวิทยาลัยทัฟส์ (Fletcher School of Law and Diplomacy at Tufts University) อยู่ 6 ปี ในเดือนมีนาคม 2021 นวนิยายเรื่อง “2034: A Novel of the Next World War ” (ปี 2034: นิยายของสงครามโลกครั้งต่อไป) ซึ่งเขาเขียนร่วมกับ เอลเลียต แอคเคอร์แมน ได้รับการตีพิมพ์ และกลายเป็นหนังสือขายดี โดยในตอนเริ่มออกวางจำหน่ายติดอันดับ 6 ในรายชื่อหนังสือขายดีนิวยอร์กไทมส์ (New York Times bestseller list ) ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/James_G._Stavridis)

“สิ่งที่ผมรู้สึกกังวลจริงๆ” สตาฟริดิส บอก “คือมันอาจจะเกิดการคาดคำนวณอย่างผิดพลาดขึ้นมาในบางครั้ง เมื่อขีปนาวุธรัสเซียบินข้ามชายแดนโปแลนด์เข้าไป โจมตีใส่ศูนย์บัญชาการและควบคุมของสหรัฐฯ (U.S. command and control center) สักแห่งหนึ่ง แล้วทาง SACEUR (The Supreme Allied Commander Europe ผู้บัญชาการสูงสุดกองทหารสัมพันธมิตรยุโรป นั่นคือ ผู้บัญชาการของกองบัญชาการปฏิบัติการกองทหารสัมพันธมิตรขององค์การนาโต้) ตอบโต้เล่นงานกองทหารรัสเซีย และจากนั้นรัสเซียก็ขยายการปฏิบัติการบานปลายออกไปอีก จริงๆ แล้วนี่คือฉากทัศน์ของนวนิยายเรื่อง “2034” เลย มันสามารถเกิดขึ้นได้ไหม? มันเป็นไปได้ แต่ว่าในความเป็นจริงของเวลานี้ก็คือ เรากำลังเห็นสงครามเกิดขึ้นมาอยู่แล้ว เป็นสงครามที่เราจะเรียกว่า “สงครามยูเครน” ในอีก 50 ปีข้างหน้าต่อจากนี้”

สตาฟริดิส พูดเปรียบเทียบสถานการณ์ในเวลานี้กับครั้งที่เกิดวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาปี 1962 (Cuban Missile Crisis 1962) โดยอธิบายว่า “สิ่งที่ทำให้ทั้งสองครั้งนี้มีอะไรที่ออกจะคล้ายๆ กัน ก็คือ คุณมีอภิมหาอำนาจนิวเคลียร์ 2 รายซึ่งเกิดไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศที่ 3 รายหนึ่ง --ในกรณีนี้คือ ยูเครน ส่วนในกรณีนั้นคือ คิวบา”

ความกังวลใจของวอชิงตันอีกเรื่องหนึ่ง ได้แก่ ผลกระทบกระเทือนอย่างต่อเนื่องของมาตรการแซงก์ชั่นทางการเงินต่อรัสเซียที่เรียกกันว่า ทางเลือก “ระเบิดนิวเคลียร์” ซึ่งอายัดส่วนใหญ่ของทรัพย์สินมูลค่า 630,000 ล้านดอลลาร์ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของแดนหมีขาวเอาไว้ พวกนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญๆ รวมทั้ง เคนเนธ โรกอฟฟ์ (Kenneth Rogoff) แห่งฮาร์วาร์ด ที่เคยเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พากันออกมาเตือนว่าการเข้ายึดทุนสำรองของทางการในขนาดมหึมาเช่นนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อนเลย อาจลุกลามส่งผลกลายเป็นการทำลายความมั่นอกมั่นใจในระบบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

วิลเลียม เพเซค (William Pesek) ในข้อเขียนเรื่อง Russia sanctions threaten to backfire on the buck (การแซงก์ชั่นรัสเซียกลายเป็นภัยคุกคามสะท้อนกลับมายังเงินดอลลาร์) ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiatimes.com/2022/03/us-sanctions-threaten-to-backfire-on-the-buck/ และผู้เขียนคนนี้ (เดวิด พี. โกลด์แทน) ในข้อเขียนเรื่อง Gold will soar as China seeks US dollar alternatives (ทองจะพุ่งพรวดขณะที่จีนมองหาตัวเลือกอื่นมาทดแทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ) ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiatimes.com/2022/03/gold-will-soar-as-china-seeks-us-dollar-alternatives/ รายงานเรื่องนี้ไว้แล้วในเอเชียไทมส์ก่อนหน้านี้

โซลตัน พอสซาร์ (Zoltan Poszar) นักวิเคราะห์ของ เครดิตสวิส (Credit Suisse) หนึ่งในผู้ซึ่งได้รับการติดตามมากที่สุดคนหนึ่ง เมื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตลาดเงินในวอลล์สตรีท กล่าวเตือนเอาไว้ในบทวิเคราะห์สั้นชิ้นหนึ่งส่งถึงลูกค้าในสัปดาห์ที่แล้วว่า ผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรงจากการยึดทุนสำรองคราวนี้ อาจจะถึงขั้นทำลายกรอบโครงด้านเงินตราที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยกำลังผลักดันให้มีการสร้าง “ข้อตกลงเบรตตันวู้ดส์ 3 (Bretton Woods III) ที่หนุนหลังโดยตัวเงินภายนอก” (เขาหมายถึงทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ)

พอสซาร์ เขียนเอาไว้ดังนี้ “เรากำลังเป็นประจักษ์พยานการถือกำเนิดขึ้นมาของข้อตกลง เบรตตันวู้ดส์ 3 – ระเบียบ (ทางด้านเงินตรา) ของโลกฉบับใหม่ ที่มีศูนย์กลางอยู่รอบๆ พวกสกุลเงินตราอ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ในโลกตะวันออก ซึ่งน่าจะทำให้ระบบยูโรดอลลลาร์ (Eurodollar system) อ่อนแอลง รวมทั้งยังมีส่วนทำให้เกิดพลังด้านเงินเฟ้อในโลกตะวันตกอีกด้วย”

สหรัฐฯกำลังแบกรับความเสี่ยงทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และทางด้านเศรษฐกิจเอาไว้อย่างมโหฬารยิ่ง จากความพยายามที่จะปิดล้อมจำกัดรัสเซียเอาไว้ เรื่องนี้อธิบายถึงการตัดสินใจอย่างพิเศษผิดธรรมดาของที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ในการบินไปยังกรุงโรม ณ ห้วงเวลาที่วิกฤตการณ์ระดับโลกกำลังพุ่งแรง เพื่อพูดจากับจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์จีน-อเมริกันเสื่อมทรามลงมาถึงขีดต่ำสุด

รัฐบุรุษอาวุโสชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้หนึ่ง ซึ่งมีประสบการณ์ในการเจรจาต่อรองกับปักกิ่งมาอย่างยาวนาน ทำนายว่าจีนจะไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ ที่จะให้ตนเองกลาย “เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย” ระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ตรงกันข้ามจีนจะเสนอตัวในการ “อำนวยความสะดวกให้แก่การอภิปรายหารือ” ของสองประเท ความแตกต่างของ 2 สิ่งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากอย่างหลังนั้น มันจะเปิดทางให้จีนสามารถอ้างประโยชน์จากความสำเร็จใดๆ ก็ตามที่อาจเกิดขึ้นมา โดยไม่ต้องเข้าไปเป็นเจ้าของกระบวนการเจรจาต่อรองกันซึ่งอาจจะประสบความล้มเหลวก็ได้

ไม่ว่าจะมีอะไรออกมาจากการพบปะหารือในกรุงโรมครั้งนี้ก็ตามที การปฏิวัติในทางการทูตก็ได้เกิดขึ้นมาแล้ว หลังจากอดทนมาเป็นเวลานานปีท่ามกลางการถูกตำหนิกล่าวโทษในทางการทูต ทั้งจากเรื่องการเรียกร้องต้องการดินแดนในทะเลจีนใต้, การจัดการกับเรื่องฮ่องกง, การปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ ฯลฯ จีนจะก้าวเดินเข้าสู่พื้นที่ซึ่งสาดส่องเจิดจ้าด้วยแสงไฟสปอตไลต์ระดับโลก ในฐานะผู้มีส่วนร่วมรายหนึ่งที่ไม่อาจขาดหายไปได้ ในการเสาะแสวงหาทางออกให้แก่วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศครั้งที่มีอันตรายมากที่สุดของโลกในรอบ 1 เจเนอเรชั่น
กำลังโหลดความคิดเห็น